ศาลาไทย? ‘รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย’จึงเป็นกฎหมายสูงสุดรองจาก ‘รัฏฐาธิปัตย์’กฎหมายที่มาจากรัฐประหาร

ศาลาไทย? ‘รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย’จึงเป็นกฎหมายสูงสุดรองจาก ‘รัฏฐาธิปัตย์’กฎหมายที่มาจากรัฐประหาร
ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 278 วันที่ 25 กันยายน – 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553 หน้า 8
คอลัมน์ : เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน

“ใน พ.ศ. 2501 คณะปฏิวัติได้ยึดอำนาจการปกครองประเทศไทยได้เป็นผลสำเร็จ หัวหน้าคณะปฏิวัติย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบ้านเมือง ข้อความใดที่หัวหน้าคณะปฏิวัติสั่งบังคับประชาชนก็ต้องถือว่าเป็นกฎหมาย แม้พระมหากษัตริย์จะมิได้ทรงตราออกด้วยคำแนะนำหรือยินยอมของสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม”

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1662/2505 จึงเป็นที่มาของความชอบธรรมของคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหาร ซึ่งศาลฎีกาทำให้ศาลไทยยอมรับอำนาจและการดำรงอยู่ของคณะรัฐประหาร แม้คณะรัฐประหารนั้นจะไม่ได้ดำรงอยู่แล้วก็ตาม อย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1234/2523 วินิจฉัยไว้ว่า

“แม้จะมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยออกประกาศใช้แล้วก็ตาม แต่ก็หาได้มีกฎหมายยกเลิกประกาศหรือคำสั่งคณะปฏิวัติหรือคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินไม่ ประกาศหรือคำสั่งนั้นจึงยังคงเป็นกฎหมายใช้บังคับอยู่”

ศาลกับวงจรอุบาทว์

ในวันครบรอบ “4 ปีรัฐประหาร 19 กันยา 4 เดือนพฤษภาอำมหิต” ซึ่งมีคนเสื้อแดงนับหมื่นมาร่วมชุมนุมจนแน่นแยกราชประสงค์โดยไม่มีแกนนำนั้น สะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงการไม่ยอมรับปัญหา 2 มาตรฐาน ความอยุติธรรมและไม่เป็นประชาธิปไตยในสังคมไทยขณะนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะเป็น 4 ปีของการยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ และปล้นประชาธิปไตยไปจากประชาชน

รัฐประหาร 19 กันยายนยังหมกเม็ดด้วยการเป็นท่ออำนาจผ่าน ส.ว. และองค์กรอิสระ ที่ถูกมองว่าแต่งตั้งตามใบสั่งของคณะรัฐประหารหรือ “กลุ่มผู้มีอำนาจ” การบัญญัติในบทเฉพาะกาลให้ต่ออายุผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะหมดวาระปี 2558 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หมดวาระในปี 2556 และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) หมดวาระในปี 2556 เป็นต้น

เสาหลักที่พังทลาย

ที่สำคัญคือการดึงฝ่ายตุลาการเข้ามามีบทบาทในการสรรหา ส.ว. และสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็น กกต., ป.ป.ช., คตง. ฯลฯ ซึ่งนายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ปี 2540 เคยเตือนว่าอำนาจหน้าที่ที่เพิ่มขึ้นขององค์กรอิสระที่กลายเป็น “อำนาจที่ 4” แล้ว ยังไม่มีอำนาจจะเข้าไปตรวจสอบและคานดุลอีก เพราะองค์กรอิสระดึงอำนาจตุลาการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองโดยตรง ทำให้ไม่มีความเป็นอิสระอย่างชื่อ ในที่สุดอำนาจและผลประโยชน์ที่มีมากเกินไปจะทำลายความน่าเชื่อ ถือทั้งองค์กรอิสระและฝ่ายตุลาการ รวมถึงระบบพวกพ้องหรือ “ระบบอุปถัมภ์” ภายในแวดวงฝ่ายตุลาการในอนาคต เนื่องจากจะมีการวิ่งเต้นเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งในองค์กรต่างๆเพิ่มมากขึ้น

