“วันอาทิตย์สีแดง” ตั้งโต๊ะแชร์วางเป้าลูกโซ่ร่วม ขบวน “1 ล้านคน” ปลุกคนตายลุกขึ้นยืน

“วันอาทิตย์สีแดง” ตั้งโต๊ะแชร์วางเป้าลูกโซ่ร่วม ขบวน “1 ล้านคน” ปลุกคนตายลุกขึ้นยืน
โดย ชฎา ไอยคุปต์
ที่มา : มติชนออนไลน์ 5 ตุลาคม 2553

ขบวนการเคลื่อนแบบแนวนอนของ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บก.ลายจุด แกนนำกลุ่มคนวันอาทิตย์สีแดง เริ่มแตกตัวขยายเซลส์ในแนวระนาบแพร่กระจายเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การรวบรวมไพร่พลของแกนนอน เพื่อสร้างฐานให้ทุกคนที่มีจุดยืนเดียวกัน ออกมาแสดงตัวแม้จะมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คอยกดทับไม่ให้มีการชุมนุมเกิน 5 คน แต่วิธีการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ได้กลายเป็นตัวอย่างให้ผู้ที่ล้มลงใน เหตุการณ์การสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ที่เห็นชัดเจนที่สุดในตอนนี้

สำหรับผู้ที่มีชีวิตก็พร้อมจะลุกขึ้นมาใหม่ หลังจากต้องพ่ายแพ้แตกกระเจิง เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารพร้อมอาวุธสงครามเดินหน้าเข้าปิดล้อมพื้นที่ พร้อมรถหุ้มเกราะรถถังและเข้ากระชับพื้นที่ในตอนเช้าตรู่ แทบจะไม่มีใครเชื่อว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น อาการขวัญผวา หวาดกลัว ความคับแค้นใจของคนเสื้อแดงจึงถูกทำให้หลับและสงบลงโดยกระสุนปืนสะกดไว้ด้วยพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

การต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ของคนเสื้อแดง ในเวลาที่ผ่านผ่านกิจกรรมมากมายหลากหลายแล้วแต่ใครจะคิดได้ ไม่ว่าจะเป็นการถือป้าย ผูกผ้าแดง ปั่นจักรยาน เดินช็อปปิ้ง เต้นแอร์โรบิค ตั้งกลุ่ม ชมรม สมาคม ประกาศตัวทางเฟซบุ๊ค  ประทับโลโก้แดง การจัดประกวดสาวเสื้อแดง และการสวมเสื้อสีแดง รวมทั้งการแต่งผี นอนตาย  ฯลฯ แสดงพลังของกลุ่มย่อยทั้งในและต่างประเทศที่มีพลังพร้อมจะหล่อมรวมกันได้ทุก เมื่อ แต่ทั้งหมดยังเป็นเพียงการ”ตั้งไข่”หรือ การ”ยืน”เท่านั้น

เป้าหมายทิศทางของกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง คือ อะไร

บก.ลายจุดผู้นำวิธีแกนนอนมาใช้ในการเคลื่อนขบวนท้าทาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปลุกคนจำนวนหนึ่งที่หวาดกลัวกล้าออกมาแสดงพลัง บอกว่า การยืนด้วยกันได้ที่ทำให้เกิดวันอาทิตย์สีแดงคือ ต้องการให้ยืนกันทั้งหมด ไม่ใช่ยืนเป็นหย่อมๆ แม้ในเชิงปริมาณอาจจะไม่มาก ต้องการทำให้คนเสื้อสีแดงใส่เสื้อสีแดงทุกวันอาทิตย์ ไม่ต้องมีโลโก้วันอาทิตย์สีแดงก็ได้ เสื้ออะไรก็ได้ใส่พร้อมกันทั้งหมด

“เป็นเหมือนวัฒนธรรมเหมือนครั้งหนึ่งคนเคยใส่ เสื้อสีเหลืองทุกวันจันทร์ ผมคิดว่าภาพนั้นจะนำพาไปสู่การเดินแล้วค่อยวิ่งและกระโดดต่อไป แต่แค่การยืนรัฐบาลก็ลำบากแล้วอาจจะไม่ต้องวิ่งเพราะสังคมอาจจะตกใจ  ตั้งเป้าไว้จะมี 1 ล้านคนเข้าร่วมสวมเสื้อแดงใน 1 ปี แต่อยากได้ให้ถึง 10 ล้านคน  โดยทุกคนใช้ชีวิตปกติแค่ใส่เสื้อสีแดงเดินไปไหน ก็เห็นคนใส่เสื้อสีแดงเต็มไปหมด นั่นจะเป็นพลังที่ปรากฏตัว 2 เดือนสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งจะเป็นจุดที่พีคที่สุด การรณรงค์วันอาทิตย์สีแดงจะเข้มข้นที่สุดในช่วงที่คนลงไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่คูหา เพราะวันเลือกตั้งเป็นวันอาทิตย์”

