“อภิสิทธิ์”ยังอยู่ในตำแหน่งจะปรองดองอย่างไร?

“อภิสิทธิ์”ยังอยู่ในตำแหน่งจะปรองดองอย่างไร?

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 5  ฉบับ 266 วันที่ วันที่ 3 – 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2553  หน้า 16
คอลัมน์ : ฟังจากปาก
โดย : ถนอมศรี จันทร์ทอง

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทยและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และยังเคยเป็นผู้พิพากษา จึงทำให้มีความเห็นหลากหลายต่อการปรองดองของรัฐบาลขณะนี้ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ และประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไรโดยที่รัฐบาลไม่ฆ่าประชาชนเหมือนที่ ผ่านมาอีก

การตั้งคณะกรรมการปฎิรูป

ในช่วงที่ผ่านมามองว่าประเทศไทยเกิดความแตกแยกทางความคิด เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ซึ่งรุนแรงมาก ในชีวิตผมยังไม่เคยเห็นขนาดนี้ เป็นความแตกแยกลงไปลึกมากและลงไปทุกหัวระแหง ไม่ว่าจะเป็นระดับองค์กรต่างๆ ชุมชน สังคม หรือแม้แต่ระดับครอบครัว ความแตกแยกตรงนี้ไม่ใช่ความแตกต่างกันธรรมดา มีความรู้สึกเป็นปรปักษ์ต่อกัน กรณีอย่างนี้สังคมยากจะสงบสันติได้

นอกจากนี้ยังมีการแบ่งฝ่ายเข้าไปถึงองค์กรต่างๆที่ใช้อำนาจรัฐ ซึ่งจะต้องทำหน้าที่อย่างเป็นกลางก็มีพวกพ้องเกิดขึ้นหลายมาตรฐาน พูดง่ายๆว่าสังคมอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง จะต้องแก้ไขเรื่องนี้ให้ลุล่วงโดยเร็วที่สุด

หากรัฐบาลอภิสิทธิ์ดำเนินการแก้ไขจะประสบความสำเร็จหรือเปล่า จุดแรกเริ่มเมื่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ดำเนินการแก้ไข ถามว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหาอย่างนี้ แน่นอนว่ารัฐบาลต้องเป็นส่วนสำคัญ หากรัฐบาลจะแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้ ประการแรก รัฐบาลต้องมีความจริงใจมากๆ ไม่ใช่แก้ไขประโยชน์ของรัฐบาลเอง แต่ต้องแก้ไขโดยยึดถือประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก รัฐบาลต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจ

ถามว่าประชาชนส่วนใหญ่เชื่อหรือไม่ว่ารัฐบาลนี้มีความมุ่งมั่นตั้งใจ ผมยังคิดว่าคนส่วนใหญ่คงยากจะเชื่อ โดยเฉพาะจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา สิ่งที่รัฐบาลทำในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำลังทหารติดอาวุธสงครามกับประชาชน หรือพยายามกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ซึ่งร้ายแรงมาก การกระทำอย่างนั้นจะมาบอกว่าฉันต้องการให้เกิดความปรองดอง ดูแล้วจะให้คนเชื่อหรือศรัทธาคงยาก

ประการที่ 2 แม้รัฐบาลมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะทำให้สำเร็จ ก็ต้องได้รับการยอมรับและความร่วมมือจากประชาชน แต่สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทำไปนั้น ผมคิดว่าคงไม่ได้ความร่วมมือเท่าที่ควร เพราะคนจำนวนมากรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

ตรงนี้เป็นส่วนที่ผมเป็นห่วงแทน ผลงานของคณะปฏิรูปชุดที่ตั้งขึ้นมานั้น รัฐบาลชุดนี้เต็มที่มีอายุอีกปีครึ่ง หากอยู่ครบวาระ 4 ปี ถามว่าการทำงานของท่านอานันท์ ปันยารชุน คือคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง และชุดของท่านอาจารย์ประเวศ วะสี ชุดคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย ใช้เวลาทำงานเท่าไร ใช้เวลา 3 ปี 3 ปีมันผ่านต่อไปอีกรัฐบาลหนึ่ง สิ่งที่ได้คงเป็นข้อเสนอของคณะกรรมการชุดนี้อาจจะมีคุณค่า แต่ต้องดูว่ารัฐบาลชุดต่อไปจะนำไปใช้ประโยชน์อะไรหรือไม่

