เรื่องน่าเศร้าใน สตง.

เรื่องน่าเศร้าใน สตง.
โดย ประสงค์ วิสุทธิ์
credit to Sahanut Maneekul

หายไป 2 สัปดาห์เพราะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ต้องผ่าตัดสะบ้าหัวเข่า ได้รับการดูแลอย่างดีจาก รพ.สูงเนิน  รพ.มหาราช  รพ.กรุงเทพ รวมทั้งได้รับความช่วยเหลือและให้กำลังใจจากพี่ เพื่อน น้อง ผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่าน ที่ไม่อาจเอ่ยนามได้หมด ขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้อีกครั้งหนึ่ง

แต่ช่วง 2 สัปดาห์ดังกล่าวยังคงสนใจติดตามข่าวคราว(ด้วยความเศร้า) ในสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ที่แย่งชิงอำนาจกันอย่างดุเดือด สะท้อนให้เห็นความหน้าด้านเต็มไปด้วยกิเลส ตัณหา ความไม่รู้จักพอและการขาดหิริโอตตัปปะของ”คนแก่”ที่หลงตัวเองบางคน

ดีแล้วที่ผู้ตรวจการแผ่นดินซึ่งเห็นว่า ถ้าปล่อยให้ปัญหาการดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินยืดเยื้อต่อไป อาจสร้างความสับสนและเสียหายให้แก่การบริหารราชการแผ่นดิน จึงได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางให้เพิกถอนคำสั่งของคุณ หญิง จารุวรรณ เมณฑกาที่อ้าง การปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กรณีมีคำสั่ง เรื่องยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งรองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน(นาย พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส) ให้รักษาราชการแทน ผู้ว่าการตวจเงินแผ่นดินว่า ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นการปฏิบัตินอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เพราะได้ออกคำสั่งดังกล่าวหลังจากที่พ้นตำแหน่งผู้ว่าการฯไปแล้ว (เนื่องจากอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2553)

นอกจากนั้น เพื่อมิให้กระทบกระทบการปฏิบัติงานของข้าราชการใน สตง. และหน่วยงานอื่นๆ ทั้งหมดของรัฐทั่วประเทศ จึงขอให้ศาลปกครองออกพิจารณาเป็นกรณีฉุกเฉินเร่งด่วน กำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองชั่วคราวให้คุณหญิงจารุวรรณหยุดการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งพิพากษา

ในคดีดังกล่าวนี้ เป็นเพียงการชี้ขาดในข้อกฎหมายเท่านั้น นอกจากนั้นยังมีความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งรวบรวมข้อกฎหมายไว้เกือบครบ ถ้วนแล้ว การพิจารณาคดีจึงน่าจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว คงไม่น่าจะเกินสัปดาห์หน้า ก็จะรู้ว่า ศาลปกครองจะออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใน สตง.มิใช่มีเพียงเรื่องการแย่งชิงอำนาจกันเท่านั้น เพราะในยุคที่ผ่านมา ได้สร้างปัญหาต่างๆไว้มากมายตั้งแต่การเล่นพรรคเล่นพวก การแสวงผลประโยชน์เล็กๆน้อยๆ  การเรียกรับผลประโยชน์ จนถึงการทุจริตโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท

แต่ด้วย สตง.เป็นองค์กรที่มีอำนาจในการตรวจสอบทางด้านการเงินหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจ ทำให้ผู้บริหารหน่วยงานรัฐหรือรัฐวิสาหกิจไม่กล้าโวยวายหรือมีเรื่องขัดแย้งกับ สตง. จำต้องกล้ำกลืนฝืนทนตกเป็นเบี้ยล่าง เช่น ต้องจัดหาโรงแรมให้พักอย่างหรูหราพร้อมอาหารการกินชั้นเลิศ ในช่วงการตรวจสอบ

ความเห็นแก่ได้ของผู้บริหารระดับสูงบางคน ทำให้พยายามใช้ทุกวิถีทางในการหาประโยชน์เล็กๆน้อยๆอย่างที่คนธรรมดาคิดไม่ ได้  เช่น การตั้งน้องชายตัวเองเป็นที่ปรึกษา สตง.ในการพัฒนาเกี่ยวกับการวิเทศสัมพันธ์โดยอ้างว่า มีความรู้ความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ด้านต่างประเทศ โดยให้ผลตอบแทนเดือนละ 15,000 บาท

แต่จากการตรวจสอบเอกสารการ จ่ายเงินและการทำงานของ “น้องชาย” บิ๊กใน สตง.คนดังกล่าวในเดือนเมษายน 2553 พบว่า งานในการ พัฒนา”การวิเทศสัมพันธ์” คือ  การตรวจสอบอีเมล์ภาษาอังกฤษถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และส่งกลุ่มวิเทศสัมพันธ์ดำเนินการโดยอ้างว่าเข้าทำงานใน สตง.(เพียง) 15 วันต่อเดือน

คำถามคือ แล้วเลขานุการส่วนตัวที่ “บิ๊ก” สตง.คนดังกล่าวใช้เงินหลวงจ้างญาติตัวเองมาเป็น เอาไว้ขัดรองเท้าหรือล้างชาม? กะแค่อีเมล์ภาษาอังกฤษแค่นี้ก็อ่านไม่ออก ต้องจ้างที่ปรึกษาเพิ่มอีกหนึ่งคน

นอกจากนั้นก็ควรยุบกลุ่มวิเทศสัมพันธ์ของ สตง.ทิ้งเพราะไม่มีความสามารถในการตรวจสอบและอ่านอีเมล์ภาษาอังกฤษได้

เรื่องทุเรศๆ แบบนี้ ทำกันมานานหลายปีแล้ว แต่ไม่มีใครกล้าลุกขึ้นโวยวายหรือคัดค้าน ยิ่งทำให้”บิ๊ก”สตง.รายนี้เข้าใจว่า ตนเองมีอำนาจบารมีล้นเหลือ จึงย่ามใจแสวงหาผลประโยชน์ตามอำเภอใจ แต่ลืมไปว่า ช้างตายทั้งตัว ใบบัวปิดไม่มิด หรือในที่สุดน้ำลดตอผุด

เพียงแต่ว่าต้องรออีกระยะเวลาหนึ่งในการสะสางปัญหาที่หมักหมม และปฏิรูปการบริหารงานภาย ใน สตง.ให้โปร่งใส มิให้ใครมาใช้อำนาจตามอำเภอใจได้อีก



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s