สำนึกผู้ปฏิบัติหน้าที่ใน “พระปรมาภิไธย” จึงต้องมี “สำนึก” มากกว่าคนธรรมดาและเหนือกว่านักการเมือง

สำนึกผู้ปฏิบัติหน้าที่ใน “พระปรมาภิไธย” จึงต้องมี “สำนึก” มากกว่าคนธรรมดาและเหนือกว่านักการเมือง
ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข 30 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2553 หน้า 8
คอลัมน์ : เรื่องจากปก
โดย : ทีมข่าวรายวัน

กรณีคลิปลับคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ 5 ตอนยังเป็นกระแสกดดันเรื่อง “จริยธรรม” ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และความรับผิดชอบทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์อย่างหนัก เพราะคำสนทนาของนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการส่วนตัวประธานศาลรัฐธรรมนูญ กับนายวิรัช ร่มเย็น ส.ส. ระนอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานกรรมาธิการส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นและทีมกฎหมายพรรคประชา ธิปัตย์คดียุบพรรค นั้นยากจะปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรค ประชาธิปัตย์

โดยเฉพาะการปรึกษาเรื่องนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และนายทะเบียนพรรคการเมือง ที่ต้องการให้มาเบิกความ ซึ่งถือเป็น “ไพ่ใบสุดท้าย” ของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะตามข้อกฎหมายคำสั่งของนายทะเบียนพรรคการเมืองจะมีผลที่ชี้เป็นชี้ตาย ซึ่งนายอภิชาตลงมติให้ยกคำร้องไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยคดียุบพรรคประชาธิปัตย์มีการต่อสู้ใน 2 ประเด็นใหญ่ๆคือ อำนาจของผู้ฟ้องคือ กกต. และประเด็นข้อเท็จจริงของเงินสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท กับการใช้เงินบริจาค 258 ล้านบาท

ผิดจริงต้องลาออก

“จากคลิปที่เผยแพร่ทั้งหมด ถ้าเป็นจริงก็สรุปได้ว่ามีการพยายามวิ่งเต้นขอความช่วยเหลือจากตุลาการศาลใน ทางที่เป็นประโยชน์ต่อการสู้คดีของพรรคประชาธิปัตย์ และมีความพยายามของตุลาการอย่างน้อยบางคนที่จะช่วยพรรคประชาธิปัตย์ไม่ให้ ต้องถูกยุบ การกระทำดังกล่าวนี้เป็นการกระทำที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ถ้าพูดอย่างนี้กันจริงก็ไม่ทราบว่าเป็นความผิดกฎหมายมาตราไหน อย่างไร และยังไม่ได้เรียกร้องให้ใครต้องไปดำเนินคดีอะไรกับใคร แต่ผมเห็นว่าเป็นการขัดหรือผิดต่อคำถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ของผู้ พิพากษาตุลาการที่ต้องปฏิญาณก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 201 รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ว่าจะทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่สิ่งที่ทำนี้ทั้งไม่ซื่อสัตย์สุจริตและมีอคติอย่างชัดเจน”

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แถลงเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ คลิปที่อ้างว่าเป็นบันทึกการสนทนาระหว่างเจ้าหน้าที่ตุลาการระดับสูงและทนาย ความของพรรคประชาธิปัตย์ ระบุเป็นปัญหาความซื่อสัตย์เที่ยงธรรม หากทำจริงต้องลาออก และอย่าเบี่ยงประเด็นที่มาของคลิป เหมือนการแอบถ่ายการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานราชการเพื่อจะช่วยบริษัทหนึ่ง ฮั้วประมูล ถามว่าการที่มีคนมาแอบบันทึกเทปนั้นหักล้างการที่กรรมการเตรียมฮั้วกันได้ หรือไม่ คำตอบง่ายๆคือช่วยไม่ได้ กรรมการมีความผิด ส่วนคนแอบถ่ายผิดหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าไม่เกี่ยวข้องกันก็ไม่ผิด

“ข้อเสนอคือผมไม่ทราบว่าพูดจริงหรือไม่จริง ถ้าพูดไม่จริงที่วิเคราะห์มาก็เป็นอันโมฆะไป ถ้าจริงก็มีปัญหาตามที่กล่าวมา ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญควรจะไปตรวจสอบว่ามีการพูดตามที่ปรากฏในคลิปจริงหรือไม่ ใครเป็นผู้พูด พูดว่าอะไร มีการแต่งหน้าเลียนแบบคนหรือเลียนเสียงหรือไม่ ถ้าไม่จริงก็ชี้แจงมา เรื่องนี้ก็จบไป ข้อครหานินทาความสนใจของคนก็จะหมดไป…หากการตรวจสอบพบว่ามีการเจรจาเช่น นั้นจริงก็ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นเรื่องความไม่สุจริตเที่ยงธรรม และผู้ที่ปรากฏในคลิปหากเป็นจริงก็ต้องลาออกจากตำแหน่ง”

