ชกข้ามคุกสนุกแน่ๆครับพี่น้อง!

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 5 ฉบับ 265 วันที่ 26 มิถุนายน-2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 หน้า 8
คอลัมน์ เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน

“มันมีการทำร้ายประชาชน มีการยิงอาวุธใส่ประชาชน ไม่ได้เป็นไปตามที่ได้แถลงก่อนหน้านี้ว่าเป็นการใช้แก๊สน้ำตาเท่านั้น”

“เป็นคนหรือเปล่า กระทำกับบุคคลถึงขั้นเสียชีวิตแล้ว ยังยัดเยียดปรักปรำใส่ร้ายเขาอีกว่าเขาพกอาวุธ”

“การเมืองในวิถีทางประชาธิปไตย ไม่มีที่ไหนในโลกที่ประชาชนถูกทำร้ายจากภาครัฐแล้วรัฐบาลที่มาจากประชาชนไม่แสดงความรับผิดชอบ”

คำพูดทุกประโยคเป็นของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้าน เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2551 หลังเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ที่รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ สลายการปิดล้อมรัฐสภาของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บกว่า 400 ราย

แต่นายอภิสิทธิ์กลับไม่แสดงความรับผิดชอบกับเหตุการณ์มหาวิปโยคเดือนเมษายน และพฤษภาคมที่สั่งให้กองทัพใช้กำลังปราบปรามกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้าน เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน จนมีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 ราย และบาดเจ็บเกือบ 2,000 ราย และยังคง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุก เฉิน ซึ่งเป็นอำนาจที่ป้องกันการกระทำของรัฐบาลและศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ ฉุกเฉิน (ศอฉ.) พร้อมกล่าวหาและกวาดล้างคนเสื้อแดงและนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามด้วยข้อหาเป็น “ผู้ก่อการร้าย” และล้มสถาบัน

ผู้นำอังกฤษขอโทษประชาชน

ตรงข้ามกับนายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ซึ่งจบจากโรงเรียนอีตันและมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเหมือนนายอภิสิทธิ์ ที่ได้ออกมาแถลงขอโทษและแสดงความรับผิดชอบการกระทำของรัฐบาลอังกฤษ กับความขัดแย้งในไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งมีกลุ่มใต้ดินและกองกำลังปลดปล่อยไอร์แลนด์เหนือ (IRA) ที่ต่อสู้เพื่อแยกดินแดนและเรียกร้องความ ยุติธรรมตั้งแต่ปี 2514 ทำให้มีการจับกุมชาวไอริชกว่า 30,000 คน โดยรัฐบาลอังกฤษมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนและระบุว่าทหารหน่วยปราบปรามจลาจล สลายการชุมนุมผิดหลักสากล ใช้อาวุธปราบปรามผู้ชุมนุมมือเปล่าโดยไม่ได้ส่งสัญญาณเตือน ทำให้ชาวไอริชที่ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลกลางของอังกฤษในวันที่ 30 มกราคม 2514 เสียชีวิต 13 ราย จนถูกเรียกว่า “วันอาทิตย์นองเลือด” ส่งผลให้ชาวไอริชจำนวนหนึ่งเข้าร่วมกับกลุ่ม IRA เพื่อต่อสู้กับรัฐบาลอังกฤษ

การออกมาแถลงขอโทษของนายกรัฐมนตรีอังกฤษแสดง ให้เห็นภาวะผู้นำอย่างแท้จริง แม้ไม่ใช่การกระทำของรัฐบาลนายคาเมรอน แต่ก็ถือเป็นความผิดของรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลอังกฤษได้เริ่มต้นแผนการปรองดอง “PeaceTalks” โดยเปิดพื้นที่ให้กับกลุ่มการเมือง ซึ่งต่อต้านรัฐบาลอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ปากปรองดอง แต่กระทำปองร้ายกับฝ่ายการเมืองตรงข้ามอย่างไม่หยุดหย่อนเหมือนนายกรัฐมนตรี บางประเทศ

ละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง

“ผมสนใจการเมืองเมื่อครั้ง ที่มีอายุ 9-10 ขวบ ที่ระหว่างนั้นเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ได้เห็นคนนับหมื่นนับแสนออกมาชุมนุมกันตามท้องถนนและต่อสู้โดยยอมเอาชีวิต เข้าแลก คุณพ่อได้อธิบายว่าออกมาเรียกร้องสิทธิ ทำให้ผมรู้สึกว่าทุกคนเป็นเจ้าของประเทศเหมือนกัน จึงตัดสินใจตั้งแต่ครั้งนั้นว่าจะเป็นนักการเมือง…ตั้งแต่นั้นมาผมไม่เคย เปลี่ยนใจ”

