สู้เพื่อความเป็นธรรมให้คนตาย

สู้เพื่อความเป็นธรรมให้คนตาย
ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข วันที่ 4 – 10 กันยายน พ.ศ. 2553 หน้า 16
คอลัมน์ : ฟังจากปาก
โดย : กิตติพิชญ์ ยิ่งวรการสุข

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ยืนยันว่าจะต่อสู้เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับคนเสื้อแดงที่เสียชีวิตในการสลายการชุมนุมต่อไป เพราะการที่รัฐบาลสั่งฆ่าประชาชนถือว่าเขาเหล่านั้นเป็นทรราช และให้รัฐบาลระวังให้ดีเมื่อเขาหมดความอดทนจะระเบิดออกมา

ภาพรวมคดี 91 ศพ

เท่าที่ดูการดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีการเสียชีวิตของกลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน หรือกลุ่มคนเสื้อแดง 91 ศพ ของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ซึ่งจริงๆแล้วการสอบสวนต้องเริ่มตั้งแต่เหตุการณ์สลายการชุมนุมในเดือน เม.ย. เพราะมีผู้เสียชีวิตครั้งแรก จนถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุม 19 พ.ค. ที่มีผู้ชุมนุมเสียชีวิตมาโดยตลอด และที่ชัดเจนแล้วคือเหตุการณ์ 10 เม.ย. ทั้งหมดเสียชีวิตด้วยฝีมือทหาร เพราะเป็นที่ชัดเจนว่าถูกกระสุนเอ็ม 16 กับกระสุนปืนทราโว่ คือปืน 2 ชนิดนี้ใช้กระสุนแบบเดียวกันได้

แม้ตรงนี้จะยังไม่มีการหาข้อสรุป มีการชันสูตรพลิกศพไปบ้าง ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าลักษณะการเสียชีวิตเป็นแบบไหน คือโดนกระสุนที่หน้าอกส่วนใหญ่ ดังนั้น เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นการเสียชีวิตจากการเข้ามาสลายการชุมนุมจนถึงเหตุการณ์ 19 พ.ค. ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ที่สำคัญจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยข้อเท็จจริงว่าหน่วยไหนเป็นคนเอากำลังทหารเข้ามา ใช้กำลังทหารกี่นาย ใช้กระสุนไปกี่นัด แม้กระทั่งผลการชันสูตรก็ยังอึมครึมไม่ชัดเจน นี่เป็นปัญหาทางการเมือง หรือกรณีรัฐมนตรีญี่ปุ่นเดินทางมาคารวะสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นที่เสียชีวิตของนักข่าวญี่ปุ่น ก็หมายความว่าคนต่างประเทศเห็นคุณค่าของผู้เสียชีวิตของเขามาก

แต่วันนี้แม้กระทั่งความจริงหรือตัวนายอภิสิทธิ์ยังไม่ได้แสดงความรับผิดชอบใดๆ ตรงนี้เห็นได้ชัดเจน ว่ามีความแตกต่างในเรื่องคุณค่าหรือมุมมองที่มีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมคิดว่าขณะนี้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลชุดนี้ในสายตาของต่างประเทศเรียกได้ว่าติดลบแบบติดดิน ไม่เหลืออะไรแล้ว โดยเฉพาะความน่าเชื่อถือ การที่รัฐบาลกล้าฆ่าคนมันหมดไป แม้กระทั่งปรัชญาของพรรคประชาธิปัตย์ที่ว่า ประชาชนต้องมาก่อน กลายเป็นว่าประชาชนต้องตายก่อน การที่คุณกล้าสังหารคนแม้กระทั่งเป็นผู้ก่อการร้ายจริงๆก็ผิดแล้ว เมื่อรัฐบาลกล้าฆ่าคนตายได้เพื่ออำนาจของตนเองเขาเรียกว่าทรราช

