เทียบ “มาตรฐาน” คดีม็อบก่อการร้าย ยึดทำเนียบ-สนามบิน กับปิด “ราชประสงค์”

เทียบ “มาตรฐาน” คดีม็อบก่อการร้าย ยึดทำเนียบ-สนามบิน กับปิด “ราชประสงค์”
ที่มา : ข่าวสดรายวัน ปีที่ 20 ฉบับที่ 7206 วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2553
คอลัมน์ : รายงานปทุมวัน

เป็นความแตกต่างที่เห็นเด่นชัดอย่างยิ่งในการดำเนินคดี “ก่อการร้าย” ระหว่าง กลุ่มพันธมิตรฯ หรือเสื้อเหลือง และกลุ่มนปช. หรือเสื้อแดง

ไม่เพียงเท่านั้นแม้แต่แนวร่วม รวมไปถึงผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเพียงแต่แสดงออกในทางเป็นคุณกับสีใดสีหนึ่ง ก็แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด จนเป็นที่มาของการกล่าวหาเรื่อง “2 มาตรฐาน”

ทั้งที่จะว่าไปแล้วพฤติการณ์ของทั้ง 2 ม็อบนั้น คล้ายคลึงกันอย่างยิ่ง จะต่างก็เพียงความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างการก่อม็อบ

ในส่วนของพันธมิตรฯ ชุมนุมอย่างยืดเยื้อมาตั้งแต่ยุคพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ จนเป็นหนึ่งในสาเหตุให้เกิดการปฏิวัติ

หลังการเลือกตั้งใหญ่ปลายปี 2550 พรรคพลังประชาชน ขึ้นมาบริหารประเทศ แต่เพียงไม่นานพันธมิตรฯ ก็ก่อหวอดอีกครั้ง ตอนแรกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล แต่รัฐบาลขณะนั้นไม่สนใจจึงเริ่มเคลื่อนไหวหนักขึ้น โดยล้อมรัฐสภาจนเกิดเหตุวันที่ 7 ตุลาคม 2551 บุกเข้าถล่มสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 สุดท้ายบุกเข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมือง ก่อนที่จะเกิดกรณียุบพรรคพลังประชาชน

ทำให้ประชาธิปัตย์ขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

แม้จะทำสำเร็จที่โค่นรัฐบาลซึ่งระบุว่าเป็นนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่แกนนำและผู้ชุมนุมบางส่วนก็ถูกดำเนินคดี ในข้อหาก่อการร้ายจากเหตุยึดสนามบิน

ห้วงเวลานี้เองก็เกิดม็อบสีแดงโผล่ขึ้นมา

เดือนเมษายน 2552 สร้างความปั่นป่วนไปทั่วเมืองกรุง ก่อนจะพ่ายแพ้ไปอย่างยับเยิน กระทั่งมารวมตัวอีกครั้งช่วงเดือนมีนาคม 2553

ในครั้งหลังนี้เหมือนเดินรอยตามพันธมิตรฯ ก็ไม่ปาน เริ่มจากการตั้งเวทีสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ก่อนขยายวงมายังแยกราชประสงค์ แล้วจึงเกิดเหตุสลายการชุมนุมจนมีคนเสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

แกนนำถูกแจ้งข้อหาก่อการร้าย เหมือนนพันธมิตรฯ ที่โดนคดีก่อการร้ายสากลยึดสนามบิน

แต่น่าสนใจตรงที่กระบวนการยุติธรรมของไทยใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนก็สามารถสรุปคดีเสื้อแดง ส่งฟ้องแกนนำรวม 19 คน ส่งขึ้นศาลพร้อมข้อกล่าวหาสารพัด รวมไปถึงโยนบาป 91 ศพพ่วงไปด้วย

แต่กลับฝ่ายพันธมิตรฯ ที่ถูกดำเนินคดีตั้งแต่ปลายปี 2551

ผ่านมาเกือบ 2 ปี ถึงวันนี้คดียังอยู่ในชั้นตำรวจเท่านั้น

และที่ยิ่งกว่านั้น แทบทุกหน่วยงานของรัฐเร่งรีบอย่างยิ่งในการเล่นงานแกนนำเสื้อแดง ขณะเดียวกันแทบทุกหน่วยงานของรัฐ กลับเชื่องช้าอย่างยิ่งกับคดีของเสื้อเหลือง ทั้งที่ม็อบทั้ง 2 สีถูกแจ้งข้อหาก่อการร้ายเหมือนกัน!??

