2 มาตรฐาน ระบบ 3 มิติ

2 มาตรฐาน ระบบ 3 มิติ (ผลักดันให้กฎหมู่มีสิทธิ อยู่เหนือกฎหมาย)
ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 272 วันที่ 14-20 สิงหาคม พ.ศ. 2553 หน้า 8
คอลัมน์ : เรื่องจากปก
โดย : ทีมข่าวรายวัน

“กระทรวงมีนโยบาย ใหญ่ให้ทุกองค์กรหลักร่วมแผนเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงที่นำในอนาคต เป็นกระทรวงองค์ความรู้ และเป็นกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับองค์กร 700,000 คน นักเรียนอีก 15 ล้านคน เพราะฉะนั้น การขอความร่วมมือในการจัดกิจกรรมเพื่อเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทยจึงมีความจำเป็นมาก และสอดรับกับนโยบายของกระทรวงเรื่องการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 ด้วย”

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กระทรวงศึกษาธิการ ทำหนังสือถึงสถาบันต่างๆเพื่อควบคุมการจัดแสดงละครเวทีของนักศึกษาไม่ให้ เป็นการปลุกระดมทางการเมือง ทำให้หลายฝ่ายประณามว่ารัฐบาลไม่ใช่แค่ลุแก่อำนาจหรือบ้าอำนาจจากการใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น นับวันยิ่งแสดงความเป็นเผด็จการ ซึ่งไม่ใช่แค่การปิดสื่อ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพทางการเมือง และปลุกระดมชวนเชื่อให้ประชาชนสนับสนุน ยังพยายามใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเพื่อข่มขู่และจับกุม

เหมือนยุคเดือนตุลา

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทยและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประณามการทำหนังสือเวียนดังกล่าวว่า เหมือนเหตุการณ์ก่อน 14 ตุลา และหลัง 6 ตุลา 19 ที่รัฐบาลพยายามปิดกั้นสิทธิเสรีภาพทางวิชาการของนิสิต นักศึกษา จนทำให้เกิดความกดดัน บีบคั้น และสร้างความรู้สึกร่วมของสังคมปะทุออกมาในการแสดงออกรูปแบบต่างๆอย่างละคร ล้อเลียนและเสียดสีการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ความจริงแล้ว สกอ. ไม่มีอำนาจหน้าที่เข้าไปควบคุมนิสิต นักศึกษา ซึ่งเชื่อว่าสถาบันการศึกษาต่างๆ ไม่เห็นด้วย เพราะเป็นสิทธิเสรีภาพในทางวิชาการ

แต่หลายฝ่ายเชื่อว่ารัฐบาลและศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ยังคงเดินหน้าปิดกั้นการแสดงออกทางการเมืองของบุคคลหรือกลุ่มที่มีความเห็น แตกต่างกับรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บในเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” เหมือนที่รัฐบาลปิดเว็บไซต์และสื่อคนเสื้อแดงเพื่อให้ประชาชนรับรู้ข้อมูล ด้านเดียว เช่น การจัดทำซีดีการชุมนุมของคนเสื้อแดงแจกจ่ายประชาชนทั่วประเทศ ทั้งที่ถูกท้วงติงว่าจะยิ่งทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น เพราะเป็นข้อมูลด้านเดียว และกล่าวหาว่าการชุมนุมใช้ความรุนแรงเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายและล้ม สถาบัน

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน เตือนรัฐบาลว่า พลังของนิสิตนักศึกษาเป็นพลังบริสุทธิ์ การกดดันไม่ให้เขาทำกิจกรรมยิ่งจะทำให้เขาออกมาต่อสู้ ซึ่งรัฐบาลต้องเจอกับพลังของประชาชน อย่างที่เนลสัน แมนเดลา เคยบอกไว้ว่า “เมื่อมีอำนาจมากต้องพยายามใช้ให้น้อยที่สุด” แต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ที่มีอำนาจมากที่สุดกลับใช้อำนาจโดยมิชอบมากที่สุด ขี้ฉ้อมากที่สุด เหมือนการดำเนินคดีกับนักเรียน นักศึกษาที่เชียงรายเพียงแค่ถือป้ายให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