“ศาลเป็นเสาหลักของบ้านเมือง การที่ผู้พิพากษามีบทบาทมากขึ้น รวมถึงเกี่ยวพันทางการเมือง ซึ่งอาจจะประสบกับวิกฤตครั้งใหม่ คือความน่าเชื่อถือและสิทธิขาดที่เคยมีจะหายไป และสุดท้ายอาจจะทำให้เสาหลักของประเทศพังทลายลงทั้งหมด”

อำนาจไม่ชอบธรรม

4 ปีที่ผ่านมาจึงเกิดปรากฏการณ์ “ตุลาการภิวัฒน์” ที่กลายเป็นคู่ขัดแย้งกันและเผชิญหน้ากับองค์กรทางการเมืองไปโดยปริยาย โดยอ้างความชอบธรรมตามนิติรัฐ แต่มีคำถามกลับมาเช่นกันว่าองค์กรอิสระต่างๆ และศาลไทยนั้นมีความเป็นอิสระจริงหรือไม่

ขณะที่ศาลไทยไม่ปฏิเสธรัฐประหารว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ยังมีคำพิพากษาศาลฎีกาหลายกรณียอมรับการดำรงอยู่ของอำนาจคณะรัฐประหารมี สถานะเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” อีกด้วย ไม่ว่าจะฉีกรัฐธรรมนูญหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญเก่า ทั้งที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 63 บัญญัติชัดเจนว่า

“บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดย วิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้”

นอกจากนี้กฎหมายอาญา มาตรา 113 ยังระบุว่า

“ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อ (1) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ (2) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือ (3) แบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต”

สู้เพื่อตัวเอง-ไม่สู้เพื่อประชาชน?

มีคำถามว่าแล้วฝ่ายตุลาการหรือศาลไทยไม่คิดจะออกมาต่อสู้กับอำนาจที่ไม่ ชอบธรรมของอำนาจรัฐประหาร หรือคิดปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้ศาลเป็นที่พึ่งของประชาชน รวมทั้งใช้อำนาจตาม รัฐธรรมนูญตรวจสอบและควบคุมการใช้อำนาจรัฐ ไม่ใช่เตะลูกทิ้งหรือลื่นไหลไปตามสถานการณ์ แม้แต่คณะรัฐประหารจะล้ำเส้นความเป็นอิสระของศาล อย่างอำนาจมาตรา 17 สมัย “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตช์” หรือการตราธรรมนูญการปกครองชั่วคราวที่มีเนื้อหาขัดกับหลักนิติรัฐและ ประชาธิปไตย

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ฝ่ายตุลาการเคยลุกขึ้นมาต่อต้านประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 299 จากการยึดอำนาจวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 สมัย “จอมพลถนอม กิตติขจร” จนถึงขั้นชุมนุมประท้วง เพราะเนื้อหาประกาศดังกล่าวกระทบต่อการบริหารงานข้าราชการตุลาการด้วย การให้คุณให้โทษต่อคณะผู้พิพากษาได้ ผลการประท้วงทำให้คณะปฏิวัติต้องยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าว แต่เป็นเพียงครั้งแรกและครั้งเดียวที่ฝ่ายตุลาการออกมาคัด ค้านต่อต้านอำนาจของคณะรัฐประหาร เพราะกระทบต่อผลประโยชน์ของตนเอง ขณะที่ประกาศคณะรัฐประหารที่เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วนมีเนื้อหาไม่เป็นธรรม และไม่เป็นประชาธิปไตย ฝ่ายตุลาการกลับยอมรับ

วีรบุรุษตุลาการ

อย่างไรก็ตาม ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยควรแก่การแซ่ซ้องสรรเสริญคือ เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2552 มีเสียงข้างน้อยขององค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคือ นายกีรติ กาญจนรินทร์ แสดงความกล้าหาญด้วยการแสดงคำวินิจฉัยส่วนตนเป็นลายลักษณ์ อักษรในคดีนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปฏิเสธอำนาจคณะรัฐประหารอย่างชัดเจนว่าเป็นอำนาจที่ไม่ชอบธรรม หรือเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” ว่า