กลุ่ม นปช.หรือเสื้อแดง พยายามอย่างยิ่งที่จะเรียกร้องและแสดงให้เห็นถึงปัญหา 2 มาตรฐานทั้งจากรัฐบาลและกระบวนการยุติธรรม แต่รัฐบาลและหน่วยงานอื่นๆ อ้างเป็นเสียงเดียวกันว่าทำตามกฎหมายเหมือนๆ กัน

ทว่าสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ หาใช่เช่นนั้นไม่

ขณะที่คดีพันธมิตรฯ ถูกฝ่ายการเมืองและอื่นๆ กดดันอย่างหนัก ทำให้พนักงานสอบสวน นำโดย พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วยผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน ทำงานได้อย่างเชื่องช้า

ถึงกระนั้นช่วงเดือนมีนาคม ที่ผ่านมาก่อนที่ม็อบเสื้อแดงจะเริ่มการชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพฯ ก็สามารถสรุปสำนวนหอบเอกสารไปขอหมายจับจากศาลได้

แต่พนักงานสอบสวน ต้องขนสำนวนกลับเมื่อ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนผบ.ตร. ให้ดึงเรื่องกลับ และส่งเรื่องไปให้หน่วยงานด้านกฎหมายพิจารณาสำนวนผู้ต้องหาแต่ละคนอย่างละเอียด!??

ผ่านไปหลายเดือนก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า พล.ต.ท.สมยศ ใช้วิธีออกหมายเรียกผู้ต้องหาให้มาพบ แต่ก็เดินทางมาเพียงส่วนน้อย ขณะที่แกนนำไม่มีใครโผล่มาสักรายเดียว

โดยใช้วิธีส่งทนายมาขอเลื่อนนัดออกไปเรื่อยๆ พร้อมกับร้องไปยังอัยการสูงสุดให้สอบพยานเพิ่มเติมนับพันปาก

ถึงวันนี้คดีก่อการร้ายของพันธมิตรฯ อยู่ในขั้นตอนการออกหมายเรียก และยังไม่แน่ชัดว่าจะจบลงได้เมื่อไหร่

ไม่เพียงเท่านั้นล่าสุดกลุ่ม 40 ส.ว. ซึ่งแต่ละคนแนบแน่นยิ่งกับพันธมิตรฯ เชิญพล.ต.ท.สมยศ มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินคดี พร้อมข้อกล่าวหาต่างๆ โดยเฉพาะกรณี 2 มาตรฐาน!??

กลุ่มส.ว.รุมซักถามและตั้งข้อสังเกตว่า การออกหมายเรียกดังกล่าวอาจไม่ชอบด้วยหลักธรรมาภิบาล เพราะเป็นไปในลักษณะเหวี่ยงแห และการตั้งข้อหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย เป็นข้อกล่าวหาที่เกินความจริง

สุดท้ายกลุ่มส.ว.เสนออยากให้ตำรวจโอนคดีไปให้ดีเอสไอทำ โดยอ้างว่าเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกับคดีเสื้อแดง ที่ดีเอสไอรับผิดชอบอยู่

หากดีเอสไอทำคดีพันธมิตรฯ ด้วยบรรทัดฐานเดียวกับเสื้อแดง ถือว่าเป็นเรื่องดีอย่างยิ่ง!??

หากคดีเสื้อเหลืองโอนไปดีเอสไอจริง และใช้บรรทัดฐานเดียวกับคดีเสื้อแดง ก็เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าคดีคงสรุปจบในเวลาอันสั้น และการตายของผู้ชุมนุม 2 รายเมื่อวันที่ 7 ตุลา คม 2551 ก็น่าจะสรุปออกมาอีกแบบหนึ่ง

รวมไปทั้งการขอสอบพยานเพิ่มเติมของพันธมิตรฯ กว่าพันปาก ก็น่าจะยุติลงไปเหมือนที่ทำกับเสื้อแดงเป็นบรรทัดฐาน ทั้งแกนนำก็น่าจะถูกส่งเข้าไปควบคุมตัวในเรือนจำ เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกับแกนนำเสื้อแดง เพราะหากต้องการให้เสื้อเหลืองได้รับบรรทัดฐานเดียวกับเสื้อแดง ในคดีก่อการร้ายเหมือนกัน ทุกขั้นตอนก็สมควรจะเหมือนหรือใกล้เคียงกัน

คดีก่อการร้ายที่แกนนำเสื้อแดงรวม 19 คน ถูกแจ้งและดำเนินการสอบสวนโดยดีเอสไอ เริ่มขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม หลังทหารขนกำลังออกมาปราบผู้ชุมนุมอย่างเด็ดขาดและราบคาบเมื่อวันที่ 19-20 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

แกนนำบางส่วนหลบหนี บางส่วนได้ประกัน แต่ส่วนใหญ่ถูกคุมขังในเรือนจำ เช่นเดียวกับผู้ชุมนุมจำนวนมากที่ถูกขังไว้ในพื้นที่ต่างๆ