“แล้วอย่างนี้อย่ามาพูดเรื่องปรองดองหรือสมานฉันท์ ในเมื่อคุณยังคงใช้อำนาจไม่เป็นธรรมไล่ล่ากดดันคนที่คิดต่างกันอยู่ตลอด”

ถูกข่มขู่หนัก

ขณะที่นายธนิต บุญญนสินีเกษม แกนนำกลุ่มพลังมวลชนจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนายกิตติพงษ์ นาตะเกศ อายุ 24 ปี นายนิติเมธพนฎ์ เมืองมูลกุลดี อายุ 23 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และนักเรียนชาย อายุ 16 ปี ที่ถูกเจ้าหน้าที่ออกหมายจับตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในข้อหาชุมนุมหรือมั่วสุมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป เดินทางเข้าพบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนักเรียนชั้น ม.5 ที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนให้บำบัดและตรวจสุขภาพจิตด้วยนั้น เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ถูกคุกคามอย่างหนักด้วยการโทรศัพท์ข่มขู่ให้เลิกออกมาร่วมชุมนุม รวมทั้งบุกไปข่มขู่ถึงโรงเรียนทำให้ต้องหลบหนี ทั้งที่เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ และไม่ได้สร้างความเดือดร้อนใดๆ

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดนางสาวสุมาลี ญาณภาพ ผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงราย ยืนยันว่า สถานพินิจฯไม่เรียกนักเรียน ม.5 เข้ารับการบำบัดและตรวจสุขภาพจิตแล้ว ยอมรับว่ากระแสข่าวดังกล่าวส่งผลกระทบต่อองค์กร รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ซึ่งต้องทำงานตามบทบาทและกระบวนการ ไม่ได้มีอะไรนอกเหนือจากความรับผิดชอบ ส่วนการบำบัดและตรวจสุขภาพจิตเป็นเพียงการสรุปข้อเท็จจริง และจัดทำเป็นรายงานส่งไปยังเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่ประเด็นหลักหรือมุ่งสอบสวนว่าเด็กกระทำผิดจริงหรือไม่

ปาหี่-2 มาตรฐาน

แต่การคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินของรัฐบาลยากจะทำให้ประชาชนและประชาคมโลกเชื่อว่ารัฐบาลและ ศอฉ. ไม่ได้บ้าอำนาจและเสพติด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พยายามสร้างภาพสร้างความปรองดอง แต่ยังปล่อยให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจไล่ล่าและกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามต่อไป แม้แต่การจับกุมแกนนำ นปช. ในข้อหาก่อการร้าย รวมทั้งคนเสื้อแดงกว่า 400 คนนั้นเป็นแค่การกล่าวหาและไม่มีหลักฐานชัดเจนแล้ว ยังเป็นเรื่องน่าอัปยศอย่างยิ่งที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ส่งหนังสือถึงอัยการสูงสุดให้เร่งฟ้องแกนนำ นปช. ซึ่งฝ่ายการเมืองไม่เคยมีพฤติกรรมเช่นนี้ เพราะอัยการถือเป็นองค์กรอิสระเช่นเดียวกับฝ่ายตุลาการ รัฐบาลจะเข้าไปแทรกแซงได้เฉพาะกรณีที่เป็นแง่ดีกับผู้ต้องหาหรือผู้ถูกกล่าว หาเท่านั้น เช่น ต้องการให้ปล่อยตัว หรือไม่ส่งฟ้อง หรือกรณีเพื่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ ได้มีความเห็นสั่งฟ้องแกนนำ นปช. รวม 19 คน ในความผิดฐานร่วมกันหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด หรือสนับสนุนให้มีการกระทำผิดฐานก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1, 135/2, 135/3 ประกอบมาตรา 83, 84, 85 และมาตรา 86 ประกอบด้วย นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นพ.เหวง โตจิราการ นายก่อแก้ว พิกุลทอง นายขวัญชัย ไพรพนา นายยศวริศ ชูกล่อม นายนิสิต สินธุไพร นายการุณ โหสกุล นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย นายภูมิกิติ หรือพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง นายสุขเสก หรือสุข พลตื้อ นายจรัญ ลอยพูล นายอำนาจ อินทโชติ นายชยุต ใหลเจริญ นายสมบัติ มากทอง นายสรุชัย เทวรัตน์ ส.อ.รชต วงค์ยอด และนายยงยุทธ ท้วมมี