บทบาทของดีเอสไอ

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีความชัดเจนแล้วว่าทำหน้าที่เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่ม นปช. ที่ชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าฯและราชประสงค์ ซึ่งการทำหน้าที่นี้ก็เพื่อตอบสนองความต้องการของฝ่ายรัฐบาลที่จะเล่นงาน นปช. ตรงนี้ถือว่าดีเอสไอเป็นคู่ขัดแย้ง เพราะดีเอสไอเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) การให้ดีเอสไอมาเป็นผู้ดำเนินคดีและชันสูตรหรือดำเนินการใดๆทั้งที่ตัวเองเป็นคู่ขัดแย้ง ผลสรุปจะออกมาแบบไหน ในเมื่อคู่ขัดแย้งคือ ศอฉ. ในนามของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการเสียชีวิต ผมเห็นว่าผลการดำเนินการไม่อาจหาข้อยุติได้

ความจริงเรื่องนี้ต้องดำเนินการตั้งแต่การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาสลายการชุมนุมถูกหรือผิด 2.ทำไมรัฐบาลจึงเลือกใช้ความรุนแรงแทนการเจรจา ทั้งๆที่มีกลุ่มสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เข้าไปถึงจุดที่กำลังเจรจาแล้ว และแกนนำก็กำลังรับเงื่อนไขการเจรจา ถึงตรงนี้เราต้องมาพิจารณาว่าดีเอสไอไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะเป็นผู้ดำเนินคดี เพราะเป็นคู่ขัดแย้ง การดำเนินการของดีเอสไอจึงไม่มีความชอบธรรม แม้แต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ก็ยังคงใช้ดีเอสไอต่อไปเพื่อทำให้ความจริงไม่ปรากฏ และโยนความผิดให้คนเสื้อแดง ทำให้เรื่องนี้ไม่มีความชัดเจน ทั้งๆที่การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินกับการใช้กำลังทหารมันผิดหลักการสลายการชุมนุมตั้งแต่ต้น

การสลายการชุมนุมมีขั้นตอนตามหลักสากลจากเบาไปหาหนัก และต้องใช้ตำรวจปราบปรามจลาจลที่เป็นผู้ผ่านการฝึกซ้อม ผ่านการฝึกฝนที่จะสลายการชุมนุม แต่การใช้กำลังทหารถือเป็นความป่าเถื่อน ความล้าหลัง และเมื่อมาดูมาตรการก็พบว่าเป็นมาตรการทางสงคราม ไม่ใช่มาตรการสลายการชุมนุม เช่น ใช้คำว่า “กระชับวงล้อม” เป็นภาษาทางสงคราม และเมื่อไปดูภาพยนตร์สงครามในอดีตก็จะใช้วิธีการปิดล้อมคู่ต่อสู้หรือข้าศึกก่อน ทำให้ขาดเสบียง ไม่สามารถมีกำลังเพิ่มเติมได้ เป็นวิธีคิดแบบการทำสงคราม แล้วค่อยๆบุกเข้าไปเมื่อข้าศึกอยู่ในภาวะปวกเปียกหรือในภาวะที่หิวโหย หมดขวัญกำลังใจ

รัฐบาลวางแผนการสลายการชุมนุมแบบการทำสงคราม เช่น การยิงคนไม่ให้เข้าไปร่วมชุมนุม มาตรการกระชับวงล้อม และการเด็ดหัวผู้นำอย่าง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง การวางแผนนี้คือการทำสงคราม การใช้สไนเปอร์ยิงการ์ดหรือแกนนำหัวหน้าการ์ดคือมาตรการทางการสงคราม ตรงนี้ผิดตั้งแต่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ผิดตั้งแต่การใช้กำลังทหาร และผิดทั้งมาตรการในการสลายการชุมนุมที่ไม่ได้เคารพกติกาสากลและหลักสิทธิ มนุษยชน สุดท้ายรัฐบาลนายอภิสิทธิ์มองพวกเขาเหมือนกับสัตว์เดรัจฉาน เขาถึงกล้ายิง ถ้ารัฐบาลมองคนเสื้อแดงเป็นคนไทยเหมือนกันไม่มีใครกล้ายิงแน่

