ปฏิรูปตำรวจ

ปฏิรูปตำรวจ
โดย : นิธิ เอียวศรีวงศ์
ที่มา : มติชนออนไลน์ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เพลงมาร์ชตำรวจไทยนั้นเป็นเพลงมาร์ชที่ดีที่สุดเพลงหนึ่ง เร้าใจ, เหี้ยมหาญ, รู้สึกฮึกเหิมในสงครามและสนามรบ

แต่รบกับใครหรือ? คำตอบคือรบกับ “เหล่าร้าย” แม้ว่าเกือบทั้งหมดของ “เหล่าร้าย” คือคนไทย หรือพลเมืองของประเทศเดียวกับตำรวจ

ขึ้นชื่อว่าตำรวจแล้ว ไม่ควรรบกับพลเมืองของตนเองด้วยท่าทีของสงคราม อาชญากรหรือผู้ต้องสงสัยทั้งหลายคือพลเมือง แม้แต่ผู้ค้ายาเสพติด หรือผู้ก่อการแยกดินแดน ก็เป็นพลเมือง เป้าหมายของตำรวจคือยุติการกระทำที่เป็นอันตรายต่อสังคมของพลเมืองเหล่านี้ เปลี่ยนเขาจากผู้ทำร้ายสังคมให้กลายเป็นผู้ทำคุณประโยชน์แก่สังคม เมื่อกู้เขากลับคืนมาสู่ความเป็นพลเมืองเต็มขั้นแล้ว สังคมก็จะได้ประโยชน์จากเขาอีกมาก รวมทั้งให้ความรู้แก่ตำรวจเองถึงเครือข่ายค้ายาเสพติด หรือเครือข่ายอาชญากรรมอื่นๆ ซึ่งจะทำให้ตำรวจทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

หากตำรวจทำงานด้วยการ “เก็บ” ตำรวจจะไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจนว่า อาชญากรหรือผู้ต้องสงสัยใดที่ควรถูก “เก็บ” ต้องอาศัยมาตรฐานของ “ผู้ใหญ่” ว่าบุคคลประเภทใดควร “เก็บ” หรือ “ตัดตอน”

มาตรฐานนี้มีอันตรายมาก เพราะความเห็นว่าใคร “สมควรตาย” ย่อมมาจากผู้มีอำนาจ แต่ก็มักเปลี่ยนไปตามแต่ผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ คนที่ท้าทายอำนาจของผู้ถืออำนาจรัฐมักจะถูกถือว่ามีภัยที่สุดและ “สมควรตาย” ก่อน ดังเช่นการสังหารผู้ต้องสงสัยจำนวนมากในสมัยปราบ พคท., อีกจำนวนมากในการชุมนุมเดือนเมษายนและพฤษภาคมปีนี้, หรือบุคคลที่ต้องสงสัยว่าเป็นแกนนำของขบวนการก่อการด้วยความรุนแรงในภาคใต้ บางกลุ่มก็ “สมควรตาย” เพียงเพื่อสังเวยความนิยมทางการเมืองแก่นักการเมือง เช่นการฆ่า “ตัดตอน” ผู้ที่ต้องสงสัยว่าค้ายาเสพติด ฯลฯ เป็นต้น

ตำรวจสามารถขยายมาตรฐานดังกล่าวไปได้ตามใจชอบ วัยรุ่นกวนเมืองนัก ก็ “เก็บ” เสียบ้าง รีดคำสารภาพของผู้ต้องหาด้วยการทรมานแล้ว ก็ต้อง “เก็บ” เสียเพื่อป้องกันมิให้เป็นพยาน จนถึงที่สุด แย่งกัน “วิสามัญ” ผู้ต้องหา เพื่อความดีความชอบที่ทำถูกใจ “ผู้ใหญ่” หรือเรียกรับเงินในการทำคดี

ทั้งหมดเหล่านี้ ทำให้กระบวนการยุติธรรมในเมืองไทยกลายเป็นเรื่องตลก ไม่เป็นที่ไว้วางใจ ไม่น่าเชื่อถือ จนทุกคนคิดว่าย่อมมีช่องโหว่ที่ใดที่หนึ่งซึ่งสามารถเล็ดลอดออกไปได้เสมอ และนี่คือสถานะของกฎหมายในประเทศไทย