“การได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางของ ระบอบประชาธิปไตย กล่าวคือ การได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยความไม่ยินยอมพร้อมใจจากประชาชนส่วนใหญ่ เท่ากับเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย การปฏิวัติหรือรัฐประหารเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 ย่อมเป็นการได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทาง ของระบอบประชาธิปไตย

หากศาลรับรองอำนาจของบุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหารว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์แล้ว เท่ากับศาลไม่ได้รับใช้ประชาชน จากการใช้อำนาจโดยมิชอบ และเพิกเฉยต่อการปกปักรักษาประชาธิปไตยดังกล่าวมาข้างต้น ทั้งเป็นการละเลยหลักยุติธรรมตามธรรมชาติที่ว่าบุคคลใดจะรับประโยชน์จากความฉ้อฉลหรือความผิดของตนเองหาได้ไม่ รวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการปฏิวัติหรือรัฐประหารเป็นวงจรอุบาทว์อยู่ร่ำไป ยิ่งกว่านั้นยังเป็นช่องทางให้บุคคลหรือคณะบุคคลดังกล่าวยืมมือกฎหมายเข้ามาจัดการสิ่งต่างๆ”

หัวมังกุท้ายมังกร?

น่าเสียดายที่ความกล้าหาญดังกล่าวกลับไม่สามารถทำให้บรรดาตุลาการ นักกฎหมาย และฝ่ายการเมืองออกมาชำระความอัปยศนี้ แต่กลับปล่อยให้คำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารมีผลใช้บังคับต่อไป ทั้งที่ควรละอายกับการใช้กฎหมายและประกาศอัปยศของคณะรัฐประหาร และตระหนักดีว่านานาอารยประเทศไม่ยอมรับรัฐประหาร ซึ่งศาลไทยน่าจะใช้ความกล้าของนายกีรติทำลายความอัปยศนิติรัฐไทยให้หมดสิ้น โดยเริ่มต้นจากศาลต้องไม่ยอมรับรัฐประหารอย่างเด็ดขาด

นายปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้วิพากษ์วิจารณ์อำนาจ “รัฏฐาธิปัตย์” ว่าไม่ใช่ผ่านจากฝ่ายตุลาการปรกติเท่านั้น แต่ยังผ่านตุลาการรัฐธรรมนูญที่ยอมรับและเห็นดีเห็นงามกับการยึดอำนาจอีกด้วย โดยยกตัวอย่างการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ว่า

“บรรดา ส.ส.ร. คณะรัฐประหาร และพวกเสพสมกับคณะรัฐประหาร ต่างออกมาปกป้องมาตรา 309 ว่าไม่ได้รับรองการกระทำของคณะรัฐประหารและพวกเลย พวกเราโต้อย่างไรพวกมันก็เถียงมาว่าเราคิดไปเอง จินตนาการไปเอง กลางปี 2551 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้ชัดเจนว่า 309 มีฤทธิ์เดชอย่างไร เท่านั้นไม่พอในคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการรัฐธรรมนูญบางคนยังเขียนยอมรับรัฐประหารอย่างหน้าชื่นตาบานว่าเป็นธรรมเนียมการปกครองของไทยที่ยึดอำนาจ แล้วเป็นรัฏฐาธิปัตย์ บางคนเอาคำปรารภของรัฐธรรมนูญปี 2549 ของ คมช. มาใช้ บางคนเขียนพรรณนาว่าบ้านเมืองจะวิบัติเพราะการทุจริต และทั้ง 9 คน (ตุลาการรัฐธรรมนูญ) อ้าง 309 หมด

ผมจำได้ว่าตอนดีเบตร่างรัฐธรรมนูญ จรัญ ภักดีธนากุล ส.ส.ร. (ขณะนี้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ) โต้กับวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ว่ามาตรา 309 ไม่ได้รับรองรัฐประหาร และผลต่อเนื่องจากรัฐประหารให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต ลองมาดูคำวินิจฉัยส่วนตนของจรัญตอนเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกัน…