แม้ว่าเขาเป็นผู้ก่อการร้าย แต่มิติผู้ก่อการร้ายก็เกิดขึ้นหลังจากการใช้ทหารปราบปราม จนถึงวันนี้รัฐบาลก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครคือผู้ก่อการร้ายตัวจริง แต่รัฐบาลได้ดำเนินการปราบปราม ทั้งๆที่ยังมองไม่เห็นว่าผู้ก่อการร้ายอยู่ตรงไหน ถือว่าผิดในกระบวนการยุติธรรมด้วย ดังนั้น ขอเตือนว่าบทสรุปของดีเอสไอจะเหมือนกับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ สุดท้ายใครก็ตามที่มีส่วนร่วมในการทำให้เหตุการณ์นี้กลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ชอบธรรม ถ้าวันหนึ่งเกิดมีการพิสูจน์ในภายหลังไม่ว่าจะ 10-20 ปีข้างหน้า คนที่เกี่ยวข้องต้องได้รับผลแห่งกรรม ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม สุดท้ายต้องเอาเข้าคุกหมด เพราะความจริงปกปิดไม่ได้

สู้เพื่อความเป็นธรรมให้คนตาย

การต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้ผู้ที่เสียชีวิตของกลุ่มคนเสื้อแดงมีหลายด้าน ด้านหนึ่งคือการทำข้อเท็จจริงในระดับสากล เช่น ศาลอาญาระหว่างประเทศ ตรงนี้ก็มีการดำเนินการอยู่ หรือผู้เสียหายจะดำเนินการฟ้องร้องด้วยตัวเองในเรื่องนี้ ข้อเท็จจริงเหล่านี้จะได้ศึกษาและรวบรวมกันต่อไป แม้ในทางปฏิบัติยังมีความยากลำบากเพราะรัฐบาลยังไม่ยอมเปิดเผยความจริง และพยายามวิ่งหนีโดยการคุกคามกลุ่มคนที่เคลื่อนไหว เช่น กลุ่มวันอาทิตย์สีแดงของนายสมบัติ บุญงามอนงค์ โดยใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่เราก็ต้องทำไปเรื่อยๆ อย่างน้อยคนจำนวนมากที่เป็นประจักษ์ยังมีชีวิตและยังบอกเล่าเก้าสิบกัน

แม้รัฐบาลจะกดดันคนเสื้อแดงตลอดเวลาเพื่อยับยั้งการเคลื่อนไหว เช่น การเร่งรัดการดำเนินคดี ซึ่งนายสมบัติโดนไป 2 คดี ส่วนผมโดนไป 1 คดี และพยายามสกัดกั้นและข่มขู่ว่าจะใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่เรายังเชื่อมั่นว่าการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมให้กับผู้ที่เสียชีวิตยังมีโอกาสชนะ เพราะเราชนะตั้งแต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว และชนะในแง่ข้อเท็จจริง เพราะใน 91 ศพไม่มีใครเป็นผู้ก่อการร้าย และที่ปรากฏชัดที่สุดคือ 6 คนที่โดนยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนารามฯมีทั้งหน่วยกู้ภัย พยาบาล นี่ยังเป็นความผิดอยู่ ส่วนนี้รัฐบาลไม่กล้าพูดถึง ตรงนี้เป็นพยานบอกได้ว่าความโหดเหี้ยมอำมหิตเกิดในรัฐบาลนี้ ไม่มีใครรับผิดชอบ และพยายามบิดเบือนกันต่อไป

เสื้อแดงจะขับไล่รัฐบาลต่อไป

ภาคประชาชนและกลุ่มคนเสื้อแดงมีการเคลื่อนไหวต่อต้านและขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ตลอดเวลา วันนี้ได้พิสูจน์แล้วว่ายังไม่ได้ละทิ้งความคิด ซึ่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ก็บอกว่าคนเสื้อแดงยังมีการเคลื่อนไหวอยู่ แต่มองการเคลื่อนไหวนั้นด้วยสายตาของคนหวาดผวา ไม่ได้มองด้วยสิทธิเสรีภาพของพวกเขา ไม่ได้มองเขาเป็นมนุษย์ ซึ่งเขาควรจะเคียดแค้นชิงชังรัฐบาลที่ญาติพี่น้องและเพื่อนของเขาตาย ดังนั้น วันนี้รัฐบาลหวังอย่างเดียวว่าขอนั่งทับปล่องภูเขาไฟแล้วตะโกนบอกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้าวันนั้นมาถึงก็จะระเบิดตูมตามซ้ำ วันนี้ก็เริ่มมีแล้ว