ผมมองว่าความปรองดองนั้นจำเป็นต้องรีบทำ แต่ผลงานของคณะกรรมการอีก 3 ปี ไม่ช้าไปหน่อยหรือ ผมคิดว่าปัญหารุนแรงอย่างนี้หากรอคงจะสูญเสียโอกาสมากมาย เนื่องจากความร่วมมือและการยอมรับของประชาชนไม่มากเท่าที่ควร ผลงานที่ออกมาจะสามารถตอบโจทย์ตรงขนาดไหน

ฝ่ายการเมืองไม่แทรกแซงคณะกรรมการปฏิรูปเป็นไปได้หรือไม่

โดยปรกติการตั้งกลไกในการเลือกคนมีอยู่แล้ว แต่จะเป็นที่น่าเชื่อถือหรือไม่ ถ้ากลไกน่าเชื่อถือก็จะเป็นที่ยอมรับ สมมุติว่าผมมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้น แล้วให้ผมเป็นคนตั้งกรรมการมาทำนั่นทำนี่ ถามว่าจะมีใครเชื่อล่ะ แม้ว่าคนที่ผมพยายามสรรหามาดูแล้วน่าจะใช้ได้ ถามว่าใครจะเชื่อถือศรัทธาร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องมีคนคิดว่าเลือกคนให้เข้ามาช่วย แม้คนที่เลือกจะหน้าตาดีอย่างไรก็ตาม นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องปรกติของมนุษย์ที่จะต้องคิดอย่างนี้

โมเดลการปรองดองเป็นรูปธรรมควรเป็นอย่างไร

ผมมองว่าการปรองดองมีสาเหตุหลายอย่างที่ทำให้เกิดความแตกแยกในสังคมไทย สาเหตุเพราะความคิดเห็นแตกต่างกัน แล้วเอาคนที่มีความเห็นแตกต่างกันเข้าพัวพันกับการกระทำความผิด เป็นความผิดทางเทคนิคอะไรต่างๆจำนวนหลายแสนคน คนเหล่านี้ก็เหมือนมีชนักติดหลังอยู่ตลอดเวลา สามารถถูกคนขุดคุ้ยเอาเรื่องเมื่อไรก็ได้ เจาะจงเฉพาะคนนี้ก็ได้ ซึ่งจะเกิดความรู้สึกว่า นี่มาเจาะจงเอาฉันคนเดียว หรือเฉพาะสีฉัน ทำไมไม่เอาสีอื่น เมื่อมีคนเข้ามาเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดที่เกิดจากความเห็นแตกต่างกันมากมายขณะนี้ สังคมก็ยากจะกลับไปสู่ความสันติได้ถ้าไม่ปล่อยคนเหล่านี้ออกจากชนักที่ติดหลัง

ทำไมต้องเป็น นพ.ประเวศและนายอานันท์เกือบทุกครั้ง

ความจริงในเมืองไทยมีคนที่มีความสามารถต่างๆอีกมากมาย ไม่ได้จำกัดเพียงแค่สองสามคนเท่านั้น แต่ต้องยอมรับว่าจำนวนหนึ่งอาจไม่เป็นที่รู้จักของสังคมทั่วไป เพราะเขายังไม่มีโอกาสแสดงบทบาท หรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งอาจมีเหตุผลที่ไม่เลือกก็ได้ ยอมรับว่าที่ผ่านมาเคยถามผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรื่องสำคัญที่ต้องมีกลไกสอบข้อเท็จจริง ถามว่าใครจะมาเป็นประธานที่สังคมไทยไม่ต้องยอมรับร้อยเปอร์เซ็นต์ เอาแค่ 80 เปอร์เซ็นต์ก็พอ ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย คือคนนั้นต้องมีความเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใด สามารถทำหน้าที่ได้อย่างตรงไปตรงมา และต้องไม่หวั่นไหว ไม่ว่าคนที่พยายามเขย่าจะใหญ่มาจากไหนก็ตาม ผมว่าหาได้ไม่ง่ายนักในสังคมไทย

ทำไมนักวิชาการฝ่ายเสื้อแดงไม่เข้าร่วม

กรรมการบางชุด คนที่เป็นประธานอาจจะเห็นบางสิ่งที่ท่านแสดงออกมาว่าจุดยืนอยู่ตรงไหนหลัง เป็นประธานกรรมการแล้ว คนจะยิ่งเห็นว่าอาจไม่ได้มาทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง เพราะฉะนั้นทุกคนมีสิทธิจะเรียกร้องเพื่อให้เห็นความชัดเจนในเรื่องนี้