เมื่อถามว่าคนเสื้อแดงต้องเลือกตั้งพรรคไหน

“ถ้าเป็นวินาทีนี้ก็ต้องพรรคเพื่อไทย ผมเข้าใจว่าพรรคเพื่อไทยต้องปรับขบวนกับสาธารณะกับคนเสื้อแดง ต้องสื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแค่เป็นแนวร่วมกัน พรรคเพื่อไทยเองก็ไม่สามารถสะท้อนเจตจำนงของคนเสื้อแดงได้จริง”

การเคลื่อนของกลุ่มวันอาทิตย์สีแดงที่มีความชัดเจนที่สุดในตอนนี้ เริ่มจากวงกาแฟกับเพื่อน 5 คนมีเงื่อนไขใส่เสื้อสีแดง เรียกว่า”โต๊ะแชร์ลูกโซ่ประชาธิปไตย” ขอให้พวกเขาชวนเพื่อนอีก 5 คนออกมาต่างคนไปต่างกิจกรรมกระจายไปเรื่อยๆ แล้วนำเรื่อง 5 คนนี้ไปเขียนในเฟซบุ๊ค ผู้คนเริ่มเคลื่อนจัดกิจกรรม แรลลี่ ประชุม ไปเที่ยว ภายในระยะเวลา 3 สัปดาห์มีการรวมตัวกันหลักร้อย

“จุดที่ผลิกผันสำคัญที่สุดคือการที่ผมยืนยันการ ผูกผ้าแดง 3 สัปดาห์ ติดต่อกันในวันอาทิตย์ทำให้เกิดกระแสที่เรียกว่าไม่กลัวขึ้น พอตอกย้ำว่าสิ่งนี้สามารถทำได้ หลังจากที่ผมถูกจับกุมไปแล้วรองนายกฯออกมาบอกว่าการผูกผ้าไม่ผิด ดังนั้นการผูกผ้าไม่ว่าจะหนึ่งคนหรือมากกว่าสองคนก็ไม่ผิด ดังนั้นการไปผูกผ้าต่อเป็นการท้าทายอำนาจ ศอฉ.ที่ปกครองประเทศอยู่  ผมเป็นตัวแทนความรู้สึกของคนจำนวนมากที่เป็นเสื้อแดงแล้วถูกกดด้วย พ.ร.ก.แล้วรู้สึกอึดอัดแต่อาจจะยังไม่กล้าพอ ผมเริ่มยืนได้และย้ำว่าทำได้และเริ่มทำ ผมว่าจุดนี้เป็นจุดที่คลิกที่สุดระหว่างผมกับเสื้อแดง ผมกลายเป็นตัวแทนความรู้สึกแค่ยืนเท่านั้นเอง เป็นสัญลักษณ์ของคนเสื้อแดงที่ถูกกระทำจนล้มคว่ำลงนอนแต่ไม่ตาย สามารถยืนขึ้นมาได้ สิ่งที่เกิดขึ้นช่วงเวลานี้คือ ล้มแล้วลุกขึ้นยืน แต่รัฐบาลต้องการให้เราหยุดนิ่งราบคาบสยบยอม”

“การยืนมีความหมายสำคัญมากรัฐบาลเองก็ตกใจไม่ใช่เชิงปริมาณ แต่ในมุมของรัฐ คือ ทำกันขนาดนี้แล้วพวกคุณยังกล้ายืนยันกันหนาแน่นขนาดนี้เป็นเรื่องที่รัฐต้องคิดหนัก” บก.ลายจุดกล่าว

การจัดกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดงทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดตั้งแต่เริ่มสัญจรไปจังหวัดเชียงรายใส่ชุดนักเรียนที่แสดงจุด ยืนเพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เด็กนักเรียนไปชูป้ายต่อต้านรัฐบาลไม่มีความผิด และไปจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งถือว่าเป็นเมืองคนเสื้อแดงจริง ๆ ใช้เวลา 2 สัปดาห์ในการทำจดหมายเปิดผนึก ตอนแรกแกนนำคนเชียงใหม่บอกว่าอาจจะมีคนมาร่วมแค่ 20-30 คน เพราะยังหวาดกลัว แต่คนเราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ภายใต้ความกลัวได้ถ้าไม่ยอมหลุดออกจากมัน หรือมีท่าทีกับมันที่ถูกต้อง ไม่มีทางที่จะหลุดออกมาได้ ผมก็ปลุกเร้าให้พวกเขาแสดงตัวประกอบกับรัฐบาลประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คนเสื้อแดงจึงออกมากันเต็ม