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย จึงยื่นหนังสือถึงประธานและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ไต่สวนและดำเนินคดีกับนายพีระพันธุ์ เพราะถือเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบยุติธรรม ทำให้อัยการขาดความเป็นอิสระในการพิจารณาสั่งคดี และถูกกดดันให้ต้องสั่งคดีให้ทันภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งอำนาจของพนักงานอัยการมีความเป็นอิสระ และไม่ได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกระทรวงยุติธรรม

นอกจากนี้นายพร้อมพงศ์ยังให้ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ ศอฉ. รวมถึงรักษาการ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในความผิดฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีที่นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และนายวีระ สมความคิด แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในนามเครือข่ายประชาชนหัวใจรักชาติ นำประชาชนมาชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาล กว่า 300 คน เพื่อทวงคืนเขาพระวิหาร ต่อมาได้ย้ายไปที่ถนน ราชดำเนินนอก โดยมีการจัดเวทีปราศรัยด้วย เป็นการชุมนุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ซึ่งฝ่าฝืนมาตรา 9 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอย่างชัดเจน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารไม่ดำเนินการเอาผิด จึงถือเป็นการบังคับใช้กฎหมาย 2 มาตรฐาน ต่างกับที่ดำเนินการกับนิสิต นักศึกษา และนักเรียนในจังหวัดเชียงราย รวมถึงกลุ่มวันอาทิตย์สีแดงของนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ที่ถูกจับกุมดำเนินคดีก่อนหน้านี้

ยุติธรรมอำมหิต

นายจตุพรตั้งข้อสังเกตโดยเปรียบเทียบกับคดีของแกนนำพันธมิตรฯยึดสนามบิน ว่า ตำรวจส่งสำนวนถึงอัยการมาเกือบ 2 ปี แต่จนวันนี้ยังไม่ขยับ และยังสอบพยานเป็นพันปากอยู่ แต่คดีแกนนำ นปช. กลับไม่มีการสอบพยานจำเลยแม้แต่คนเดียว ทั้งที่ขอให้สอบทั้งหมด 120 ปาก

นายจตุพรยังระบุว่า ข่าวว่าอัยการบางคนที่จะมาทำคดีแกนนำ นปช. เคยเป็นหน้าห้องของนายสุเทพ ซึ่งในชั้นอัยการยังกระทำเช่นนี้ แล้วชั้นศาลจะเป็นอย่างไร

“วงการยุติธรรมย่อยยับไปหมดแล้ว ผมไม่ต้องการปรักปรำใคร แต่ต้องการให้ออกมาชี้แจง เพราะพฤติกรรมที่ทำอยู่ เป็นความยุติธรรมที่อัปรีย์ที่สุด ขอเตือนอัยการว่าถ้ายังทำอย่างนี้ คนเสื้อแดงจะไปชุมนุมที่สำนักงานอัยการสูงสุด และเดินขบวนไปที่กระทรวงยุติธรรม โดยขอไปอย่างต่ำ 50,000-100,000 คน ทำเหมือนพันธมิตรฯชุมนุมกรณีเขาพระวิหาร เพราะนายอภิสิทธิ์สร้างมาตรฐานไปแล้ว”

