รัฐบาลขาพัน ระวังล้มทั้งยืน

รัฐบาลขาพัน ระวังล้มทั้งยืน
โดย : Sahanut Maneekul

กลายเป็นจุดขายไปอีกแบบ กับชุดเครื่องแบบของนายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช. ที่สวมเสื้อยืด นุ่งกางเกงขาสั้น ลากรองเท้าแตะ ออกจากเรือนจำมากรอกใบสมัครลงเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต 6 กทม. ในนามพรรคเพื่อไทย แถมหน้าอกเสื้อเขียนข้อความ “เสรีภาพ เสมอภาค ประชาธิปไตย” ด้วยปากกาเมจิก สลักลายเซ็นกลุ่มแกนนำนปช.เพื่อ นร่วมกรงขัง แค่รูปลักษณ์ภายนอกก็แสดงถึงความแตกต่างกับนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ คู่แข่งจากพรรคประชาธิปัตย์ชนิด คนละสุดสายปลายขั้ว

ครั้งนี้ถึงจะเป็นเลือกตั้งแค่เขตเดียว ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการ เมืองในสภาโดยตรง แต่หลายคนมองตรงกันว่าเป็นการเลือกตั้งซ่อมที่คนไทยให้ความสนใจจับตามากที่สุด เพราะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรก ภายหลังเหตุการณ์ 19 พ.ค. 53 จะเป็นเครื่องบ่งบอกได้ในระดับหนึ่งว่าคนกรุงรู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มองกันตามสูตรไม่ว่าการเลือกตั้งทั่วไปหรือเลือกตั้งซ่อมบางเขต ผู้สมัครพรรครัฐบาลมักเป็นฝ่ายได้เปรียบผู้สมัครจากพรรคที่ไม่ใช่รัฐบาล

ครั้งนี้ก็ไม่แตกต่าง นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ มีสถานะความได้เปรียบเหนือนายก่อแก้ว พิกุลทอง

อย่างไรก็ตามสิ่งที่รัฐบาลต้องระมัดระวังคือการใช้เงื่อนไขความได้เปรียบที่ตนเองมีอยู่แบบเกินความพอดี กลายเป็นการเอารัดเอาเปรียบ เพราะถ้าสังคมรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันเมื่อไหร่ อาจเกิดกระแสตีกลับได้เมื่อนั้น

ในบรรยากาศการเลือกตั้งตามกติกาประชาธิปไตย พ.ร.ก.ฉุกเฉินกำลังเป็นปัญหา “ดาบสองคม” สำหรับรัฐบาล ด้านหนึ่งรัฐบาลใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นอาวุธฟาดฟันฝ่ายตรงข้ามอย่างเมามัน แต่การคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินเอาไว้และมี แนวโน้มจะต่ออายุออกไปอีกนั้น แสดงให้เห็นด้วยเหมือนกันว่ารัฐบาลยังกุมสภาพการเมืองไว้ไม่ได้ รัฐบาลอ้างว่าพ.ร.ก.ฉุกเฉินยังจำเป็น เนื่องจากการเคลื่อนไหวในลักษณะเป็นภัยต่อความมั่นคง รวมถึงการก่อวินาศกรรมสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายในบ้านเมืองยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยยกตัวอย่างกรณีวางระเบิดพรรคภูมิใจไทย และเหตุยิงถล่มคลังน้ำมันในกรมพลาธิการทหารบกด้วยจรวดอาร์พีจี ที่หลังเกิดเหตุรัฐบาลพยายามอย่างมากที่จะลากโยงพยานหลักฐานเข้าหากลุ่มเสื้อแดง

แต่ความพยายามดังกล่าวก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเต็มไปด้วยเงื่อนงำ ข้อพิรุธมากมาย

ทั้งการจับกุมคนร้ายวางระเบิดพรรค ภูมิใจไทยที่ดูเหมือนง่ายดายและรวดเร็วเกินไป รวมถึงคดียิงถล่มคลังน้ำมันซึ่งภายหลังปรากฏว่าเป็นถังน้ำมันเปล่า ตรงจุดนี้เองที่เป็นช่องโหว่ให้ฝ่ายตรงข้ามหยิบขึ้นมาโจมตี สังคมเองก็ตั้งข้อสงสัยเช่นกันว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ของรัฐบาลเพื่อหาข้ออ้างในการยืดอายุพ.ร.ก.ฉุกเฉิน สานต่อปฏิบัติการขุดรากถอนโคนกลุ่มเสื้อแดง