เหมือนความเป็นธรรมกับคนบางกลุ่ม

คือมี 2 มาตรฐาน แต่ 2 มาตรฐานที่ว่านั้น คนหนึ่งตอนนี้เหมือนพวกมีอภิสิทธิ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าชนักเขาหลุดไป เหมือนสมัยหนึ่งเราเคยจัดการกับพวกก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ แต่ท้ายที่สุดเราก็บอกให้เขากลับเข้ามาเป็นพลเมืองของสังคม มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ ปัจจุบันนี้หลายคนก็ประกอบการงาน เป็นนักธุรกิจ สร้างความเจริญและหารายได้ให้ประเทศจำนวนมาก หลายคนอยู่ในวงราชการ บางคนเป็นนักการเมือง มีตำแหน่งสำคัญๆเป็นรัฐมนตรี คนเหล่านี้คือคนซึ่งในอดีตเราเคยบอกว่าเป็นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์

ดังนั้น ผมไม่เห็นความแตกต่างกับกรณีขณะนี้ ถ้าเราไม่ให้เขาเริ่มต้นชีวิตใหม่แล้วบ้านเมืองจะสงบสุขได้อย่างไร บ้านเมืองเรามีกฎหมาย แต่กฎหมายก็ต้องมีเหตุผล ไม่ใช่กฎหมายที่ออกมาโดยไม่เป็นธรรมและนำไปใช้จนทำให้คนอื่นเดือดร้อน เมื่อออกกฎหมายแล้วต้องใช้บังคับอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม ให้ทุกคนรู้ว่าที่ผ่านมาให้มันแล้วกันไป เว้นแต่ความผิดที่ร้ายแรงมากก็ดำเนินการเฉพาะเจาะจง แต่กรณีคนทั่วไปที่ไปร่วมชุมนุมไม่ว่าจะสีใดก็ตามต้องทำให้เขารู้สึกว่าเขาบริสุทธิ์ สามารถทำอะไรได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งสามารถทำได้โดยการออกกฎหมายนิรโทษกรรมจะทำให้เรามาเริ่มกันใหม่ได้ หากไม่เริ่มกันใหม่คงทะเลาะกันไปเรื่อยๆไม่มีจบ ถามว่าเราทะเลาะกันอยู่อย่างนี้ประเทศจะเดินไปได้อย่างไร

ทำอย่างไรให้การปรองดองเกิดขึ้นจริง

รัฐบาลมีบทบาทและมีส่วนสำคัญที่ปฏิเสธไม่ได้ ถามว่าคนที่ประสบกับเหตุการณ์ตอนสลายการชุมนุมนั้น คุณอภิสิทธิ์จะไม่รับผิดชอบอะไรเลยหรือ ถ้าคุณอภิสิทธิ์แสดงความรับผิดชอบแล้วให้สภาหาคนมาทำหน้าที่แทน ผมเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นใครหรือพรรคไหนก็ตามต้องได้รับความร่วมมือเมื่อมีการผลักดันกระบวนการปรองดอง ดีกว่าคุณอภิสิทธิ์ยังอยู่ในตำแหน่งแล้วมาผลักดัน

ประชาธิปไตยของไทยถึงทางตันหรือไม่

ประชาธิปไตยจริงๆไม่ตัน มันมีกลไกที่จะแก้ปัญหาของเองได้ สุดท้ายต้องถามประชาชน ให้ประชาชนตัดสินว่าจะไปทางไหน ไม่ใช่ถามคนอื่นที่ไม่ใช่ประชาชน ตรงนั้นจะยิ่งสร้างปัญหาเพิ่มขึ้น สุดท้ายก็กลับมาที่การยึดอำนาจจะยิ่งสร้างปัญหา

ปัญหาที่บางฝ่ายไม่ยอมรับเสียงส่วนใหญ่จากการเลือกตั้ง

กรณีเสียงส่วนใหญ่ถูกละเลยและถูกปฏิเสธมีการใช้กลไกต่างๆที่ไม่ใช่กลไก ทางการเมือง กลไกขององค์กรอิสระหรือระบบตุลาการเข้ามาเกี่ยวข้องตั้งแต่ยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นการทำลายสถาบันหลายสถาบัน อย่างสถาบันตุลาการเดิมเคยใช้แก้ปัญหาความขัดแย้งได้ แต่พอสถาบันเหล่านั้นเข้าไปทำหน้าที่อย่างที่ไม่เคยทำมาก็ทำให้เกิดความขัดแย้ง