นั่นคือคำพูดของนายอภิสิทธิ์ ที่ประกาศว่าเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่และยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย แต่วันนี้กลับไม่แสดงความรับผิดชอบหรือกล่าวขอโทษประชาชน ทั้งที่เป็นผู้สั่งให้ทหารปราบปรามคนเสื้อแดงจนมีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 ราย และยังพยายามใช้สื่อของรัฐและสื่อกระแสหลักโฆษณาชวนเชื่อและสร้างกระแสเพื่อ สร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองและ ศอฉ. โดยโยนความผิดไปให้ “ไอ้โม่งชุดดำ” และคนเสื้อแดงว่าเป็นกลุ่มผู้ก่อการร้าย

หลังการสังหารหมู่ไม่ถึงเดือน นายอภิสิทธิ์ก็กลับมาเดินสายปราศรัยและประกาศแผนการปรองดอง โดยพยายามตอก ย้ำความเสียหายทางเศรษฐกิจ การตรวจพื้นที่ศูนย์การค้าที่ถูกเผา แต่ไม่พูดถึงคนเสื้อแดงที่ถูกฆ่าและบาดเจ็บ แม้แต่การเลือกตั้งซ่อมที่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉินค้ำคอการหาเสียงก็อ้างว่าไม่กระทบกับบรรยากาศการเลือกตั้ง ทั้งที่รัฐบาลและ ศอฉ. มีอำนาจจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กล่าวหาและจับกุมฝ่ายตรงข้ามได้ตลอดเวลา ซึ่งไม่ต่างกับการเมืองเผด็จการในพม่า สะท้อนถึงใจที่คับแคบของนายอภิสิทธิ์และ ศอฉ. ที่ตรงข้ามกับแผนปรองดองอย่างชัดเจน

ขณะที่องค์กรภาคประชาชน สื่อ และองค์กรสื่อ ต่างก็ปิดตา ปิดปากตัวเอง ไม่ค้นหาข้อเท็จจริงหรือเสนอข้อมูลข่าวสารการเสียชีวิตของคนเสื้อแดง โดยเฉพาะการเสียชีวิตของเด็กอายุแค่ 12 ปี ที่ถูกสไนเปอร์ยิงที่ศีรษะ หรือหญิงสาวที่มาชุมนุมที่ถูกทหารข่มขืน ซึ่งมีหลักฐานการตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลกลางอย่างชัดเจนว่าถูกข่มขืน รวมถึงการบันทึกประจำวันแจ้งความไว้ที่ สน. ปทุมวัน หรือการสังหารโหด 6 ศพที่วัดปทุมฯที่กำลังจะถูกลืมหายไป ขณะที่หลักฐานต่างๆที่จะพิสูจน์การสังหารโหดก็สูญหายหรือถูกทำลายไปมากมาย เช่น กระสุนในตัวน้องเกด อาสาหน่วยกู้ภัยที่เข้าไปช่วยเหลือคนเจ็บในวัดปทุมฯ

ล่าสุดฮิวแมนไรท์วอตทช์ออกมาประณามการล่ามโซ่ 2 นปช. ที่บาดเจ็บที่ข้อเท้าไว้กับเตียงคนไข้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิผู้บาดเจ็บชัดเจน ขัดกับมาตรฐานสากล ทั้งที่ควรควบคุมในห้องพิเศษแทนการล่ามโซ่ตีตรวน ซึ่งคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) ก็ประณามว่าเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งยังมีญาติ นปช. อีกหลายคนที่ร้องเรียนว่าถูกล่ามโซ่ในโรงพยาบาล และมีอีกหลายคนถูกยิงบาดเจ็บจนเป็นอัมพาตจากกระสุนที่ยืนยันว่ายิงมาจากฝั่งทหารเข้าใส่ประชาชนมือเปล่า

โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายนิค นอสติทซ์ ผู้สื่อข่าวอิสระชาวเยอรมัน ซึ่งทำข่าวบริเวณถนนราชปรารภ ได้เขียนบทความลงในเว็บไซต์ new mandala ยืนยันว่า เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม เวลาประมาณ 16.00 น. ทหารใช้ปืนยิงใส่คนเสื้อแดง 300-400 คนที่กำลังขนยางรถยนต์เพื่อไปตั้งเป็นบังเกอร์กลางถนน โดยไม่ใช้กระสุนยางหรือแก๊สน้ำตาก่อน โดยเห็นกับตาตัวเองว่ามีคนเสื้อแดงอย่างน้อย 3 คนถูกยิงล้มลงบนถนน และคนเหล่านั้นไม่มีอาวุธนอกจากหนังสติ๊ก ซึ่งต่อมาทหารเริ่มตั้งแถวเดินเรียงหน้ากระดานเข้ามา ทำให้ทั้ง คนเสื้อแดงและนักข่าวต้องหลบอยู่หลังห้องน้ำด้านหลังปั๊มน้ำมัน และปีนข้ามกำแพงหนีไปยังบ้านที่อยู่หลังปั๊ม ทั้งยังได้ยินเสียงทหารตะโกนและได้ยินเสียงปืนรัวดังเป็นชุด ปลอกกระสุนกระเด็นข้ามรั้วเข้ามา และได้ยินเสียงคนร้องขอชีวิต

ตอแหลได้ต้องตอแหล!

โดยเฉพาะในเวทีโลก นายอภิสิทธิ์และกระทรวงการต่างประเทศพยายามสร้างภาพและอ้างความชอบธรรมจากกรณี ตัวแทนของไทยได้รับเลือกให้เป็นประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations Human Rights Council : UNHRC) ซึ่งรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ก็ฉวยโอกาสอ้างว่า ประชาคมโลกเข้าใจการกระทำของรัฐบาลไทยในเหตุการณ์เดือนเมษายนและพฤษภาคม ไม่เช่นนั้นคงไม่เลือกไทยเป็นประธาน

ทั้งที่รัฐบาลไทยพยายามวิ่งเต้นกับนานาชาติโดยเฉพาะสหรัฐและจีน เพื่อให้การสนับสนุน โดยข้อเท็จจริงก็เป็นเรื่องของโควตาที่ให้ประเทศต่างๆผลัดกันเข้าเป็นสมาชิก เพราะกรรมการสมัยแรกไม่มีประเทศไทย แต่ประเทศที่ได้รับเลือกมีทั้งจีน ปากีสถาน ซูดาน และซาอุดีอาระเบีย ที่มีปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะจีนมีเหตุการณ์เทียนอันเหมินที่รถถังไล่ขยี้นักศึกษาเสียชีวิตนับพัน หรือซูดานที่มีการฆ่าล้างและละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ซึ่ง “นิวยอร์กไทม์ส” ได้วิจารณ์สหประชาชาติอย่างรุนแรงว่าน่าละอายที่ใช้การแบ่งปันและผลัดกัน เข้าเป็นกรรมการมากกว่าการพิจารณาจากข้อมูลการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง

ประชาธิปไตยแบบ “มาร์ค”

การไม่เคารพหรือละเมิด “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ซึ่งตรงกับศัพท์ภาษาอังกฤษ “Human Dignity” และนำมาซึ่งการเรียกร้องสิทธิมนุษยชน (Human Rights) นั้นระบุไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญปี 2540 และ รัฐธรรมนูญปี 2550 ว่าเป็นสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย

แต่ประชาธิปไตยภายใต้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์และอำนาจครอบจักรวาลของ ศอฉ. ขณะนี้กลับไม่ต่างกับรัฐบาลเผด็จการ เพราะแม้แต่การเลือกตั้งซ่อมเขต 6 กรุงเทพมหานคร แทนนายทิวา เงินยวง ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ที่ถึงแก่กรรม นายอภิสิทธิ์และ ศอฉ. ก็ยืนยันที่จะใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไป ทั้งที่มีข้อห้ามการชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ซึ่งแม้รัฐบาลจะมีการผ่อนปรน แต่ก็สะท้อนชัดเจนว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ ขณะที่คนตาบอด คนพิการที่ชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมในการประกอบอาชีพ กลับถูกจับกุมเพราะฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่มีปัญหาหรืออุปสรรคกับการเลือกตั้งหรือไม่ แต่เป็นการใช้อำนาจที่ขัดกับหลักการประชาธิปไตย เพราะจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างรุนแรง ขณะที่รัฐบาลก็ใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อความมั่นคงของรัฐบาล มากกว่าความมั่นคงของบ้านเมือง

ที่เห็นชัดเจนก็คือการระงับธุรกรรมการเงินของผู้สนับสนุนคนเสื้อแดง โดยรู้ดีว่าหากไม่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็จะไม่สามารถทำการขู่เข็ญเยี่ยงที่ทำอยู่ได้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินจึงเป็นอำนาจครอบจักรวาลที่จำกัดสิทธิเสรีภาพอย่างร้ายแรง

ส่ง “ก่อแก้ว” ชกข้ามคุก!