“เมื่อประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 เรื่อง การตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ลงวันที่ 30 กันยายน พุทธศักราช 2549 ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 มาตรา 36 ว่าชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญแล้ว การตราพระราชบัญญัติที่เป็นปัญหาในคดีนี้จึงเป็นเพียงการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว แม้จะได้กระทำหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ก็ต้องได้รับการรับรองตามบทเฉพาะกาล มาตรา 309 นี้ว่าเป็นการกระทำที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญเช่นกัน”

นายจรัญยังกล่าวว่า บ้านเมืองแย่แล้วเพราะทุจริต ทำให้ยากจน ไม่พัฒนา เพื่อโยงมาถึงความจำเป็นในการจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้ เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เพราะไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยระบบงานยุติธรรมปรกติที่ออกแบบมาสำหรับอาชญากรรม สามัญทั่วไปได้ โดยเฉพาะในขั้นตอนสืบสวนสอบสวนก่อนการพิจารณาคดีของฝ่ายตุลาการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ยังไม่มีอิสระและอำนาจเพียงพอที่จะตรวจสอบหรือ ดำเนินคดีต่อผู้มีฐานะและอำนาจระดับสูงเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ชัดเจนแต่หยาบคาย

ขณะที่นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตั้งข้อสังเกตว่า การที่ยึดคำพิพากษาฎีกาเป็นบรรทัดฐานว่าเมื่อคณะรัฐประหารทำการสำเร็จแล้ว ย่อมเป็นผู้ปกครองบ้านเมือง ข้อความใดที่ออกมาก็ถือว่าเป็นกฎหมาย แม้จะไม่ได้ลงพระปรมาภิไธย ทำให้ตุลาการไม่เคยตั้งคำถามต่อกฎหมายที่มีที่มาจากการรัฐประหารเลย เท่ากับส่งเสริมให้การรัฐประหารสืบทอดในสังคมต่อไปได้ จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียก ว่า “ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นโจร” ทำให้รูปแบบการยึดอำนาจเมื่อสำเร็จแล้วจะฉีกรัฐธรรมนูญ ยุบสภา จากนั้นออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับความผิดฐานกบฏของตัวเอง เพราะเมื่อมีการรัฐประหารเกิดขึ้นและหลายครั้งมีคนฟ้องร้องว่าการรัฐประหาร ผิดกฎหมาย แต่ท่าทีของศาลจะออกมาใน 2 ลักษณะคือ

ประการแรก ศาลจะวินิจฉัยว่าการกระทำผิด แต่ศาลไม่ลงโทษเพราะมีกฎหมายนิรโทษกรรม

ประการที่ 2 มีคำพิพากษาวินิจฉัยสถานะของรัฐบาลที่เกิดขึ้นหลังการยึดอำนาจ มีข้อพิพาทว่าใครเป็นรัฐบาลโดยชอบ ศาลระบุว่าบุคคลหรือคณะบุคคลที่ใช้อำนาจบริหารประเทศชาติสามารถรักษาความสงบสุขของบ้านเมืองไว้โดยปราศจากการขัดแย้งแย่งอำนาจก็คือรัฐบาลที่ชอบ

“คือรัฐบาลที่ตีหัวคนอื่นเรียบร้อยแล้วนั่นแหละคือรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมาย”

นอกจากนี้ท่าทีของฝ่ายนิติบัญญัติยังเป็นไปในทางเดียวกันในการยอมรับคำสั่งคณะรัฐประหารเป็นกฎหมายและผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมาย อย่างปี 2514 จอมพลถนอมยึดอำนาจตัวเอง แต่นายอุทัย พิมพ์ใจชน และนักการเมืองรวม 3 คน ฟ้องว่าจอมพลถนอมเป็นกบฏ แต่ศาลตัดสินว่าทั้ง 3 คน ไม่ใช่ผู้เสียหาย สิ่งที่น่าสนใจคือจอมพลถนอมออกคำสั่งจำคุกทั้ง 3 คน ให้ติดคุก 10 ปีโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม

เมื่อจอมพลถนอมสิ้นอำนาจลง กว่าจะดำเนินการถอนคำสั่งของจอมพลถนอมได้ องค์กรฝ่ายนิติบัญญัติต้องดำเนินการตามกระบวนการนิติบัญญัติจนครบทุกขั้นตอน ซึ่งเป็นการแสดงการยอมรับสถานะทางกฎหมายของคำสั่งที่อาศัยอำนาจของคณะรัฐประหาร เท่ากับยอมรับอำนาจคือธรรม