ดังนั้น ประเทศไทยต้องกลับมาสร้างกระบวนการต่างๆในกระบวนการยุติธรรมให้ทำหน้าที่ อย่างที่ควรจะเป็นตามระบบสากล เพื่อดึงความเชื่อมั่นกลับคืนมาให้ได้ เพราะการปรองดองจะต้องแก้ไขหลายๆจุดพร้อมๆกัน แต่กลไกสำคัญคือรัฐบาล แต่ไม่ใช่รัฐบาลนี้ รัฐบาลที่ผมคิดว่าจะทำหน้าที่นี้ได้ดีที่สุดคือรัฐบาลที่ประชาชนเลือกจากการเลือกตั้งใหม่ ดังนั้นต้องมีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็วที่สุด ยิ่งเร็วยิ่งเป็นประโยชน์ เป็นรัฐบาลได้รับฉันทานุมัติจากประชาชน

คิดว่าการปรองดองจะสำเร็จหรือไม่

ผมคิดว่าเกิดขึ้นได้ แต่จะบาดเจ็บล้มตายอีกเท่าไรล่ะ เหมือนบางประเทศที่ต่อสู้กันมายาวนานจนทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก สุดท้ายก็ต้องสงบศึก สังคมไทยหรือสังคมใดก็ตามต่อสู้กัน เพราะมีคน 2 ฝ่ายนั้นไม่ใช่จำนวนน้อยๆ จึงไม่มีทางจะขจัดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปได้ ความขัดแย้งก็จะมีต่อไป จนกระทั่งถึงจุดๆหนึ่งที่จะเรียนรู้ว่าหากยังเป็นอย่างนี้ก็ป่วยการ ท้ายที่สุดจะต้องมาเจรจากัน กระบวนการปรองดองจึงเป็นเรื่องที่ดี หากเป็นการยอมรับและรับฟังความเห็นกันอย่างถ้วนหน้า

มองนายอภิสิทธิ์ในตำแหน่งนายกฯอย่างไร

คุณอภิสิทธิ์เข้าใจดีว่าที่ผ่านมาตัวเองเข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายบริหารนั้น พูดออกมาเองว่าถ้าเลือกได้คงไม่มาทำอย่างนี้ในสถานการณ์อย่างนี้ คงรู้ดีอยู่เต็มอกว่าการเข้ามาสู่ตำแหน่งที่ไม่ได้เป็นไปตามรูปแบบประชาธิปไตยปรกติ ซึ่งที่ผ่านมาผมยังแปลกใจกับการกระชับพื้นที่เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ทั้งที่วันที่ 18 พฤษภาคม ส.ว. พยายามหาทางยุติและหาทางลงโดยการเจรจาแล้ว แม้แต่วันที่ 19 พฤษภาคมยังมีคนพยายามเจรจา ซึ่งทางแกนนำ นปช. ก็ประกาศยุติการชุมนุมแล้วเข้ามอบตัว แสดงว่ามีการเจรจากันอยู่ แต่ผมแปลกใจว่าวันที่ 19 พฤษภาคมนั้นทำไมยังให้ทหารบุกเข้ามายิง ทำให้มีคนตายจำนวนมาก

ถามว่าตอนนั้นถ้าให้เวลาคุยกันอีกวันสองวันผมว่าไม่เห็นจะเสียหายอะไร ผมมองว่าในฐานะผู้นำที่มีวิจารณญาณที่ดีไม่น่าจะทำอย่างนั้น

ต่อไปจะเป็นบรรทัดฐานผู้นำไม่แสดงความรับผิดชอบหรือไม่

ผมลองเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ตอนที่พันธมิตรฯไปหน้าสภาเมื่อเดือนตุลาคม 2551 และ ป.ป.ช. ชี้มูลว่านายกฯขณะนั้นกับ ผบ.ตร. มีความผิด เนื่องจากให้มีการยิงแก๊สน้ำตาอะไรทำนองนั้น ถ้าใช้มาตรฐานเดียวกัน ถามว่ากรณีรัฐบาลสลายการชุมนุมเมื่อเดือนเมษายน จนมีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมากนั้น ป.ป.ช. จะชี้มูลความผิดอย่างไร เป็นมาตรฐานเดียวกันกับรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์หรือไม่ ถ้าผิดก็หนักกว่าเยอะเลยถ้าใช้มาตรฐานอย่างเดียวกัน เพราะไม่มีรัฐบาลใดในอนาคตจะเอาปืนเอ็ม 16 พร้อมกระสุนจริงให้ทหารมายิงประชาชน

