ศรัทธา ความเชื่อมั่น ภายใต้เงา พ.ร.ก. “ฉุกเฉิน” ต่อรัฐบาล “อภิสิทธิ์”

ศรัทธา ความเชื่อมั่น ภายใต้เงา พ.ร.ก. “ฉุกเฉิน” ต่อรัฐบาล “อภิสิทธิ์”
โดย : Sahanut Maneekul

หากใครติดตามการถาม-การตอบ ระหว่าง นักข่าว กับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ต่อประเด็นการต่ออายุพ.ร.ก. ฉุกเฉินออกไปอีก 3 เดือน จะมองเห็น “แง่ง” จะมองเห็นปม “เงื่อน” ไม่ว่าจะเป็นคำถามที่ว่า การต่ออายุพ.ร.ก.ออกไปจะสามารถทำให้ยุติการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามของ รัฐบาลได้อย่างราบคาบหรือไม่

ไม่ว่าจะเป็นคำถามที่ไถลออกไปไกลถึง กรณีการยิงจรวดอาร์พีจีเข้าใส่ ถังน้ำมันของกรมพลาธิการทหารบกในลักษณะและทิศทางที่ว่า “หลายฝ่ายรวมทั้งสื่อมวลชนเห็นว่าเป็นการสร้างสถานการณ์” เป็นแง่งที่ไม่แน่ใจว่าพ.ร.ก.ฉุกเฉินจะสามารถคืนความสงบเรียบร้อยให้ได้จริง เป็นเงื่อนปมที่คลางแคลงใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า มิได้เป็นเรื่องจริง หากแต่เป็นการสร้างขึ้นโดยคนจากฝ่ายรัฐบาล เป็นการสร้างเพื่อเป็นเงื่อนไขในการต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก

หากมองบนพื้นฐานทฤษฎี “ภาพลวงตา” จากบทสรุปของ นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสำนักงานสภาความมั่นคง แห่งชาติ ก็อาจเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา กระนั้น หากมองจากสภาพความเป็นจริงที่รัฐบาลเป็นผู้กุมกลไกแห่งอำนาจรัฐ ทั้งยังเป็นการกุมกลไกอำนาจบน พื้นฐานแห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อันถือได้ว่าเป็นกฎหมายพิเศษ แม้จะเป็น “ภาพลวงตา” ก็เป็นเรื่องน่าวิตก

เพราะว่าการมี พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ในฐานะเป็นเครื่องมือ เหมือนกับว่ารัฐบาลอยู่ในฐานะเป็นฝ่ายได้เปรียบ อยู่ในฐานะเหนือกว่าทุกองคาพยพที่ดำรงอยู่ในสังคม แต่คำถามที่เสนอเข้ามาก็คือ แล้วเหตุใดคนไม่เชื่อถือกับแถลงจากรัฐ อย่างเช่นคำแถลงจากรัฐที่ว่าการยิงจรวดอาร์พีจีเข้าใส่คลังน้ำมันกรมพลาธิการทหารบกเป็นการกระทำของฝ่ายที่ไม่หวังดี การลอบวางระเบิดที่พรรคภูมิใจไทยเป็นเรื่องของเสื้อแดง แต่ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยรับฟังแล้วไม่ยอมเชื่อ หากมากด้วยความคลางแคลงใจ

ความคลางแคลงใจประการหนึ่ง มาจากการไม่สุกงอมและเห็นด้วยกับการคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินเอาไว้ในฐานะเครื่องมือ ดังที่ศูนย์วิจัยกรุงเทพพบว่ามีคนกทม. ถึงร้อยละ 62.5 ต้องการให้ยกเลิก ดังที่คณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเห็นว่า การต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไป จะเป็นผลเสียต่อรัฐบาลเอ

ขณะเดียวกัน ความคลางแคลงใจประการหนึ่งมาจากความไม่เชื่อมั่นต่อรัฐบาล นั่นก็คือไม่เชื่อมั่นต่อคำแถลงจากนายกรัฐมนตรี ไม่เชื่อมั่นต่อคำแถลงจากรองนายกรัฐมนตรี ไม่เชื่อมั่นต่อเหตุผลที่ศอฉ.ให้มา เห็นว่าเรื่องหลายเรื่องเป็นการกระทำในลักษณะสร้างสถานการณ์ เป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินเอาไว้ เป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อรักษาอำนาจอันเบ็ดเสร็จเอาไว้ทำลายล้างอีกฝ่ายอย่างไม่เป็นธรรม

ความรู้สึกอย่างนี้ หากขยายกรอบและขอบเขตออกไปมากเท่าใด ก็ยิ่งเป็นเรื่องน่ากลัว

การคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไปอีก 3 เดือน สะท้อนการมองอย่างด้านเดียวของรัฐบาล นั่นก็คือมองแต่ในส่วนที่ตัวเองมีเครื่องมือในการจัดการอีกฝ่าย อันเป็นเรื่องได้ แต่มิได้มองว่าภายในเรื่องได้ก็ย่อมจะมีเรื่องเสียอันเป็นด้านลบดำรงอยู่อย่างมิอาจปฏิเสธได้

นั่นก็คือ ด้านที่เป็นเผด็จการ ด้านที่ใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s