ธุรกิจความตายภายใต้รองบู๊ต

ธุรกิจความตายภายใต้รองบู๊ต
ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6  ฉบับ 275 วันที่ 4 – 10 กันยายน พ.ศ. 2553 หน้า 8
คอลัมน์ : เรื่องจากปก
โดย : ทีมข่าวรายวัน

เหตุการณ์ยิงระเบิดเอ็ม 79 ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ (เอ็นบีที) ถือเป็นเหตุการณ์ระเบิดครั้งที่ 5 ในระยะกว่า 3 เดือนหลังกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดินยุติการชุมนุม โดยครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน บริเวณซอยพหลโยธิน 43 ด้านข้างที่ทำการพรรคภูมิใจไทย มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 รายคือ นายเอนก สิงห์ขุนทด อายุ 27 ปี เจ้าของรถเข็นขายของ

ครั้งที่ 2 วันที่ 25 กรกฎาคม เกิดเหตุระเบิดบริเวณป้ายรถเมล์หน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาราชดำริ เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 9 ราย มีผู้เสียชีวิต 1 รายคือ นายธวัชชัย ทองมาก อายุ 51 ปี

ครั้งที่ 3 วันที่ 30 กรกฎาคม เกิดเหตุระเบิดบริเวณหน้าบ้านเลขที่ 27/15 ตรงข้ามกับคิงเพาเวอร์ ซอยรางน้ำ แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กทม. คนเก็บขยะบาดเจ็บ 1 ราย

ครั้งที่ 4 วันที่ 26 สิงหาคม ยิงระเบิดเอ็ม 79 ใส่ป้อมยามทางเข้าที่จอดรถคิงเพาเวอร์ ด้านถนนพญาไท เยื้องราชวิถี เป็นเหตุให้นายเจษฎา จันทร์กระจ่าง อายุ 27 ปี รปภ. ของห้าง ได้รับบาดเจ็บสาหัส และครั้งสุดท้ายคือเหตุการณ์ยิงระเบิดเอ็ม 79 ถล่มสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที

มี พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ต้องมีบึ้ม

ที่ประชุมศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ตั้งข้อสันนิษฐานเบื้องต้นของการระเบิดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีว่า เป็นความพยายามสร้างสถานการณ์ให้เกิดความสับสนวุ่นวาย และทำให้ประชาชนไม่มั่นใจในความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยไม่ได้มุ่งหมายเอาชีวิต ทั้งกำชับเจ้าหน้าที่เน้นการทำงานด้านการข่าว โดยให้ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองเป็นหลักในการประสานปฏิบัติอย่างเข้มข้น

ด้านนายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ฝ่ายความมั่นคงได้รับรายงานความเคลื่อนไหวของกลุ่มที่ไม่พอใจรัฐบาลตลอดเวลา และไม่ต้องการเห็นบ้านเมืองสงบ

“เราค้นพบว่าเขาไปเคลื่อนไหวประชุมนอกเขตพื้นที่ที่ควบคุม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้วกลับเข้ามาก่อเหตุในพื้นที่ กทม. เมื่อมีการลงมือปฏิบัติการเสร็จแล้วก็จะกลับออกไปยังนอกพื้นที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีกครั้ง ทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้ยากลำบาก ในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมเป็นเดือนแห่งการเคลื่อนไหวในลักษณะสัญลักษณ์” นายปณิธานกล่าว

ขณะที่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. ก็ออกมาปฏิเสธข่าวที่หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่า เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงนี้เป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่พยายามสร้างสถานการณ์เพื่อไม่ให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ยอมรับว่าขณะนี้ไม่มีการพูดเรื่องการพิจารณายกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะเป็นอำนาจของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งก่อนหน้านี้นายอภิสิทธิ์ยืนยันว่า กทม. จะเป็นพื้นที่สุดท้ายที่จะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