นายจตุพรระบุอีกว่า ความ จริงนายอภิสิทธิ์ต้องถูกคุมขัง 1 เดือนตามอำนาจ ศอฉ. แต่เมื่อทำเช่นนี้ต้องฉิบหายกันไปข้าง เพราะเป็นการกดขี่ข่มเหงและเหยียบย่ำหัวใจทุกวัน

“ถ้าไร้ซึ่งความปรานี ไร้ความเมตตา ก็อย่าอยู่กันดีๆเลย ความเท่าเทียมที่คุณให้กับพันธมิตรฯและกับผมไม่เป็นธรรม วันนี้เป็นยุติธรรมอำมหิต เป็นฆาตกรรมยุติธรรม ผมไม่มีวันรอวันให้เพื่อนๆพี่ๆถูกขังโดยไม่กระทำการใดๆ มิฉะนั้นผมไม่ใช่คนแล้ว บ้านเมืองนี้ แผ่นดินไม่กลบหน้าก็อยู่นิ่งเฉยไม่ได้ ทราบมาว่าที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้เพราะตั้งใจจะขังนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อย่างไม่กำหนดเวลา บางคดีต้องใช้เวลาถึง 10 ปี”

จี้ “ธาริต” แจงไม่ฟ้อง “ประชัย”

ส่วน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทย ทำจดหมายถึงนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ชี้แจงกรณีดีเอสไอสั่งไม่ฟ้องกรณีที่นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ผู้บริหาร บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยยืนยันว่านิติกรรมระหว่างนายประชัยและนายประจวบ สังข์ขาว ไม่เป็นนิติกรรมอำพราง ทั้งยังทิ้งท้ายให้ตรวจสอบการทำงานของ ดีเอสไอได้ตลอดเวลานั้นเพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นหลักธรรมาภิบาลของ หน่วยงานสืบ สวนสอบสวนที่มีความสำคัญ จึงขอคำตอบใน 6 ข้อคือ

1. ในคดีดังกล่าวนอกจากเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แล้ว ยังมีความผิดตามกฎหมายอื่นอีก ดีเอสไอมีการพิจารณาด้วยหรือไม่

2. อยากถามว่าดีเอสไอสั่งไม่ฟ้องใครบ้าง ในความผิดฐานใด และมาตราใดของกฎหมายบ้าง

3. เหตุที่สั่งไม่ฟ้องเพราะเหตุใด

4. กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า กรณีนี้ กกต. ได้มีความเห็นว่าเป็นความผิดและส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดพิจารณา รวมถึง กกต. ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคประชาธิปัตย์ไปแล้วนั้น ดีเอสไอได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายอย่างไรบ้างหรือไม่

5. คณะพนักงานดีเอสไอได้พิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนครบถ้วนรอบ ด้านหรือไม่ และ

6.ในฐานะที่นายธาริตเป็นอธิบดีดีเอสไอและหัวหน้าพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา ได้มีความเห็นทางคดีสั่งไม่ฟ้องใช่หรือไม่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่านายธาริตได้ลงนามเห็นชอบตามที่พนักงานสอบสวนได้สรุปสั่งไม่ฟ้อง หรือข้อเท็จจริงนายธาริตยังไม่เคยให้ความเห็นว่าไม่สั่งฟ้องคดีเลย

กลบเกลื่อนความผิด

การใช้อำนาจแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมและ 2 มาตรฐานจึงเห็นได้ชัดเจน แม้นายอภิสิทธิ์จะอ้างเหตุผลด้วยการใช้วาทกรรมต่างๆมาบิดเบือนก็ตาม เช่นเดียวกับปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในรัฐบาลนี้ และความผิดของนายอภิสิทธิ์กับฝันร้าย 91 ศพ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ไม่อาจลบภาพ “นายกฯ 100 ศพ” ได้