“เช่น นายวิษณุ เครืองาม ให้คำอธิบายว่า เวลาจะอธิบายว่าคำสั่งของคณะรัฐประหารให้ล้มล้างรัฐธรรมนูญ ถือให้คำสั่งนั้นเท่ากับรัฐธรรมนูญ เรียบง่าย ชัดเจน แต่หยาบคายต่อระบอบประชาธิปไตย”

สังคมดัดจริต?

วิกฤตบ้านเมืองวันนี้จึงไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าเป็นเพราะการรัฐประหารที่เกิดขึ้นนับสิบครั้งที่เป็นการกระทำที่เข้าข่ายเป็นกบฏ แต่สังคมไทยกลับยอมรับ โดยเฉพาะฝ่ายตุลาการที่รับรองว่าเป็นอำนาจ “รัฏฐาธิปัตย์” ทั้งที่เป็น “โจราธิปัตย์”

กว่าครึ่งศตวรรษสังคมไทยจึงอยู่ท่ามกลางความเกรงกลัวอำนาจ “โจราธิปัตย์” ความอยุติธรรมและ 2 มาตรฐาน เพราะมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่รองรับเหมือนยันต์กันผีไว้อย่างเหนียวแน่น ทั้งที่ประชาคมโลกประณามว่าการทำรัฐประหารคือ “อำนาจเถื่อน” ที่มาจากปากกระบอกปืน ทำให้สังคมไทยเหมือนสังคมดัดจริตที่พร่ำเพ้อแต่ให้ทำความดีและสามัคคีปรองดอง แต่ในความเป็นจริงกลับใช้อำนาจเพื่อสร้างความชอบธรรม และใช้ล่าล้าง กวาดล้างประชาชนที่มีความเห็นแตกต่าง

อย่างที่นายโภคิน พลกุล อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เขียนบทความเรื่อง “สังคมไทยไปไม่ถึงนิติรัฐ?” ตอนหนึ่งว่า

สังคมไทยจึงเป็นสังคมที่มีคนดัดจริต (hypocrite) และ 2 มาตรฐาน (double standard) อยู่ไม่น้อย คือเมื่อไม่อยู่ในอำนาจก็ว่าผู้ที่อยู่ในอำนาจด้วยหลักต่างๆที่กล่าวมา แต่เมื่อตนอยู่ในอำนาจก็พอใจกับการใช้อำนาจ โดยละเมิดหลักเช่นว่านั้นเสียเอง

หลักหรือสถาบันต่างๆ จึงถูกอ้างโดยฝ่ายหนึ่งเพื่อทำลายอีกฝ่ายหนึ่งมาตลอด ในอดีตข้อกล่าวหาในการทำลายกันทาง การเมืองมี 3 ประการคือ 1.ไม่เคารพสถาบันกษัตริย์ 2.เป็นคอมมิวนิสต์ 3.ทุจริต

ท่านปรีดี พนมยงค์ เป็นเหยื่อรายแรกในข้อหาคอมมิวนิสต์ และการปล่อยข่าวกรณีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8 พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ในข้อหาจะเป็นประธานาธิบดี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในข้อหาเป็นเพรซิเดียม (presidium) ซึ่งเป็นองค์กรหนึ่งในรูปแบบการปกครองของสหภาพโซเวียตที่ล่มสลายไปแล้ว

การยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เพิ่มมาอีก 2 ประการคือ 1.สังคมมีความแตกแยก 2.แทรกแซงองค์กรอิสระ แต่ข้อกล่าวหาไม่เคารพสถาบันและทุจริตยังคงเป็นข้อหาครอบจักรวาลอยู่เช่นเดิม”

