อำนาจอำมหิตกับข้อสรุปประเทศไทย

โดย นายทหารเอก กรุงธน
จาก Thai E-News 21 มิถุนายน 2553

ได้ข้อสรุปกันเสียทีว่าวิกฤตของประเทศวันนี้ เป็นผลมาจากการรัฐประหารของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระ มหากษัตริย์เป็นประมุข เมื่อ 19 กันยายน 2549

ข้อสรุปข้างต้น เป็นผลจากคำแถลงของนางเฮเลน คลาร์ค ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นดีพี) ที่กล่าวว่า“ความปั่นป่วนดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากมีการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งส่งผลให้เกิดสภาพไร้เสถียรภาพทางการเมืองต่อเนื่องมายาวนานกว่า 3 ปี” (มติชน พฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน 2553)

ที่สำคัญที่สุดที่ผมให้น้ำหนักกับ คำพูดของนางเฮเลน คลาร์ค ซึ่งเคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีประเทศนิวซีแลนด์นี้ก็เพราะไม่เคยมีผลประโยชน์ เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือฝ่ายคณะรัฐประหาร และที่สำคัญและน่าเชื่อถือข้อสรุปนี้ที่สุดคือไม่มีคนในพรรคประชาธิปัตย์ แม้แต่คนเดียวออกมาโต้แย้งประเด็นนี้ รวมทั้งตัวนายกฯอภิสิทธิ์เอง ก็ออกมาให้สัมภาษณ์กล้อมแกล้มๆว่า “ก็คงมีส่วนเกี่ยวข้องกัน” (มติชน 18 มิถุนายน 2553)

ประเด็นปฐมเหตุของมหาวิกฤตของประเทศไทยวันนี้ ได้ถกเถียงกันมานานตลอดระยะเวลา 3 ปีเศษ ซึ่งฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มพันธมิตร และเครือข่ายของคณะรัฐประหารฝ่ายหนึ่ง กับพรรคเพื่อไทย และกลุ่ม นปช. และเครือข่ายมวลชนเสื้อแดงอีกฝ่ายหนึ่ง ถกเถียงไม่ยอมรับกัน คล้ายๆ กับประเด็นทหารฆ่าประชาชนที่ผู้คนก็เห็นกันทั่วโลกไม่เฉพาะประเทศไทยว่าทหาร ยิงประชาชน แต่ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มพันธมิตร และเครือข่ายของคณะรัฐประหารก็เถียงคอเป็นเอ็นว่าทหารไม่ได้ฆ่าประชาชนตาย แม้แต่คนเดียว และดูจะเสียงดังกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะเป็นฝ่ายกุมอำนาจรัฐ กุมสื่อ และที่สำคัญคือ อยู่ในอ้อมกอดของอำนาจอำมหิต (ขอใช้สำนวน อ.นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ ในมติชน วันที่ 14 มิถุนายน 2553 เพื่อความปลอดภัย)

อำนาจ อำมหิต เป็นใครผมก็ไม่รู้แต่คงไม่ใช่ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหารแน่นอน เพราะได้หลุดจากอำนาจ ผบ.ทบ.ไปเป็นหัวหน้าพรรคมาตุภูมิที่มี ส.ส.อยู่ในมือแค่ 3 เสียง

หลังจากที่มีการสังหารประชาชนจากราชดำเนินถึงราชประสงค์ ประชาชนเสียชีวิตและสาบสูญนับ 100 คน บาดเจ็บร่วม 2 พันคน รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง กลับอยู่ได้อย่างไม่สะทกสะท้านก็ไม่รู้ว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับอำนาจอำมหิต หรือไม่?

รัฐบาลนายอภิสิทธิ์รู้อยู่แก่ใจดีว่าโลกนี้เขายอมรับการ สั่งให้ทหารฆ่าประชาชนอย่างเลือดเย็นเช่นนี้ไม่ได้ แต่นายอภิสิทธิ์กลับพยายามเบี่ยงเบนทั้งในสภาและนอกสภาที่จะไม่พูดถึงเรื่อง คนตาย แต่พยายามจะพูดถึงเรื่องความปรองดอง การปฏิรูปประเทศ และการแก้รัฐธรรมนูญปี 2550 แทน ทั้งๆที่พรรคประชาธิปัตย์อยู่ในอำนาจมาปีกว่าแล้วไม่เคยพูดหรือแสดงท่าทีว่า มีความมุ่งหมายในสิ่งเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย

พอมาดูแกนนำของคณะ กรรมการชุดต่างๆก็ยิ่งชัดเจนว่าล้วนแล้วแต่เป็นคนใกล้ชิดกับคณะรัฐประหาร กลุ่มพันธมิตร และพรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยร่วมหัวจมท้ายกันตั้งแต่สนับสนุนการรัฐประหาร โค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อ 19 กันยายน 2549 และร่วมกันโค่นล้มรัฐบาลนายสมัคร และนายสมชาย ถึงขั้นลงทุนยึดทำเนียบรัฐบาล และยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมือง ซึ่งโด่งดังไปทั้งโลก