แต่หลายฝ่ายก็เชื่อว่ารัฐบาลและ ศอฉ. จะต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไปจนกระทั่งมีการเลือกตั้ง หรือมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หากพรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบ โดยอ้างเรื่องสถานการณ์ เพราะการลอบยิงระเบิดเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการสร้างสถานการณ์ป่วนเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่เคยจับผู้บงการได้เลย จึงทำให้วิพากษ์วิจารณ์ว่าที่ไหนมีระเบิด ที่นั่นต้องมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และต้องมีอำนาจพิเศษของรัฐและกองทัพ อาจไม่ใช่เพื่อความปลอดภัยของประชาชน แต่เพื่ออำนาจและงบประมาณที่ทำให้หลายคนอ้วนพี ซึ่งที่ผ่านมาก็มีรายงานข่าวเกี่ยวกับงบประมาณที่ใช้ไปแล้วจำนวนมหาศาล หรือการคงอยู่ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อการค้า เป็นการทำธุรกิจบนความตายของประชาชน? หรือทั้งหมดเป็นเพียงแค่ธุรกิจของกองทัพ?

เช่นเดียวกับความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แม้รัฐบาลจะใช้กำลังทหารหลายหมื่นนาย และทุ่มงบประมาณที่เป็นภาษีจากประชาชนไปแล้วนับแสนล้านบาท แต่ก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ความรุนแรงดีขึ้น ดังรายงานสรุปของศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ระบุว่าตั้งแต่ ปี 2547 จนถึงเดือนสิงหาคม 2553 เกิดเหตุใน พื้นที่ทั้งสิ้น 11,047 เหตุการณ์ เป็นเหตุความมั่นคง 7,984 เหตุการณ์ มีผู้เสียชีวิต 4,137 ราย และบาดเจ็บ 7,135 ราย

ประชาชนใน 3 จังหวัดภาคใต้ส่วนใหญ่จึงต้องการให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เช่นเดียวกับคน กทม. ที่กรุงเทพโพลล์ระบุว่า 64.9% ต้องการให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งก่อนหน้านี้คณะสมัชชาปฏิรูปและคณะกรรมการปฏิรูปประเทศก็แถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะในภาคใต้หากต้องการสร้างความปรองดองและยุติความรุนแรง

แต่นายอภิสิทธิ์ก็ยังไม่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จนมีการตั้งคำถามว่าเป็นเพราะนายอภิสิทธิ์ เสพติดอำนาจหรือเกรงกลัวกองทัพ?

คอร์รัปชันยิ่งกว่ายุคทักษิณ

นอกจากใช้เงินมหาศาลไปกับกองทัพแล้ว รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ยังถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน หรือพฤติกรรมของรัฐมนตรีหลายคน ที่มีข่าวพาดพิงเรื่องคอร์รัปชัน หรือการใช้อำนาจการเมืองแทรก แซงการโยกย้ายข้าราชการจนข้าราชการส่วนใหญ่ท้อแท้ แต่นายอภิสิทธิ์ก็ไม่กล้าแตะต้อง

เช่นเดียวกับคน กทม. ที่ถือว่าเป็นคนมีความรู้และมีอิทธิพลอย่างมากกับการทำงานของรัฐบาล แต่กลับไม่สนใจที่จะออกมาขับไล่นักการเมืองเลวๆ ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับคนรากหญ้าวันนี้ ที่พร้อมจะต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความยุติธรรมและประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ใช่งอมืองอเท้าเห็นแก่ผลประโยชน์ของตัวเองโดยไม่ใส่ใจอะไรเลย แม้แต่การเลือกตั้ง ส.ก. และ ส.ข. ที่ผ่านมาซึ่งมีผู้ใช้สิทธิประมาณ 40% แต่อีก 60% นอนหลับทับสิทธิ

แม้แต่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ยังโจมตีว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์มีการคอร์รัปชันมากกว่ายุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะยุคนั้น พ.ต.ท.ทักษิณกินคนเดียว แต่สมัยนี้กินแบบบูรณาการ แบ่งกันเป็นกระทรวง จึงไม่มียุคไหนที่มีการ คอร์รัปชันมากเท่ายุคประชาธิปัตย์เป็นหัวหน้ารัฐบาล เพราะคอร์รัปชันกันทุกพรรค

การโจมตีรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ไม่ได้แตกต่างจากฝ่ายค้าน นักวิชาการ และภาคประชาชนที่เห็นว่านายอภิสิทธิ์เป็นแค่  “ผู้นำหุ่นเชิด” ที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง ทั้งยังกลัวจะสูญเสียอำนาจจึงไม่กล้าแตะต้องพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งที่รัฐมนตรีหรือคนในพรรคร่วมรัฐบาลจำนวนไม่น้อยมีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตคอร์รัปชัน หรือใช้อำนาจแทรกแซงและเล่นพรรคเล่นพวกจากการแต่งตั้งโยกย้าย และการทำงานของ ข้าราชการอย่างชัดเจน

กฎเหล็กขึ้นสนิม

โดยเฉพาะการโยกย้ายในกระทรวงมหาดไทย ที่มีข้าราชการระดับสูงออกมาแถลงโจมตี หรือกรณีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) วินิจฉัยว่าการแต่งตั้งนายอำเภอระดับ 9 จำนวน 41 คน ไม่ชอบธรรม แต่นายอภิสิทธิ์ก็ใช้วาทกรรมแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ระบุเพียงว่าได้กำชับรัฐมนตรีทุกกระทรวง ว่าต้องยึดหลักคุณธรรม

ขณะที่ข่าวการใช้เงินงบประมาณเพื่อแลกกับการย้ายพรรคของ ส.ส. ซึ่งนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ยกกรณีนายนที สุทินเผือก หรือกรุง ศรีวิไล และนายจิรพันธ์ ลิ้มสกุลศิริรัตน์ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ที่ประกาศย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทยว่าเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า มีการซื้อขาย ส.ส. ทั้งทางตรงและทางอ้อมจริง เพราะนายนทีและนายจิรพันธ์ให้สัมภาษณ์ว่าต้องการงบประมาณไปให้กับประชาชน จึงย้ายพรรค แต่เงินงบประมาณไม่ใช่เงินของพรรคภูมิใจไทย เป็นเงินภาษีของประชาชนที่ไม่ควรเอาไปใช้เพื่อหาประโยชน์ใส่ตัว ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไร้เกียรติ ขณะที่นายสุเทพอ้างว่า ส.ส. ย้ายพรรคเป็นเรื่องปรกติและเป็นเรื่องอุดมการณ์ที่ตรงกัน หรืออยู่กับพรรคเดิมแล้วไม่สบายใจมากกว่า

กฎเหล็ก 9 ข้อที่นายอภิสิทธิ์ประกาศเป็นบรรทัดฐานในการทำงานของรัฐมนตรี จึงถูกวิจารณ์ว่ามีแต่สนิม และนายอภิสิทธิ์ก็ไม่มีน้ำยาอะไรเลย นอกจากตีหน้าหล่อเดินสายสร้างภาพให้กับตัวเอง

อย่างที่นายสนธิกล่าวว่า การตั้งงบประมาณรายจ่ายไว้สูงก็เพื่อให้นักการเมืองนำไปหาเสียง มีการแบ่งปันโครงการกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา โครงการถนนปลอดฝุ่นที่พรรคประชาธิปัตย์เคยคัดค้าน ก็ได้รับงบประมาณไปให้กระทรวงมหาดไทยถึง 4,000 ล้านบาท ขณะที่นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ในช่วงนี้ก็หัวเราะชอบใจชื่นชมนายอภิสิทธิ์มากเป็นพิเศษ เพราะกระทรวงที่พรรคดูแลได้งบประมาณเพิ่ม ฉะนั้นเมื่อนายอภิสิทธิ์ให้มีการปฏิรูปประเทศ นายสนธิ จึงเป็นคนแรกที่บอกว่าอย่าเพิ่งปฏิรูปประเทศ แต่ให้ปฏิรูปนักการเมืองก่อน

“นายอภิสิทธิ์นั่นแหละตัวดี เป็นหัวหน้าใหญ่ ใส่สูทผูกไท ทำตัวหล่อ แต่เปิดทางให้โจรเข้ามาปล้นชาติ การทำงบประมาณครั้งนี้พิสูจน์ชัดว่าเป็น การจัดงบเพื่อให้พรรคการเมืองเข้ามาถลุงและคอร์รัปชันฉ้อโกง”