พร้อมกับดิสเครดิตคู่แข่งช่วงเลือกตั้งซ่อมหรือไม่

การที่หลายคนไม่ยินดียินร้ายกับข้อมูลเป้าหมายก่อวินาศกรรม 68 จุด หรือแม้แต่ข้อมูลการลอบปองร้าย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ที่ฝ่ายรัฐบาลปล่อยออกมา ก็พอสะท้อนได้ว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยในสังคมไม่ให้ความเชื่อถือข้อมูลที่ออกมาจากรัฐบาลหรือแม้แต่ตัวรัฐบาล เองก็ตาม ความไม่เชื่อถือนี้น่าจะเป็นผล มาจากพฤติกรรมรัฐบาลที่อาศัย ชั้นเชิงข้อ กฎหมายเล่นงานฝ่ายตรงข้ามจนเกินขอบเขต ตลอดจนการโกหกบิดเบือนข่าวสารและข้อมูลข้อเท็จ จริงในเหตุการณ์เดือน พ.ค.53เหล่า นี้คือสิ่งสำคัญที่ย้อน มาทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลโดยไม่รู้ตัว

ภายหลังเหตุการณ์ 19 พ.ค. รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก นายอภิสิทธิ์พยายามจะผลักดันแผนปรองดอง จัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเหตุการณ์สลายม็อบเสื้อแดงขึ้นมา ควบคู่ไปกับการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ แต่ผ่านไป 2-3 สัปดาห์ภาพก็ยังเบลอๆ จับทิศทางการทำงานไม่ได้ เสียงเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงถึงความจริงใจในเบื้องต้นด้วยการยกเลิกพ.ร.ก. ฉุกเฉินเริ่มดังกระหึ่มไปทุกวงการ

ทั้งยังถูกตั้งข้อสงสัยในเรื่องง บประมาณ 600 ล้านบาท ที่รัฐบาลอนุมัติให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าหรือไม่ เช่นเดียวกับคำถามเรื่องนโยบายประชานิยม น้ำประปา-ไฟฟ้า-รถเมล์ฟรีแบบถาวร ที่นายกฯอภิสิทธิ์เพิ่งออกมาประกาศถึงความเป็นไปได้เมื่อไม่กี่วันก่อน หรือการเดินหน้าแผนขึ้นเงินเดือน จัดโบนัสพิเศษเป็นของขวัญปีใหม่ให้ข้าราชการ

ซึ่งนอกจากเป็นการหวังผลระยะยาว ซึ่งหมายถึงการกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งในสมัยหน้า ยังถูกมองว่าเป็นการหวังผลทางการเมืองระยะสั้น คือการเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต 6 กทม. ที่พรรคประชาธิปัตย์จะแพ้ไม่ได้อีกด้วย นายอภิสิทธิ์ปฏิเสธว่านโยบายดังกล่าวไม่ใช่ประชานิยมแต่เป็นนโยบายรัฐสวัสดิการ แต่ในสายตานักวิชาการทีดีอาร์ไอ และนักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปกลับมองว่านโยบายรัฐสวัสดิการฉบับ อภิสิทธิ์นี้ อาจสร้างภาระงบประมาณให้ประเทศยิ่งกว่าประชานิยมฉบับทักษิณด้วยซ้ำ กระแสการเมืองต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายหลังวันที่ 19 พ.ค. ชี้ว่ารัฐบาลกำลังสอบตกความน่าเชื่อถือ

คดีความเกี่ยวกับผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงล้วนแต่มีพิรุธข้อสงสัย ไม่ว่าคดีก่อการร้าย ล้มล้างสถาบัน หรือคดีก่อวินาศกรรมต่างๆ ตรงข้ามกับคดีความที่คนในซีกฝ่ายรัฐบาลเป็นผู้ถูกกล่าวหา ที่เป็นไปอย่างเนิบนาบเชื่องช้า เช่น คดียึดสนามบิน คดีสั่งฆ่าประชาชนเดือนพ.ค. คดียุบพรรค ฯลฯ

ความคับข้องใจเหล่านี้เมื่อบวก รวมกับพฤติกรรมการส่อทุจริ ตโครงการรายกระทรวง ซึ่งถูกเปิดโปงมากขึ้นทั้งจากฝ่ายค้านและคนในรัฐบาลที่จ้องเสียบสกัดกันเอง ในสถานการณ์ดังกล่าวถึงรัฐบาลจะ ฝืนยืนอยู่ต่อไปได้

แต่โอกาสที่ขาจะพันกันเองล้มทั้ง ยืนก็มีความเป็นไปได้พอกัน




Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s