ผ่านไปราวๆ 2 เดือนเศษ ดีเอสไอมีกระบวนการสอบสวนที่รวดเร็วและทันอกทันใจอย่างยิ่ง เพราะสามารถสรุปสำนวนส่งให้อัยการช่วงต้นเดือนสิงหาคม ขณะที่กระทรวง ยุติธรรมโดยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม ทำหนังสือถึงอัยการสูงสุดเร่งรัดสั่งฟ้องคดีของแกนนำนปช. ก่อนครบกำหนดฝากขังผัดสุดท้าย มิเช่นนั้นต้องปล่อยตัวทั้งหมดออกจากเรือนจำ

พนักงานอัยการพิจารณาสำนวนอยู่ไม่นานก็มีคำสั่งเห็นชอบกับดีเอสไอ ส่งฟ้องแกนนำนปช.รวม 19 คนขึ้นสู่การพิจารณาชั้นศาลเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม หรือก่อนครบกำหนดฝากขังผัดสุดท้ายเพียงไม่กี่วันเท่านั้น!??

หากนี่คือบรรทัดฐานเกี่ยวกับคดีก่อการร้าย ก็น่าจะเป็นบรรทัดฐานของผู้ต้องหาทุกคนในคดีเดียวกันนี้ ไม่ว่าจะเสื้อสีอะไรก็ตาม

รวมถึงบรรทัดฐานของดีเอสไอ และอัยการที่ไม่เห็นด้วยที่จะสอบพยานเพิ่มเติมตามที่ผู้ต้องหาร้องขอ

ยิ่งหากดูถึงคำบรรยายฟ้องของดีเอสไอ และอัยการที่ส่งฟ้องแกนนำนปช.ทั้ง 19 คน หากเสื้อเหลืองหรือกลุ่มส.ว.สายพันธมิตรฯ อยากให้ใช้บรรทัดฐานเดียวกับเสื้อแดง ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นคุณหรือโทษกับพันธมิตรฯ กันแน่

เนื่องจากคำบรรยายฟ้องของดีเอสไอ และอัยการที่มีต่อนปช. คือการโยนความผิดในทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุม ไปสู่แกนนำทั้ง 19 คนอย่างเด็ดขาดยิ่ง

ไม่เว้นแม้แต่ 91 ศพที่สูญเสียคำบรรยายฟ้องก็เชื่อว่าเกี่ยวกับแกนนำทั้งหมด

ในคำบรรยายฟ้องสรุปพฤติกรรมของแกนนำนปช.ทั้ง 19 คนในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย และอื่นๆ

“ตามฟ้อง โจทก์สรุปว่า เมื่อวันที่ 28 ก.พ.-20 พ.ค.2553 ต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งหมดได้ยุยงปลุกปั่นประชาชนทั่วราชอาณาจักรไทย ให้เข้าร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐบาลและบังคับขู่เข็ญ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ให้ประกาศยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ อ้างว่านายอภิสิทธิ์ มาเป็นนายกฯ โดยมิชอบ และให้ยกเลิกรัฐ ธรรมนูญปี 2550”

“จำเลยได้ร่วมกันจัดการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนหลายหมื่นคน ที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถนนราชดำเนิน ตั้งแต่สี่แยกคอกวัวถึงสี่แยกมิสกวันและถนนพิษณุโลกจากสะพานชมัยมรุเชฐถึง สี่แยกวังแดง และแยกราชประสงค์ มีการเดินขบวนไปปิดล้อมสถานที่ต่างๆ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง รัฐสภา กรมทหารราบที่ 22 และบ้านพักของนายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี”

หากใช้บรรทัดฐานเดียวกัน แกนนำพันธมิตรฯ คงย่ำแย่เพราะปลุกปั่นประชาชน และรวมตัวกันเพื่อกดดันให้นายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯ ลาออก

เช่นเดียวกับการยึดทำเนียบฯ ปิดล้อมรัฐสภา และยึดสนามบิน ของเสื้อเหลือง ก็น่าจะไม่ต่างกันนักกับการยึดสี่แยกราชประสงค์

จะมีที่แตกต่างกันบ้างก็คือ ช่วงม็อบเสื้อแดงเกิดเหตุรุนแรงมากมายยิ่ง ซึ่งในคำฟ้องก็โยนทุกคดีให้กับแกนนำรับเละไปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเหตุยิงเอ็ม 79 หรือระเบิดสถานที่ต่างๆ รวมไปถึงการปะทะ เมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่สี่แยกคอกวัว การสลายม็อบเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่แยกราชประสงค์ ทำให้มีทหารและประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก คำบรรยายฟ้องก็สรุปว่าเป็นฝีมือของแกนนำและผู้ชุมนุมทั้งสิ้น

ระหว่างคดีก่อการร้ายของเสื้อเหลือง และเสื้อแดง ใช้มาตรฐานเดียวกันหรือไม่

สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ คงตอบคำถามได้อย่างดีแล้ว!??



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s