ส่วนจะกลายเป็นบรรทัดฐานให้นายกฯคนต่อไปปฏิบัติอย่างคุณอภิสิทธิ์หรือไม่นั้น เนื่องจากรัฐบาลสมชายและรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ก็ทำอย่างนี้จะมีอีกมาตรฐานหนึ่งเกิดขึ้น คิดว่าสังคมคงไม่เพิกเฉย เพราะส่วนหนึ่งเขารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่วันนี้เขาถูก พ.ร.ก.ฉุกเฉินกดไว้

นอกจากนี้ยังมีการให้ข้อมูลบิดเบือน ให้ข้อมูลด้านเดียวต่อประชาชน สื่อมวลชนจำนวนมากที่เป็นสื่อของรัฐคิดว่ามีผู้ก่อการร้าย และคนที่ตายก็ถูกผู้ก่อการร้ายยิง ถ้าเป็นอย่างนั้นใครเขาจะบอกว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบล่ะ แต่จะบอกว่าทำไมไม่จับผู้ก่อการร้ายมาลงโทษให้ได้

ทีนี้ข้อมูลที่ประชาชนได้รับนั้นเขาก็เชื่อจากสื่อ ทั้งคนถูกยิง ภาพที่ออกมา หรือวิดีโอ เห็นชัดๆขณะถูกยิงล้มลง ถามว่าคนเหล่านั้นมีมือเปล่าทั้งหมดใช่หรือไม่ ที่เห็นภาพเด็กผู้หญิงล้มลง เรายังไม่เห็นคนที่ถูกยิงมีอาวุธอะไร โดยเฉพาะอาวุธร้ายแรงไม่เห็นเลย เห็นแต่คนมือเปล่าถูกยิง ผมก็ไปเยี่ยมมาหลายคน เขาเล่าให้ฟังว่าหลายคนเป็นป่อเต๊กตึ๊งช่วยคนที่ถูกยิง บางคนบ้านอยู่บ่อนไก่ออกมาก็ถูกยิง นักข่าวที่อยู่แถวนั้นบอกว่าเจ้าหน้าที่รัฐคือทหารเป็นคนยิง นี่คือข้อเท็จจริง

เสื้อแดงจะกลับขึ้นมาเหมือนเดิมหรือไม่

การเรียกร้องประชาธิปไตยซึ่งเป็นการเรียกร้องที่ถูกต้องเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมหรือตามกระแสโลก แม้จะถูกกดไว้กระแสนี้ก็จะไม่หายไปไหน แต่จะยิ่งทำให้เขาเห็นความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าเขาต้องกลับมาเรียกร้องในสิ่งที่ถูกต้องให้แก่ประเทศให้แก่ตัวเขา ให้แก่คนไทยที่เหลือ และชนรุ่นหลัง

คิดว่าผู้มีอำนาจรัฐบาลนี้จะฟังเสียงคนเสื้อแดงหรือไม่

ไม่ได้หวัง เพราะถ้าฟังเขาคงจะฟังนานแล้ว และคงไม่เกิดการบาดเจ็บล้มตายเหมือนเดือนพฤษภาคม

การตั้งมูลนิธิ 111 มีวัตถุประสงค์อะไร

การตั้งมูลนิธิไม่ใช่เพื่อต้องการปูทางทางการเมือง ตอนตั้งพวกที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองมีประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถที่จะทำประโยชน์ให้สังคม นอกจากจะลงสมัครรับเลือกตั้งและรับตำแหน่งทางการเมือง ตอนแรกผมรับเป็นประธาน ตอนหลังมีชุด 109 ผมเห็นว่าควรรวบรวมบุคคลจากส่วนนี้ด้วยเพื่อให้การดำเนินงานเดินต่อไปได้ ผมก็ลาออกจากประธานมูลนิธิ ตอนหลังเป็นนายกฯสมชาย วงค์สวัสดิ์

สำหรับทุนที่ใช้ทางมูลนิธิช่วยกันออก นอกจากนี้ยังมีผู้มีจิตศรัทธาช่วยด้วย และมีการจัดกิจกรรมหาทุน เช่น จัดการแข่งขันกอล์ฟก็ไม่ได้ใช้เงินอะไรมากมาย ต้องใช้อย่างประหยัดที่สุด มีการจัดอบรมนักประชาธิปไตยหลายรุ่น ทำให้ได้คนที่เข้าใจหลักการประชาธิปไตย เข้าใจระบบของประเทศและการบริหารจัดการประเทศว่าเป็นอย่างไร และเป็นผู้มีศักยภาพที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติในอนาคต



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s