เพราะฉะนั้นสถานการณ์ตอนนี้ของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์คือการนั่งอยู่บนปล่องภูเขาไฟ รอวันระเบิด และสถานการณ์ของรัฐบาลต่อไปจะทำให้ระบบทั้งระบบพังไปด้วย วันนี้รัฐบาลลากเอากองทัพมาใช้ประโยชน์จนได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลทหาร สร้างรัฐทหารขึ้นมา ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อสร้างความสะพรึงกลัว แล้วก็ปกครองด้วยการกดขี่ ซึ่งจะอยู่ได้ไม่นาน และมีการดึงเอาตุลาการเข้ามาใช้ประโยชน์ กระบวนการยุติธรรมก็สูญเสียต้นทุนความน่าเชื่อถือตั้งแต่ดีเอสไอ อัยการ ไปจนถึงศาล ความเป็นกลาง ความยุติธรรมหมดไป ทำให้ประชาชนไม่มีความหวัง จึงต้องต่อสู้ทุกรูปแบบทั้งบนดินใต้ดิน

ผมขอบอกว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นคนเพาะเชื้อความรุนแรงขึ้นในสังคม และจะไม่มีทางแก้ปัญหาได้ การเคลื่อนไหวในขณะนี้ รัฐบาลจะมองไม่เห็นเพราะเข้าไปกินถึงเนื้อในของรัฐบาลแล้ว คนในกองทัพ คนในระบบราชการ ลึกๆ เขาไม่พอใจ และประชาชนเมื่อถูกปิดกั้น เขาไปทำงานไม่เปิดเผย วันนี้ไม่รู้ว่าคนเหล่านี้คิดอะไรอยู่ คิดไปไกลขนาดไหนไม่มีใครรู้ ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งวันเปลี่ยนแปลงเองด้วย เพราะคุณทำให้คนเหล่านี้ไปสู้แบบใต้ดิน เขาก็ต้องสู้ในลักษณะที่ไม่เปิดเผย เพราะรัฐบาลปราบปรามและกดผู้ที่ต่อสู้โดยเปิดเผย แล้ววันนี้ไม่รู้ว่าคนที่สู้โดยไม่เปิดเผยมีปริมาณเท่าไร ที่สำคัญไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่

เวลานี้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์อาจไม่รู้ว่าโครงสร้างของรัฐบาลอ่อนและเปราะบางมาก ไม่รู้จะล้มเมื่อไร เหมือนโดนปลวกกินแต่ไม่มีใครเห็นว่าบ้านหลังนี้โดนปลวกกินแล้ว พวกผมยังไม่รู้เลย แต่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะรัฐบาลผลักไสไล่ส่งเขาไปอยู่ในชนบท มีความคิดแบบรุนแรงมากขึ้น มีความคิดแบบปฏิเสธระบบมากขึ้น ปฏิเสธโครงสร้างและความคิดเก่าๆ อย่าว่าแต่ประชาชนเลย หน่วยงานของรัฐก็รู้ดี ตอนนี้นายอภิสิทธิ์อยู่ในอำนาจต่อไปจะฉุดให้ระบบพัง เชื่อว่ารัฐบาลรู้ดี และอยากให้ลองไปสำรวจในทางวิทยาศาสตร์ เช่น ไปชนบทดูจะพบว่าหมดแล้ว ผมคิดว่าคนคิดอะไรลึกซึ้งมากขึ้น

นักวิชาการตอนนี้อาจคิดไม่ทันว่าชาวบ้านไปไกลถึงไหน เขาสามารถอธิบายได้หมด ไม่ใช่เป็นแค่ตาสีตาสา เป็นไพร่ฟ้าอีกต่อไป เขาหยิ่งในความเป็นพลเมือง เขาเชื่อในศักดิ์ศรีความเป็นคนมากขึ้น เพราะคนพวกนี้อยู่ตามจุดต่างๆเป็นทั้งพ่อค้าแม่ขาย นายทุน นักธุรกิจ แท็กซี่ ครูบาอาจารย์ วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หรืออย่างนักศึกษาก็เริ่มออกมาเคลื่อนไหวแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้ก็ดูและรอเวลาอย่างเดียว ส่วนจะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงถึงขั้นนองเลือดอีกครั้งหรือไม่นั้นไม่มีใครรู้ หวังอย่างเดียวว่าจะหยุดการนองเลือด และหวังว่าจะเปลี่ยนผ่านโดยสันติ เราจึงต่อสู้อย่างเปิดเผยและพยายามเตือนรัฐบาล