ทั้งๆ ที่มาตรฐานดังกล่าวแปรเปลี่ยนไปตามแต่ผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ เพราะจากมาตรฐานนี้ก็อาจกลายเป็นอีกอย่างหนึ่งได้ เช่นจาก ผกค.ซึ่งสมควรตาย ก็อาจกลายเป็น “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” ซึ่งควรได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษจากบ้านเมือง

ที่น่าตระหนกยิ่งไปกว่านั้นก็คือ สังคมไทยโดยรวมกลับยอมรับการ “เก็บ” เช่นนี้ในหลายกรณี คนจำนวนมากไม่รู้สึกสะดุ้งสะเทือนอะไรที่ชีวิตคนถูกปลิดลงอย่างง่ายดายเช่น นั้น ต่างยอมรับเสียแล้วว่าข้อสงสัยของตำรวจต่อคนที่ “เก็บ” ไปนั้นถูกต้องแล้วโดยไม่ต้องพิสูจน์กันในกระบวนการยุติธรรมอีกต่อไป และโทษประหารนั้นเหมาะสมดีแล้วสำหรับมาตรฐาน “สมควรตาย” ที่ผู้มีอำนาจได้วางเอาไว้

การปฏิรูปตำรวจจึงไม่อาจทำโดยรัฐได้ (ซึ่งที่จริงก็ทำในเชิงบริหารมาหลายครั้งหลายหนแล้ว แต่ตำรวจก็ยังเหมือนเดิม) จำเป็นต้องขับเคลื่อนสังคมให้เป็นหัวหอกของการปฏิรูป สังคมต้องมองเห็นอันตรายของการมีตำรวจอย่างนี้ สังคมต้องเป็นเวทีหลักในการอภิปรายถกเถียงกันเพื่อหาทางออก สังคมคือพลังที่จะผลักดันให้รัฐปฏิรูปตามแนวทางของตน

จนถึงที่สุด แม้แต่จะตั้ง “ตำรวจ” ขึ้นใหม่ทั้งหมด ก็อาจสมควรกระทำ เพราะตำรวจที่เรามีอยู่เวลานี้ ไม่มีสำนึกถึงสังคมหรือชุมชน มีแต่ภารกิจเฉพาะหน้าที่ต้องปฏิบัติให้สำเร็จตามนโยบายของผู้บังคับบัญชา ส่วนจะมีผลดีหรือผลเสียต่อสังคมอย่างไร ไม่ได้อยู่ในกระบวนการคิดของผู้ปฏิบัติงาน ตำรวจดีก็ไม่ต้องสำนึกถึงสังคมหรือชุมชน ตำรวจเลวยิ่งไม่ต้องมีขึ้นไปอีก

โดยธรรมชาติแล้ว สำนึกถึงสังคมหรือชุมชนย่อมเกิดขึ้นกับตำรวจไทยไม่ได้ ย้อนกลับไปดูประวัติของตำรวจก็จะเห็น

ตำรวจเกิดจากอำนาจรัฐที่อยากจะเปลี่ยนตัวเองเข้าสู่ความทันสมัย ซึ่งหมายถึงเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐรวมศูนย์ จึงสร้างเจ้าหน้าที่รัฐขึ้นใหม่เรียกว่าตำรวจ (เป็นคำโบราณที่มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง) เพื่อคุมราษฎรให้ใกล้ชิดมากขึ้น แลกเปลี่ยนกับบริการอย่างใหม่ซึ่งไม่เคยมีในชุมชนและสังคมไทยมาก่อน นั่นก็คือรัฐเข้ามาควบคุมและจัดการ “โจรผู้ร้าย” เองโดยตรง นับตั้งแต่ความผิดเล็กน้อยขึ้นไปถึงการสั่งสมกำลังเพื่อปล้นสะดม

แต่เดิมมา ภาระการดูแลความสงบเรียบร้อยของชุมชน เป็นหน้าที่ของชุมชนเอง และรัฐไทยโบราณก็ยอมรับอำนาจหน้าที่นี้ของราษฎร หรือแม้แต่บังคับให้ราษฎรต้องรับผิดชอบต่ออาชญากรรมที่เกิดในชุมชนของตนเอง (เช่นกฎหมายโจรสามเส้นเป็นต้น) ตำรวจเกิดขึ้นเพื่อควบคุมราษฎรและริบเอาอำนาจหน้าที่นี้มาเป็นของรัฐแต่ฝ่าย เดียว

กองตระเวนซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัย ร.4 ถูกส่งไปตระเวนที่สำเพ็งด้วยเครื่องแบบแปลกประหลาด เป็นที่ชวนหัวของราษฎรผู้พบเห็น ทำไมจึงต้องเป็นสำเพ็ง ก็เพราะสำเพ็งในขณะนั้นเป็นแหล่งธุรกิจใหญ่สุดของกรุงเทพฯ ประกอบด้วยราษฎรจีนและเชื้อสายจีน อันไม่ได้สังกัดกรมกองใดของราชการ เป็น “เสรีชน” กลุ่มแรกของสังคมไทยซึ่งน่าระแวงแก่รัฐ เพราะมีจำนวนมาก

ตำรวจจึงเป็นเครื่องมือของรัฐมาแต่แรกเริ่ม และรัฐไทยก็ได้ใช้เครื่องมือนี้ในการควบคุมสังคม ตราความผิดตามความเห็นของรัฐขึ้นเป็นกฎหมาย ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายในประเทศตะวันตก อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อรักษาอำนาจภายในของรัฐไว้ และตำรวจนับแต่เริ่มแรกก็ใช้อำนาจที่ได้จากรัฐมานี้เพื่อฉ้อฉลหากินในทาง ทุจริต

เช่นในช่วง พ.ศ.2471 เกิดจับกันได้ขึ้นมาว่า มีการลักพาผู้หญิงเพื่อป้อนซ่องโสเภณีในกรุงเทพฯ โดยหัวหน้าแก๊งคือตำรวจในหน่วยเฉพาะกิจของตำรวจนครบาล (ซึ่งขยายเป็นสันติบาลในเวลาต่อมา) แต่นี่ไม่ใช่กรณีแรกที่ตำรวจทำการเป็นปฏิปักษ์กับสังคม-ชุมชนเสียเอง เพราะบทนำในหนังสือพิมพ์ปีเดียวกันนี้ (กรุงเทพฯ เดลิเมล์) ก็กล่าวแล้วว่า คนไทยมองเห็นตำรวจเป็นศัตรูมากกว่าเป็นมิตร

ความเสื่อมเช่นนี้ไม่เป็นที่น่าแปลกใจแต่อย่างไร เพราะตำรวจมี “นาย” อยู่คนเดียวคือรัฐ อันตั้งอยู่ “ห่างไกล” ทั้งในแง่ภูมิศาสตร์และแง่การบริหาร ตราบใดที่ตำรวจไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐ เช่นไม่ท้าทายอำนาจรัฐ หรือแสดงอาการกระด้างกระเดื่องต่อรัฐ ถึงตำรวจจะเป็นปฏิปักษ์กับสังคม-ชุมชน “นาย” ก็ไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่ เพียงแต่ระวังไม่ให้การกระทำนั้นสร้างความเดือดร้อนแก่รัฐเท่านั้น และบ่อยครั้ง “นาย” ก็ไม่สามารถจับได้ไล่ทัน ยิ่งตำรวจขยายตัว (ทั้งจำนวนคนและอำนาจ) ออกไปมากเท่าไร ก็ยิ่งยากที่ “นาย” จะตามไปกำกับควบคุมได้ทั่วถึง

เปรียบเทียบกับตำรวจในอีกหลายประเทศ ถือกำเนิดขึ้นจากชุมชน-สังคมมาแต่ต้น ชุมชนหรือสังคมสร้างกองกำลังขึ้นป้องกันตนเองจากโจรผู้ร้าย หรือรักษาระเบียบและความสงบในชุมชน และแม้ตำรวจจะเติบโตเป็นกองกำลังใหญ่ขึ้นสักเพียงใด ก็ยังอยู่ในกำกับควบคุมของชุมชน-สังคมโดยทางอ้อมอยู่ตราบนั้น