ที่น่าสนใจคือการที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจส่งนายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช. ที่ขณะนี้ถูกคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรม แทนนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ที่อาจมีปัญหาคุณสมบัติ ลงแข่งขันเลือกตั้งซ่อมในนามพรรคเพื่อไทย ซึ่งเท่ากับพรรคเพื่อไทยไม่ใช่แค่ต้องการชัยชนะในการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังต้องการให้เป็นเวทีของคนเสื้อแดงที่จะประกาศกับคนไทยและประชาคม ถึงความอำมหิตที่นายอภิสิทธิ์และ ศอฉ. ปราบปรามคนเสื้อแดง ซึ่งในสายตาของประชาคมโลกถือว่านายก่อแก้วและแกนนำ นปช. ที่ถูกจับกุมเป็นนักโทษการเมือง ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย

เพราะหากพรรคเพื่อไทยเลือกบอยคอตหรือส่งชื่อคนอื่นที่อยู่นอกการถูกคุมขัง แล้วไม่ส่งนายก่อแก้วหรือนายณัฐวุฒิก็อาจถูกประณามจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยและ มวลชนเสื้อแดงว่าเล่นการเมืองไม่เป็น ตีโง่ซ้ำซาก สู้เกมการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ สถานการณ์ในขณะนี้จึงไม่ใช่เรื่องการมองผลแพ้ชนะ แต่ต้องการให้ประชาชนและประชาคมโลกเห็นความไม่ชอบธรรมของนายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์อย่างชัดเจน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมองไปถึงการเลือกตั้งใหญ่ ที่ขณะนี้ทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลต่างพยายามใช้ความได้เปรียบ เพื่อหาเสียงและสร้างความชอบธรรมเพื่อฟอกตัวเองอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะนโยบายประชานิยม ทั้งขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ลดภาษี ลดดอกเบี้ยเงินกู้ แจกเงิน แจกของ และสร้างสาธารณูปโภคให้แบบปูพรมในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงการพาคณะผู้ว่าราชการจังหวัดและ อบจ. 75 จังหวัดไปทัวร์หรูต่างประเทศถึง 6 ชุด ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการจ่ายมัดจำซื้อเสียงล่วงหน้า

สงครามประชาธิปไตย

การต่อสู้ทางการเมืองของคนเสื้อแดงและประชาชนที่รักประชาธิปไตยในขณะนี้ จึงไม่ต่างอะไรกับการปฏิรูปประเทศโดยประชาชน ไม่ใช่โดยรัฐบาลที่ส่งร่างทรงเข้ามา เพราะไม่ว่านายอานันท์ ปันยารชุน หรือ นพ.ประเวศ วะสี ก็วิตกเช่นกันที่จะกลายเป็นเครื่องฟอกอากาศให้นายอภิสิทธิ์ โดยเฉพาะข้อหา “ฆาตกร 100 ศพ” จึงพยายามย้ำว่าการรับอาสาร่วมปฏิรูปประเทศเป็นเรื่องของภาคสังคม ภาคประชาชน และภาควิชาการ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำของคนในสังคม ไม่เกี่ยวกับเรื่องความปรองดอง ส่วนจะรับข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ไปปฏิบัติหรือไม่ก็อยู่ที่รัฐบาล

ประชาชนจึงต้องไม่โง่ซ้ำซากให้รัฐบาลมือเปื้อนเลือดกลบเกลื่อนหรือมอมเมา ด้วยนโยบายต่างๆ เพราะตราบใดก็ตามที่ยังมีการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็เท่ากับนายอภิสิทธิ์ไม่มีความจริงใจที่จะสร้างความปรองดองอย่างที่ประกาศ เพราะรัฐบาลยังใช้อำนาจเผด็จการกดหัวและกดขี่ประชาชนต่อไป เหมือนการกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้ายและการควบคุมธุรกรรมทางการเงินฝั่งตรงข้าม