กิจกรรม เต้นแอโรบิก ออกกำลังกาย ปั่นจักรยาน เล่นน้ำ เดินถนนคนเดิน  เป็นกิจกรรมทางวัฒนธรรมทำเรื่องปกติ การต่อสู้แกนนอน คือ การคุยกันให้ความสำคัญกับพวกกันเองของมวลชนไม่ได้ ถึงขนาดจะลุกฝ่ายตรงข้ามหรือแย่งชิงอำนาจ ผมประกาศไปเลยว่ารัฐบาลอยู่ได้อยู่ไป ผมคงไม่ไปไล่แต่พื้นที่จะคุยกับพี่น้องเสื้อแดงเป็นเป็นพื้นที่โดยชอบ ที่คุยกันเป็นภาษาใจไม่ใช่การปราศรัยคุยกันโดยใช้จิตใต้สำนึก

“ผมอยู่เฉยๆไม่ได้ เคยหยุดเคลื่อนไหวมา 2 ปีตอนมีการเลือกตั้งหลังรัฐประหาร 19 กันยายนประกาศตั้งเครือข่ายต่อสู้กันมา จึงลดบทบาทลงหลังจัดการเลือกตั้ง  และทนไม่ได้จริงๆหลังจากมีการฆ่ากันในรอบนี้ ผมคิดว่าผมไม่สามารถมีชีวิตปกติได้ในการรู้เห็นและเข้าใจสถานการณ์ที่รัฐบาล ได้ทำกับประชาชน ผมต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่งมากกว่าที่ผมเคยทำ ใช้ต้นทุนประสบการณ์ออกแบบต่อสู้ จึงเสนอเรื่องวิธีแนวระนาบและแกนนอนที่ผมเห็นว่าเป็นช่องโหว่ของคนเสื้อแดง ถ้าเราจัดรูปขบวนมวลชนได้จะเป็นตัวชี้ขาดชัยชนะการต่อสู้ โครงสร้างจะไม่กลวงสามารถขับเคลื่อนไปเองได้แม้ไม่มีองค์กรนำเราสามารถเป็นแกนนำของกลุ่มตัวเองได้ ขับเคลื่อนโดยอิสระมีความเคลื่อนตัวสูง แม้แต่องค์กรที่มีอยู่ตอนนี้ก็ไม่สามารถทำให้มวลชนตามได้ในตอนนี้ แทนที่จะเสนอให้ทำตามองค์กรนำแต่เสนอให้มวลชนปรับตัวเอง เกาะกลุ่มและออกแบบปฏิบัติการได้”

“ผมขายเสื้อ “I am red” เคลื่อนจากปัจเจกชน พอมีรายได้จากส่วนต่างและรายได้จากการเป็นที่ปรึกษาโครงการต่างๆ เป็นรายได้เสริมทักษะที่มีอยู่ให้ผมมีชีวิตรอด ตอนแรกคิดว่ากิจกรรมเสื้อแดงจะใช้เงิน 5 หมื่น แต่ตอนนี้มีค่าใช้จ่ายประมาณ 1 แสนบาท ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทาง ค่าอุปกรณ์ทำสื่อ เช่น เทียน ผ้าแดง โปสเตอร์ รวมทั้งเงินรายได้จากการบริจาครายเล็กรายน้อยแต่ไม่มีนายทุนใหญ่แน่นอน”

เมื่อถามว่าเกิดกระแสการช่วงชิงแกนนำ

“ผมได้พบ แกนนำคนเสื้อแดงเขาบอกผมว่าเขาสนับสนุนสิ่งที่ผมทำ เขารู้สึกว่ามันสร้างสรรค์มากและมีผลกระทบมาก ไม่ต้องกังวลเรื่องการเคลื่อนไหว ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องของส่วนบน เรื่องโจมตีรัฐบาล แต่ผมสนใจ คือ เรื่องการจัดรูปขบวน และเขาบอกว่าไม่ต้องกังวลผมมีอิสระทางความคิด ไอเดียต่างๆเกิดขึ้นจากเฟซบุค สัปดาห์หนึ่งไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงแค่ออกแบบจุดที่ถูกต้อง เรียบง่ายมาก ไม่ซับซ้อน ไม่มีต้นทุน และไม่ต้องกังวลว่าผมจะช่วงชิงเป็นแกนนำหรือปูทางเข้าสู่เส้นทางการเมือง แล้วจะเห็นกันว่า ผมปฏิเสธทั้งหมดผมยังเป็นเอ็นจีโอเหมือนเดิม”

ทั้งหมดนี้อาจจะกลายเป็นเพียงไม้จิ้ม ฟันที่คอยทิ่มแทงรัฐบาลให้หงุดหงิดรำคาญใจ แต่ถ้าไม้จิ้มฟันรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนที่มั่นคงแข็งแรงแล้วอาจจะกลายเป็นท่อนซุงขนาดใหญ่ได้ในวันหนึ่ง เพียงเท่านี้ก็ทำให้เห็นแล้วว่าพลังของมวลชนยังคงอยู่ไม่หายไปไหน ดูจากกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดงและการรวมตัวในวันครบรอบ 19 พ.ค.ที่แยกราชประสงค์



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s