กองกำลังตำรวจเช่นนั้นต่างหาก ที่จะมีสำนึกถึงสังคมและชุมชนได้

และนี่คือหัวใจสำคัญที่สุดของการปฏิรูปตำรวจ เพราะตำรวจไทยรวมศูนย์การบริหารควบคุมมากเกินไป จึงไม่ต้องรับผิดชอบต่อใคร นอกจากต่อ “ศูนย์” และจะชอบหรือไม่ก็ตาม บอกได้เลยว่า “ศูนย์” ของไทยจะอ่อนแอลงไปเรื่อยๆ (อย่างน้อยก็อีกหลายปี) ก็จะยิ่งเปิดโอกาสให้ตำรวจ (อันที่จริงราชการทั้งระบบ) ฉ้อฉลอำนาจได้มากขึ้น แม้แต่เพื่อรักษาประโยชน์ของ “ศูนย์” เองยังทำไม่ได้ หรือไม่ทำ ดังกรณีในความไม่สงบของภาคใต้เวลานี้ ตำรวจก็ไม่ได้หยุดการฉ้อฉลอำนาจ หรือกรณีของตำรวจมะเขือเทศเมื่อเร็วๆ นี้

การปฏิรูปตำรวจเชิงโครงสร้างจึงอยู่ที่ว่า จะเปิดให้สังคม-ชุมชนเข้ามาบริหารตำรวจเองได้อย่างไร เพียงแต่การเลิกยศตำรวจโดยยังรวมศูนย์ไว้เหมือนเดิม ก็เป็นเพียงการลอกเปลือกฝรั่งตามเคย

หากเกรงว่า ตำรวจที่อยู่ภายใต้การบริหารและการกำกับของท้องถิ่น จะเปิดโอกาสให้ “กลุ่มอิทธิพล” ท้องถิ่น เข้ามายึดกุมกองกำลังนี้ แล้วตำรวจจะกลายเป็นสมุนมาเฟียไปนั้น ก็เป็นข้อหวั่นเกรงที่ฟังขึ้นอยู่ ดังนั้น จึงต้องวางกลไกการคานอำนาจในท้องถิ่นให้ละเอียดซับซ้อน จนกระทั่งว่ายากที่ “กลุ่มอิทธิพล” จะได้อำนาจบริหารและกำกับไปแต่ฝ่ายเดียว เช่นมี “โควต้า” ให้เลือกตั้งจากเจ้าอาวาสในท้องถิ่น, จากครูใหญ่ในท้องถิ่น, จากแพทย์ในท้องถิ่น ฯลฯ เข้าไปร่วมในกรรมการตำรวจซึ่งมาจากการเลือกตั้งด้วย เป็นต้น

กลไกถ่วงดุลอำนาจนี้มีได้หลายวิธี ต้องร่วมกันคิด ไม่จำเป็นว่าต้องให้องค์กรที่มาจากการเลือกตั้งต้องอยู่ภายใต้การกำกับของ ส่วนกลางเสมอไป

ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมด้วยว่า การรวมศูนย์อย่างหนัก ก็ทำให้ตำรวจตกอยู่ภายใต้ “กลุ่มอิทธิพล” เหมือนกัน ซ้ำเป็น “กลุ่มอิทธิพล” ระดับชาติ ที่ยากแก่ประชาชนในการควบคุมถ่วงดุลได้ ในขณะที่ “กลุ่มอิทธิพล” ท้องถิ่น เล็กกว่าและอยู่ใกล้ตัวกว่า จึงถ่วงดุลได้ง่ายกว่า

ตำรวจส่วนกลางก็ยังมีความจำเป็น เพื่อจัดการกับคดีที่ข้ามท้องถิ่น และในเชิงบริหารทำให้ไม่ต้องลงทุนกับเครื่องไม้เครื่องมือและความเชี่ยวชาญ เฉพาะด้านมากเกินไป แต่หน้าที่หลักของตำรวจส่วนกลางคือการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการทำงาน ของตำรวจท้องถิ่น เช่นโรงเรียนนายร้อยตำรวจอาจต้องเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยตำรวจ เพื่อสอนและพัฒนา “ศาสตร์” ที่เป็นประโยชน์แก่การทำงานของตำรวจ

(แปลว่านอกจากสอนแล้ว ยังต้องทำงานวิจัยด้วย)



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s