ตลอดระยะเวลาวิกฤต 3 ปีกว่ามานี้ ผู้คนในคณะกรรมการต่างๆที่คุณอภิสิทธิ์อวดอ้างว่าเป็นกลางก็ทำตัวเป็นคนหู หนวกตาบอดโดยไม่เคยออกมาตำหนิการกระทำผิดของพวกเสื้อเหลืองที่กระทำผิดขั้น อุกฤษแม้แต่ครั้งเดียว

กรรมการที่แกล้งทำตัวเป็นคนหูหนวก ตาบอดที่กล่าวถึง อาทิเช่น นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์,นายสมคิด เลิศไพฑูรย์,นายจรัส สุวรรณมาลา, นายเจษฏ์ โทนะวณิก เป็นต้น

ส่วนแกนนำคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยดูจะเป็นบอร์ดใหญ่สุดในบรรดาบอร์ดทั้งหมดที่ ตาบอดที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน,นายแพทย์ประเวศ วะสี และนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ซึ่งถือเป็นมวยรุ่นใหญ่ก็เป็นผู้อยู่ในเครือข่ายการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 เช่นนายไพบูลย์ได้เข้ารับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีของคณะรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน ส่วนนายอานันท์ก็เป็นอดีตนายกฯในคณะรัฐประหารของ รสช.ที่มีส่วนในการฆ่าประชาชนในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ในปี 2535 แม้นายอานันท์กลับมาเป็นนายกฯอีกรอบหนึ่ง หลังเกิดเหตุการณ์สังหารประชาชนแล้วนายอานันท์ก็ไม่มีผลงานที่จะกล่าวอ้าง ได้ถึงการให้ความเป็นธรรมแค่ประชาชนที่เสียชีวิตจากการเรียกร้องหา ประชาธิปไตยด้วย 2 มือเปล่าเลย ส่วน นพ.ประเวส วะสี แม้จะไม่เคยดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีของคณะรัฐประหาร แต่บทบาทคุณหมอท่านนี้ก็ไม่เคยแสดงท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการรัฐประหาร และการสังหารประชาชนทั้งในอดีตและในปัจจุบันเลย ดูเหมือนว่าทำตัวเป็นคนความจำเสื่อมโดยเฉพาะการทำลายประชาธิปไตยและการ สังหารประชาชน

ที่ร้ายไปกว่านั้น นายอานันท์และนพ.ประเวศได้กล่าว อ้างอย่างเต็มปากเต็มคำว่าท่านได้รับเลือกมาจากภาคประชาชน

ผมเป็นเด็กกว่าท่านทั้งสองนี้มาก และมิกล้าที่จะเอาคุณธรรมในตัวเองไปเทียบกับท่านได้ แต่ผมอายแทนท่านจริงๆ ที่ท่านกล่าวอ้างเป็นตัวแทนประชาชนอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจกับภูมิหลังของท่าน ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย และไม่เคยตำหนิผู้สั่งการสังหารประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตย

เมื่อข้อสรุปของนางเฮเลน คลาร์ค ผอ.โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติที่ว่าวิกฤตของไทยวันนี้มาจากการรัฐประหาร เมื่อ 19 กันยายน 2549 จนมีผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศไทย ก็แสดงว่าบุคคลที่กล่าวถึงข้างต้นทั้งหมดที่เป็นแกนนำองค์กรสำคัญที่นาย อภิสิทธิ์หวังว่าจะมาช่วยวิกฤตของชาติเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกับผู้ที่สร้าง วิกฤตของชาติรวมทั้งตัวคุณอภิสิทธิ์ด้วยนั่นเอง

ผมจะสรุปว่า นายอภิสิทธิ์ในฐานะผู้แต่งตั้งและบุคคลที่กล่าวถึงข้างต้นและพวก ในฐานะผู้ถูกแต่งตั้ง เป็นผู้ใกล้ชิดกับพลเอกสนธิ และในวันนี้ยังมีบทบาททางการเมืองก็เพราะพลเอกสนธิก็น่าจะเป็นข้อสรุปที่ผิด อย่างยิ่ง

ถ้าเช่นนั้นบุคคลเหล่านี้เข้ามามีบทบาททางการเมืองได้ เพราะใคร? จะอ้างชื่อนายอภิสิทธิ์ก็เป็นไปไม่ได้เพราะคุณอานันท์ก็อ้างหลายครั้งว่าผม ไม่ใช่ตัวแทนรัฐบาล

ถ้าเช่นนั้นพวกเขามาจากอำนาจส่วนไหนกัน? เป็นเรื่องชวนคิดจริงๆ สำหรับสังคมไทย

จะโยนให้ว่ามาจากอ้อมกอด ของอำนาจอำมหิตก็เกรงใจอาจารย์นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ เดี๋ยวจะหาว่าอ้างท่านเรื่อย

รู้แต่ก็พูดกันไม่สะดวกครับ



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s