ขาวหรือดำอยู่ที่อำนาจ

สังคมไทยทุกวันนี้จึงไม่ต่างกับสังคมจินตนาการ สังคมแห่งการสร้างภาพ ที่ไม่มีใครรู้ว่าเรื่องใดจริงหรือเท็จ ใครดี ใครเลว ใครถูก ใครผิด แม้แต่อำนาจ “โจราธิปัตย์” ยังยัดเยียดให้เป็น “นิติรัฐ” มาบังคับใช้เพื่อ สร้างความชอบธรรมในการกล่าวหาและใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้าม

“ตุลาการภิวัฒน์” ยังกลายเป็น “ตุลาการพิบัติ” เพราะยอมรับ “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” เป็นกฎหมายสูงสุดรองจาก “รัฏฐาธิปัตย์” กฎหมายที่มาจากการรัฐประหาร เหมือนที่นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด กล่าวว่า

“ถ้าคนรู้กฎหมายจริงจะรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ถ้าต้องไปช่วยคนอื่นแล้วมันไม่ถูก ซึ่งทำได้ กฎหมายสามารถทำให้ขาวเป็นดำ ดำเป็นขาวได้ ถ้าคนไม่ มีคุณธรรม อันนี้ต้องระวัง”

วันนี้สังคมไทยก็เชื่อไม่ต่างจากที่ประธานศาลปกครองสูงสุดพูดว่า “กฎหมายสามารถทำให้ขาวเป็นดำ ดำเป็นขาวได้…”

แต่คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วจะเชื่อได้อย่างไรว่า “คนมีหรือไม่มีคุณธรรม?”… “คนดีหรือ ไม่ดีอยู่ที่ตรงไหน?”… “ทุกวันนี้คนบังคับใช้กฎหมายมีคุณธรรม และเป็นคนดีอย่างที่พูดกันจริงหรือ?”

วันนี้นอกจากกฎหมายจะขึ้นอยู่กับ “ผู้ใช้และผู้ถูกใช้” แล้ว… ยังถูกตั้งคำถามตามมาอีกมากมายว่า “ใช้กับใคร? และใช้อย่างไร?”… “ทำไมมีแต่คำว่า 2 มาตรฐานเต็มบ้านเต็มเมือง?”

หากเปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานจะพบคำว่า “ศาล” หมายถึง องค์กรที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดี โดยดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์…

“ศาล” หมายถึง ที่ชำระความ…

“ศาล” หมายถึง ที่สิงสถิตของเทวดา เทพารักษ์ หรือเจ้าผี…

ส่วนคำว่า

“ศาลา” หมายถึง อาคารทรงไทย ปล่อยโถง ไม่กั้นฝา ใช้เป็นที่พักหรือเพื่อประโยชน์การงานอย่างใดอย่างหนึ่ง…

ไม่ใช่เพียง “กฎหมาย” ที่สามารถทำให้ขาวเป็นดำ ดำเป็นขาวได้ แม้แต่ “พจนานุกรม” ก็เคยสามารถมาแล้ว…!

ไม่รู้ว่าคนไทยต้องอยู่ใน “ศาลาโกหก” กันไปอีกนานแค่ไหน?


One Comment on “ศาลาไทย? ‘รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย’จึงเป็นกฎหมายสูงสุดรองจาก ‘รัฏฐาธิปัตย์’กฎหมายที่มาจากรัฐประหาร”

  1. Siam Parade says:

    “กูไม่เอามึง”มึงคือสิ่งชั่วตัวมึงเหม็น
    ยากแสนเข็ญจะล้างชั่วออกหรอกหนา
    ฝังในจิตอยู่ในใจไม่ออกมา
    สิ่งชั่วช้าสารเลวอยู่ใน”มึง”
    ไม่เป็นไร”กู”มียาผีบอก
    …ที่”มึง”หลอกลวงเอาไว้กรรมตามถึง
    ไม่วันนี้ก็วันหน้าเฝ้ารอ”มึง”
    จะรู้ซึ้งถึงความชั่วตัว”มึง”ทำ
    “กูไม่เอามึง กูไม่เอามึง”ท่องเอาไว้
    เก็บในใจความคับแค้นแม้นตอกย้ำ
    จะเฝ้ารอ”มึง”เสื่อมลงคนระยำ
    ที่ก่อกรรมกับคนไทยไพร่ชนเอย

    by -Octoberist Kontula-


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s