ขบวนการล้มเลือกตั้ง

ระเบิดป่วนเมืองจึงถูกตั้งคำถามว่าใครทำ ทำไปเพื่ออะไร ไม่ว่าเสื้อแดงหรือเสื้อเหลืองทำแล้วได้อะไร แต่ในแง่รัฐบาลก็ไม่อาจปฏิเสธว่าหากยังมีระเบิดป่วนเมืองก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเท่ากับรัฐบาลและ ศอฉ. ก็มีอำนาจที่จะจัดการกับฝ่ายตรงข้ามต่อไป

แต่อีกด้านหนึ่ง ก็มีการโยงไปถึงกลุ่มอำนาจบางกลุ่มที่ไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่าจะมีการเลือกตั้งประมาณต้นปีหน้า แต่กลุ่มอำนาจนี้กลัวว่าหากการกวาดล้างคนเสื้อแดงและเครือข่ายทักษิณยังไม่สะเด็ดน้ำ โอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกก็เป็นไปได้สูง เพราะกระแสคนเสื้อแดงในภาคเหนือและอีสานขณะนี้ยังมีอยู่สูง

เหมือนการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ซึ่งยังอยู่ภายใต้อำนาจของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ซึ่งวางแผนบันได 4 ขั้นเพื่อสกัดระบอบทักษิณไม่ให้ผุดให้เกิด แต่ปรากฏว่าพรรคพลังประชาชนได้เสียงข้างมากและได้จัดตั้งรัฐบาล

แม้ในที่สุดกลุ่มรัฐประหาร จะสามารถใช้กลไกต่างๆจนทำให้ยุบพรรคพลังประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล โดยนายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่รัฐบาลเสียงข้างมากของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย

วันนี้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์จึงไม่ได้เป็นรัฐบาลของประชาชนอย่างแท้จริง แต่เป็นรัฐบาลในระบอบรัฐประหารตามบันได 4 ขั้นของ คมช. ซึ่งกองทัพยังมีอำนาจทางการเมือง และพร้อมจะปราบปรามประชาชนที่ออกมาเรียกร้องความยุติธรรมและประชาธิปไตย อย่างเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” ที่มีผู้เสียชีวิตถึง 91 ราย บาดเจ็บและพิการเกือบ 2,000 ราย

แม้แต่การเลือกตั้งซ่อมเขต 6 กทม. และการเลือกตั้ง ส.ก. และ ส.ข. ก็เห็นทหารเข้ามาควบคุมการเลือกตั้งอย่างเข้มงวดภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งไม่ใช่บรรยากาศของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นบรรยากาศของระบอบรัฐประหารมากกว่า

แต่เชื่อว่าไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว พรรคประชาธิปัตย์จะถูกยุบพรรคหรือไม่ หรือจะมีการอุปโลกน์พรรคการเมืองใดขึ้นมาแทนพรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ก็ตาม อำนาจทางการเมืองก็ยังต้องอยู่ภายใต้กองทัพต่อไป

การเคลื่อนไหวของคนบางกลุ่มที่ไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้งหรือจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เช่นเดียวกับการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งผู้นำกองทัพและกลุ่มอำนาจที่อยู่เบื้องหลังคงไม่โง่ที่จะทำลายตัวเอง เพราะวันนี้ประเทศไทยก็ไม่ต่างกับรัฐประหารเงียบอยู่แล้ว ศอฉ. ก็ไม่ต่างอะไรกับ คมช.

ขณะที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็มีอำนาจไม่ต่างอะไรกับประกาศคณะปฏิวัติรัฐประหาร ศอฉ. จึงมีอำนาจที่จะกล่าวหา กลั่นแกล้ง และจับกุมบุคคลใดก็ได้ที่สงสัยหรือไม่พอใจ รวมทั้งสิทธิเสรีภาพของประชาชนและการปิดปากสื่อ ซึ่งแทนที่สังคมไทยโดยเฉพาะคนในเมืองหลวง จะออกมาต่อต้านแต่กลับยอมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยกับประเทศไทย

ขู่ปิดสื่อยักษ์สีเขียว

อย่างกรณีที่ พ.อ.สรรเสริญ ออกมาขู่ว่าจะปิดหนังสือพิมพ์ที่มีเนื้อหาหมิ่นเหม่ 2 ฉบับ ฉบับแรกระบุชัดเจนว่าเป็นสื่อเสื้อแดง คือหนังสือเรดพาวเวอร์ ซึ่งมีเนื้อหาโจมตีนายทหารระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ส่วนอีกฉบับคือหนังสือพิมพ์หัวสี โดยระบุว่าที่ประชุม ศอฉ. รายงานว่ามีสื่อสิ่งพิมพ์บางฉบับเสนอข้อมูลบิดเบือนจากข้อเท็จจริง ทำให้ประชาชนเกิดความวิตกกังวล เกิดการแบ่งแยก หรือเสนอข่าว ในลักษณะหมิ่นเหม่ จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่ง ศอฉ. ได้ติดตามพฤติกรรมมาโดยตลอด และจะมีการแจ้งความดำเนินคดีกับสื่อสิ่งพิมพ์ดังกล่าว ถ้ามีความจำเป็นก็จะดำเนินการในขั้นเด็ดขาด เช่น ระบุว่ามีคนมีสีไล่ล่าคนเสื้อแดงและข่มขู่ให้หยุดการเคลื่อนไหว

“คนมีสีในสามัญสำนึกน่าจะหมายถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ซึ่งการชี้นำอย่างนี้ทำให้สังคมเกิดความเคลือบแคลง และเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ต้องการไล่ล่าคนเสื้อแดง ซึ่งเบื้องต้นจะมีการเตือนการนำเสนอข่าวดังกล่าว และอาจมีการแจ้งความดำเนินคดี หากยังไม่ยุติการกระทำดังกล่าวจะต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาดตามกฎหมาย”

แม้ พ.อ.สรรเสริญจะไม่ระบุว่าหนังสือพิมพ์หัวสีเป็นฉบับใด แต่มีรายงานข่าวว่าเป็นหนังสือพิมพ์ไทยรัฐที่เสนอข่าวยิงการ์ด นปช. ที่เชียงใหม่เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ที่จังหวัดเชียงใหม่มีกลุ่มคนมีสีตั้งหน่วยไล่ล่าคนเสื้อแดงขึ้นมา ทั้งยังนำกำลังค้นบ้านเรือนบนดอยที่มีแกนนำเสื้อแดงอาศัยอยู่ พร้อมข่มขู่ห้ามคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวในพื้นที่อย่างเด็ดขาด

คำขู่ของ ศอฉ. ที่แถลงว่าอาจปิดหนังสือพิมพ์หัวสีเขียวอันดับ 1 ของประเทศนั้น อย่างน้อยก็สะท้อนให้เห็นว่า ศอฉ. เหิมเกริมในอำนาจมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะโฆษก ศอฉ. ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดกับบุคลิกในการแถลงข่าว แม้นายสุเทพจะออกมาแก้ข่าวภายหลังว่า สิ่งพิมพ์ที่จะถูกปิดไม่ใช่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เพียงสั่งให้ ศอฉ. ไปชี้แจงกับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ที่รายงานข่าวว่ามีการ์ดของเสื้อแดงที่เชียงใหม่ถูกยิง แล้วเขียนเรื่อยเปื่อยไปว่ามีกลุ่มคนมีสีไล่ล่าเสื้อแดง ซึ่งคนมีสีในประเทศไทยมีเพียง 2 สีคือ สีเขียวกับสีกากี จึงอาจทำให้คนเข้าใจผิด แต่สั่งให้ดำเนินการกับหนังสือเรดพาวเวอร์

เมื่อถูกถามว่าทำไม ศอฉ.ไม่ปิดทั้งหมด นายสุเทพอ้างว่า เราเคารพความแตกต่างทางความคิดอยู่แล้ว สื่อมวลชนที่สัมภาษณ์อยู่ทุกวันก็มีความคิดต่างกันเยอะ ซึ่งก็รู้สึกเจ็บและบางครั้งก็ได้สติ แต่ก็รับได้ แต่บางคนเจตนาร้ายต่อบ้านเมือง ซึ่งยอมไม่ได้ และไม่ได้ทำงานตามอำเภอใจหรือลุแก่อำนาจ