แผนปรองดองของนายอภิสิทธิ์จึงทำได้แค่การตีปี๊บผ่านสื่อรัฐและสื่อกระแสหลัก ที่จำยอมเป็นวัวควายให้รัฐบาล เช่นเดียวกับองค์กรอิสระที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อแลกกับอำนาจและผลประโยชน์ของ ตนเองและพวกพ้อง โดยท่องคาถา “รักชาติ รักสถาบัน” ซึ่งเป็นวาทกรรมตอแหลเดิมๆ

ส.ส. จากคุกคนแรก

กรณีที่พรรคเพื่อไทยมีมติส่งนายก่อแก้วลงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม. เขต 6 จึงใกล้เคียงกับกรณีโรเบิร์ต เจอราร์ด แซนด์ส “บ็อบบี้ แซนด์ส” ส.ส.นักโทษของกลุ่มไออาร์เอ ที่ถูกจับกุมข้อหาร่วมกับเพื่อนอีก 5 คนบุกสำนักงานตำรวจไอร์แลนด์เหนือ และถูกตัดสินจำคุก 14 ปี แต่เขาได้สร้างชื่อไปทั่วโลกเมื่อประกาศอดอาหารประท้วงเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 1981 เรียกร้องให้ทางการอังกฤษให้สถานะ “นักโทษการเมือง” กับผู้ต้องขังที่เป็นไออาร์เอ

ในขณะที่ไม่กี่วันหลังจากนั้น แฟรงค์ แม็กไกวร์ ส.ส.เขตเฟอร์มานาฟและเซาธ์ ไทโรน ซึ่งนิยมการแยกตัวของไอร์แลนด์เหนือ ได้เสียชีวิตกะทันหัน ทำให้ “บ็อบบี้ แซนด์ส” ถูกส่งลงแข่งขันในฐานะตัวแทนพรรคซินเฟน (ฟากการเมืองของไออาร์เอ) ปรากฏว่า “บ็อบบี้ แซนด์ส” ชนะและได้รับการเลือกตั้งอย่างเฉียดฉิวเมื่อวันที่ 9 เมษายน 1981 และได้เป็น ส.ส. อายุน้อยที่สุด (อายุเพียง 27 ปี) แต่เขาดำรงตำแหน่งได้ไม่ถึง 1 เดือนก็เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม หลังอดอาหารประท้วงในเรือนจำได้เพียง 2 เดือน

ความสำเร็จของ “บ็อบบี้ แซนด์ส” ในครั้งนั้นทำให้รัฐ บาลอังกฤษต้องเสนอ พ.ร.บ.ว่าด้วยตัวแทนแห่งปวงชน 1981 บัญญัติห้ามไม่ให้ผู้ต้องโทษจำคุกเกินกว่า 1 ปีทั้งในและนอกราชอาณาจักรลงสมัคร ส.ส. อีกต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

การลงมติของพรรคเพื่อไทยให้ส่ง “นายก่อแก้ว พิกุลทอง” หนึ่งในแกนนำ นปช. ลงเลือกตั้งซ่อมในเขต 6 กทม. เพื่อชิงเก้าอี้ ส.ส. ที่ว่างลงจากการเสียชีวิตของนายทิวา เงินยวง จึงเป็นอีกเกมการเมืองที่น่าจับตามอง

แม้ว่าในครั้งแรกมีการคาดการณ์ว่าจะส่งนายณัฐวุฒิ หนึ่งในสามเกลอลงสมัคร แต่การเปลี่ยนตัวเป็นนายก่อแก้วก็มิได้ทำให้เกมเปลี่ยนไปแต่อย่างใด ในทางตรงข้ามอาจเป็นข้อดี เพราะสงครามครั้งนี้ไม่ใช่ต้องการผลแพ้ชนะเป็นหลักชัย แต่เป็น “สงครามข่าวสาร” ที่ทั้งโลกต้องจับตามอง อีกทั้งโอกาสที่นายก่อแก้วจะได้ประกันตัวชั่วคราวมีมากกว่านายณัฐวุฒิ โดยคาดหวังว่าจะไม่สะดุดหยุดอยู่แค่ธรณีประตูศาล

“ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” กับฉายา “ชกข้ามรุ่น” จึงต้องช่วยลุ้น “ก่อแก้ว พิกุลทอง” ให้สร้างตำนาน “ชกข้ามคุก” ชนะเลือกตั้งซ่อม ได้เป็น ส.ส. คนแรกของประเทศไทย

ที่เหลือปล่อยเป็นหน้าที่ของคนเสื้อแดงเขต 6 กทม.

สงครามครั้งนี้จึงห้ามกะพริบตา!!



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s