ถ้ารัฐบาลยังยื้อและยังหวงในอำนาจ ประชาชนจะไม่ไปเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ แต่จะฉุดระบบการเมืองไปด้วย โครงสร้างทางสังคมจะเอาไว้ไม่อยู่ เพราะความยุติธรรมไม่มีแล้ว เขาก็ไปใช้แนวทางของเขา จะส่งผลให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์และระบอบอำมาตย์ที่หนุนหลังอยู่ต้องพบจุดจบ ซึ่งตอนนี้ก็มีข้อเรียกร้องที่เริ่มพูดกันแล้วคือให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง นปช. ทุกคน การเป็นนักโทษการเมืองหมายถึงคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างแต่ถูกระบบเผด็จการจับกุมคุมขัง ซึ่งในสังคมประชาธิปไตยถือว่านี่คือบทสะท้อนของความเป็นเผด็จการ เขาไม่ถือว่าคนเหล่านี้คือใครนอกจากเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

เขาพูดถึงการปฏิรูประบบศาลยุติธรรม เช่น ต้องการให้ประธานศาลฎีกามาจากการรับรองของ ส.ว. หรือ ส.ส. แบบสหรัฐ เริ่มมีการพูดถึงระบบลูกขุน คือต้องการนำระบบคณะลูกขุนมาไต่สวนในข้อขัดแย้งหรือในคดีต่างๆ เพื่อให้ประชาชนเข้ามาดูแลหรือมีส่วนในการกำหนดเข้ามาอยู่ในกระบวนการยุติธรรม เพราะตอนนี้อำนาจตุลาการเป็นอำนาจที่ลอยจากประชาชน เป็นอำนาจที่ต่อเนื่องดั้งเดิมมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นอำนาจเดียวที่ไม่มีอะไรเชื่อมโยงกับประชาชน ยังเป็นอำนาจขุนนาง อำนาจราชการ เช่น ผู้พิพากษามาจากกรรมการตุลาการ (กต.) เขาก็อยากเปลี่ยน ต้องมาจากการรับรองจาก ส.ว. และ ส.ส. เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงในอำนาจระหว่างตุลาการกับประชาชน

ถ้าเปลี่ยนได้จะเป็นอย่างไร

เรากำลังเข้าสู่ยุคแสวงหา ยังไม่รู้ว่าจะเป็นแบบไหน ถ้าเป็นแบบเมื่อก่อนเขาเรียกว่ายุครุ่งเรืองทางปัญญา คนในยุโรปก่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็เป็นยุคนี้ ยุคที่ประชาชนคิดถึงทางเลือกทางออกของสังคมไทย ก็จะมีนักปรัชญาเกิดขึ้นทางสังคมเยอะแยะไปหมด และนักคิดปัญญาชนก็จะมาพูดคุยเพื่อทำการบ้านและแสวงหากันเพื่อปฏิรูปประเทศไทยอย่างจริงจัง ขณะนี้สมัชชา 19 พ.ค. และคณาจารย์ต่างๆต้องพูดคุยและเสนอทางออก ซึ่งการปฏิรูปประเทศไทยก็จะเกิดขึ้น การเปลี่ยนผ่านแบบสันติก็จะเกิดขึ้นด้วย นั่นหมายความว่าดีที่สุดคือผู้ปกครองยินยอม กองทัพต้องหยุดรับใช้อำมาตย์ เป็นกองทัพของประชาชน

นอกจากนี้ผมอยากฝากถึงภาคประชาชนและกลุ่มแนวร่วมที่กำลังต่อสู้กับรัฐบาลระบอบอำมาตย์ในขณะนี้ว่า ประชาชนต้องมองให้ไกลขึ้น ข้ามพ้นความคิด ความเชื่อ บารมีบุคคล ข้ามพ้นความเป็นทักษิณ ข้ามพ้นบารมีบุคคลที่คาดหวังว่าจะมีใครมาทำให้โดยเราลุกขึ้นมารวมตัวกัน และเคลื่อนไหวเพื่อสังคมเปลี่ยนผ่านโดยสันติ ซึ่งต้องใช้เวลาและความอดทนอดกลั้นสูงมาก และผมเชื่อว่าวันนั้นกำลังจะมาถึงแล้ว



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s