ไม่มีความรักไม่มีทางสำเร็จ

“อำนาจโดยไม่มีความรักจะระห่ำและกดขี่ การแก้ปัญหาด้วยอำนาจโดยไม่มีความรักจึงไม่มีทางสำเร็จ”

เป็นคำกล่าวของ “มาร์ติน ลูเธอร์ คิง” ผู้นำผิวสีที่เรียกร้องสิทธิมนุษยชนในสหรัฐและเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งนายอดัม คาเฮน ผู้เชี่ยวชาญกระบวนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในหลายประเทศทั่วโลก หยิบยกขึ้นมาในการสัมมนาเรื่อง “เราจะส่งมอบประเทศไทยแบบไหนให้ลูกหลาน” ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

แม้นายคาเฮนจะไม่ได้ศึกษาปัญหาวิกฤตของไทยอย่างลึกซึ้ง แต่การนำคำพูดอมตะของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง มาอธิบายก็ทำให้เห็นสถานการณ์ความขัดแย้งในสังคมไทยได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะรัฐบาลและกลุ่มอำนาจ ที่เต็มไปด้วยความอคติและใช้อำนาจโดยปราศจาก เมตตาธรรม ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากเหตุการณ์ “เมษา- พฤษภาอำมหิต” ซึ่งนายคาเฮน ก็ไม่ปฏิเสธการใช้อำนาจ แต่การใช้อำนาจต้องมีความรักด้วย

“หากใช้โดยขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปจะทำให้ปัญหายิ่งลุกลาม”

การเมืองระบอบรัฐประหาร

แต่คำพูดของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง และนายคาเฮนคงยากที่จะทำให้นายอภิสิทธิ์ดวงตาเห็นธรรม ไม่ใช่เพราะไม่ยอมรับว่าเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างไม่สง่างาม ที่ไม่ได้มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน แล้วยังไม่มีแม้แต่คำ “ขอโทษ” กับประชาชนที่ทำให้คนไทยต้องเสียชีวิตถึง 91 ราย บาดเจ็บและพิการเกือบ 2,000 ราย ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับนางจูเลีย กิลลาร์ด นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของออสเตรเลีย ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่อจากนายเควิน รัดด์ ที่ลาออก แต่กลับประกาศยุบสภา เพราะต้องการเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากคะแนนเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง

แต่นายอภิสิทธิ์คงไม่สนใจ หรืออาย “ผู้หญิง” อย่างจูเลีย กิลลาร์ด เพราะวันนี้นายอภิสิทธิ์ ก็ยังเดินโชว์ความหล่อเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองว่าเป็น “นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย” ทั้งที่เป็นอำนาจภายใต้ “การเมืองระบอบรัฐประหาร” ที่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้คอยไล่ล่าและกวาดล้างคนเสื้อแดงและฝ่ายตรงข้าม โดยไม่ใส่ใจว่าจะมีเสียงประณามว่าเป็น “ทรราช” หรือ “ฆาตกร”!

ขณะที่ผู้นำกองทัพก็ต้องตั้งคำถามตัวเองว่าบทบาทของกองทัพวันนี้ยังเป็นกองทัพของประชาชนหรือกองทัพของใคร?

ที่ผ่านมาประเทศชาติก็พินาศหายนะเพราะการปฏิวัติรัฐประหารและผู้นำกองทัพบางคนที่ต้องการเข้ามามีอำนาจ และผลประโยชน์ทางการเมืองแทบทั้งสิ้น

ดังนั้น หากกองทัพยังไม่แยกออกจากการเมืองอย่างเด็ดขาด ก็คงจะไม่พ้นข้อครหาทำ “ธุรกิจการเมือง”กับ “ธุรกิจกองทัพ” ซึ่งไม่ต่างกับ “การคอร์รัปชัน” แต่โหดร้ายอำมหิตกว่ายิ่งนัก

เพราะเป็น “ธุรกิจค้าความตาย” ภายใต้รองเท้าบู๊ตที่มีชีวิตของประชาชนเป็นสินค้า และมีหายนะของชาติเป็นบริการเสริม?




Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s