อย่างกรณีที่ดินเขาแพงบนเกาะสมุยของบุตรชายนายสุเทพประมาณ 70 ไร่ ที่ถูกกล่าวหาว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และบุกรุกพื้นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ประกาศว่าจะให้ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา และไม่มีการเอื้อประโยชน์ใครทั้งสิ้น รวมทั้งที่ดินของนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ขณะที่นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะกำกับดูแลกรมที่ดิน กลับออกมาให้ข่าวว่ากรมที่ดินได้ยืนยันการออกเอกสารสิทธิหรือโฉนดโดยชอบแล้ว ทั้งที่ฝ่ายค้านและ ประชาชนในพื้นที่นำหลักฐานมายืนยันว่าการออกโฉนดที่ดินนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

แม้แต่กรณีล่าสุดอย่างโครงการรถเมล์ 4,000 คัน ที่พรรคภูมิใจไทยพยายามผลักดันให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติและถูกตีกลับ ไม่ใช่แค่เรื่องความไม่โปร่งใสเท่านั้น แต่ยังถูกมองว่าเป็นเรื่องการจัดผลประโยชน์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล โดยพรรคประชาธิปัตย์ยังฉวยโอกาสใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกดดันพรรคภูมิใจไทย และเอาใจกลุ่มพันธมิตรฯที่ประกาศต่อต้านโครงการนี้ตั้งแต่เริ่มต้น

โศกนาฏกรรมคลั่งชาติ

เหมือนกรณีเขาพระวิหารที่นายอภิสิทธิ์เดินทางไปชี้แจงกับกลุ่มพันธมิตรฯ และยังให้ช่อง 11 ถ่ายทอดสดการดีเบตระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มพันธมิตรฯและเครือข่ายประชาชนหัวใจ รักชาติถึง 3 ชั่วโมง นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงการเลือกปฏิบัติแล้ว ยังเป็นปาหี่ทางการเมืองอย่างชัดเจน เพื่อใช้กระแสคลั่งชาติเบี่ยงเบนปัญหาและความผิดต่างๆของรัฐบาล ทำให้มีการวิเคราะห์ว่ากรณีเขาพระวิหารอาจเป็นแผนที่แยบยลในการจัดตั้ง รัฐบาลแห่งชาติเพื่อไม่ให้มีการเลือกตั้ง หากเกิดสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งอำนาจทางการเมืองยังอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์และกองทัพ โดยมีกลุ่มพันธมิตรฯและพรรคการเมืองใหม่เข้าร่วม

นักวิชาการจำนวนมากกลับเห็นว่านายอภิสิทธิ์ กลุ่มพันธมิตรฯ และเครือข่ายที่กำลังปลุกกระแสชาตินิยมหรือคลั่งชาตินั้น กำลังฉุดประเทศไทยไปสู่การนองเลือดเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเองและพวกพ้อง ทั้งที่กรณีปราสาทพระวิหารเป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ไทยต้องยอมรับสนธิ สัญญาและแผนที่ของฝรั่งเศส จนมีผลให้ศาลโลกตัดสินให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา

แต่วันนี้กลับถูกนำมาใช้ทางการเมือง อย่างที่นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ  อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนวิเคราะห์ว่า ลัทธิชาตินิยมที่มีการส่งต่อมาเป็นทอดๆ ตั้งแต่ในอดีตจนถึงรัฐบาลปัจจุบันและ กลุ่มพันธมิตรฯนั้นอาจถูกชี้หน้าถามว่า “เป็นคนไทยหรือเปล่า” ซึ่งเป็น “โศกนาฏกรรมระดับชาติ” ที่เราน่าจะก้าวไปข้างหน้า เพื่อสิ่งใหม่ๆที่ดีกว่า เพื่อคนรุ่นใหม่ ไปให้พ้นอดีตที่ล้าหลังและคลุ้มคลั่ง โดยฝันไปให้ไกลถึงโลกาภิวัตน์ โลกไร้พรมแดน และประชาคมอาเซียน เพราะเราไม่เพียงต้อง “ปฏิรูป-ปรองดอง-สมานฉันท์-รักสามัคคี” กับผู้ คนในชาติเราเท่านั้น แต่ยังต้อง “ปฏิรูป-ปรองดอง-สมานฉันท์-รักสามัคคี” กับเพื่อนร่วมภูมิ-ภาคและมนุษยชาติร่วมโลกอีก (อ่าน ชาตินิยมสยาม และชาตินิยมไทย กับกรณีปราสาทเขาพระวิหารมรดกโลก )

2 มาตรฐานระบบ 3 มิติ

ไม่ว่านายอภิสิทธิ์จะพยายามพลิกแพลงหรือวางแผนทางการเมืองอย่างไร ก็ไม่อาจลบภาพเหตุการณ์เมษา-พฤษภา อำมหิตที่มีการสังหารโหดประชาชนผู้บริสุทธิ์ถึง 91 ศพ และบาดเจ็บพิการเกือบ 2,000 คนไปได้ แม้จะพยายามบิด เบือนว่าไม่ได้เป็นคนสั่งฆ่า แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว ไม่ว่ารัฐบาลใดก็ตามที่อยู่ในเหตุการณ์ที่ปล่อยให้มีคนตายมากเกือบ 100 ศพ ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบทางการเมืองได้ ซึ่งวันนี้นายอภิสิทธิ์เองยังไม่ยอมกล่าวแม้แต่คำ “ขอโทษ” ยังใช้อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สร้างความชอบธรรมเพื่อไล่ล่า โยนความผิดให้คนเสื้อแดงว่าเป็นผู้ก่อการร้าย เป็นผู้ทำให้คนตายกันเอง รัฐบาลไม่เกี่ยว มีการกวาดล้างคนเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง และยังบังคับใช้กฎหมาย 2 มาตรฐานอีก ทำให้ประชาชนที่รักความยุติธรรมตั้งคำถามว่า ใครที่ควรถูกตรวจสุขภาพจิตกันแน่

โดยเฉพาะการใช้อำนาจของรัฐบาลและ ศอฉ. ถูกมองว่าเหมือนคนบ้าอำนาจ ขณะที่สังคมไทยเหมือนสังคมของคนบ้า ทั้งที่บ้านเมืองหายนะขนาดนี้แล้ว คนไทยกลับไปร่วมฉลองกับความบ้าคลั่งและบ้าอำนาจ แทนที่จะฉุกคิดและใช้สติ

2 มาตรฐานที่เป็นภาพเลือนราง บัดนี้กลายเป็นภาพชัดเจนยิ่งกว่าทีวี.ระบบ 3 มิติ รัฐบาลสามารถใช้อำนาจอย่างบ้าคลั่ง ไม่เกรงใจประชาชนทั้งประเทศ เพียงเพราะ “อภิสิทธิ์ชน” กลุ่มหนึ่งที่มีอำนาจพิเศษให้การสนับสนุน

“กฎหมู่เกิดขึ้น ถูกกำราบด้วยกฎหมาย” ฟังดูน่าชื่นชม ก็แล้วแต่ว่าเป็น “กฎหมู่” ของฝ่ายใด ถ้าเป็น “พวกกู” ทำอะไรก็ไม่ผิด

บ้านเมืองจะสงบ สามัคคีปรองดองได้อย่างไรหากผู้มีอำนาจยึดหลัก 2 มาตรฐานปกครองบ้านเมือง

คำว่า “กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย” นั้นเป็นที่ชัดเจนว่าทำไม่ได้ ทำไม่ถูก

แต่คำว่า “กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมา” นั้นอาจเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ โดยเฉพาะในสังคมที่ไร้ซึ่งความยุติธรรม

คนไทยที่มีหัวใจเป็นธรรมอยากเห็นภาพอย่างนั้นจริงๆหรือ?

หรือว่า “เป็นบ้า” กันไปหมดแล้ว?



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s