ไม่มีอำนาจสอบเนื้อหาในคลิป

กรณีคลิปฉาวจึงถูกจับตาว่าพรรคประชาธิปัตย์และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ ตั้งคณะกรรมการเพื่อเอาผิดคนถ่ายคลิปมาลงโทษนั้นเป็นคนละประเด็นกับเนื้อหา และพฤติกรรมของบุคคลต่างๆที่ปรากฏในคลิปว่าได้กระทำในสิ่งที่ผิดต่อรูปคดี หรือจริยธรรมหรือไม่

อย่างที่นายสนิท จรอนันต์ ประธานกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีคลิปการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แถลงว่าจะมีการตรวจสอบคลิปดังกล่าวว่าถ่ายวันไหน ช่วงเวลาใด โดยจะเรียงลำดับวันเวลา จากนั้นจะดูว่าวันเวลาดังกล่าวมีใครเข้าไปเกี่ยวข้องกับการประชุมตุลาการ บ้าง รวมทั้งจำแนกว่ามีผู้ใดที่เข้าห้องประชุม หรือนั่งอยู่ในตำแหน่งใด แต่ยังเปิดเผยข้อมูลต่างๆไม่ได้ เพราะหากเปิดเผยอาจทำให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหลบหนี

ส่วนตัวตุลาการอาจถูกสอบถามในเนื้อหาของการสนทนาว่าเกิดขึ้นในช่วงใด แต่คณะกรรมการไม่มีอำนาจเข้าไปสอบถึงเนื้อหาที่ปรากฏในการประชุมตามที่พรรค เพื่อไทยต้องการได้ โดยการสอบหาข้อเท็จจริงจะพยายามทำให้เสร็จภายใน 15 วัน

ย้อนคลิปยุบพลังประชาชน

แต่เมื่อย้อนไปดูถึงกรณียุบพรรคพลังประชาชนที่นายวิจิตร ยอดสุวรรณ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคชาติไทย นำหลักฐานเป็นวีซีดีกล่าวหาว่านายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ทุจริตเลือกตั้ง โดยเรียกกำนัน 10 คนในอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ไปพบที่กรุงเทพฯก่อนการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 2550 และเข้าพักที่โรงแรมเอสซีปาร์ค โดยระบุว่านายยงยุทธขอให้กำนันช่วยเหลือตนและน้องสาว ตลอดจนนายอิทธิเดช ผู้สมัครเขต 3 จากนั้นคนสนิทของนายยงยุทธได้มอบเงินให้กำนันคนละ 20,000 บาท แต่นายยงยุทธออกมาตอบโต้ว่าเป็นการจัดฉากและสร้างพยานหลักฐานเท็จ

แม้ กกต. จะกล่าวว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับวีซีดี เพราะมีพยานบุคคลที่ยืนยันชัดเจน แต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551 กกต. ก็มีมติเสียงข้างมากให้ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งสั่งเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งของนายยงยุทธ ซึ่งในวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้วินิจฉัยว่านายยงยุทธให้เงินกับกำนันอำเภอแม่จัน 10 คน จริงตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ จึงพิพากษายืนตามมติของ กกต. และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนายยงยุทธเป็นเวลา 5 ปี

หลังจาก กกต. สรุปสำนวนส่งให้อัยการสูงสุดและ ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคพลังประชาชน วันที่ 2 ธันวาคม 2551 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็มีมติยุบพรรคพลังประชาชน พร้อมกับยุบพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย รวมทั้งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต่อกรรมการบริหารพรรค 5 ปี

จับผิดตุลาการ?

ส่วนกรณีนายบุญส่ง กุลบุปผา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ออกแถลงว่ามีโทรศัพท์ข่มขู่ฆ่าทั้งที่ทำงานและที่บ้าน ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้อารักขาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคนนั้น นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำเสื้อแดง ออกมาตอบโต้ว่า คนที่เป็นตุลาการศาลย่อมรู้ข้อกฎหมายดี เมื่อมีคนโทรศัพท์ข่มขู่จะเอาชีวิตต้องแจ้งความกับตำรวจเพื่อให้ดำเนินการ ตรวจสอบเลขหมายปลายทางว่ามีความสัมพันธ์กับใคร อย่างไร หรือดูวงจรปิด แต่ไม่อยากกล่าวหาว่ากุข่าวเพื่อกลบความเหลวแหลกในศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าใครข่มขู่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจริงขอให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจับกุม ให้ได้

ขณะที่นายจตุพรได้ระบุถึงการทุจริตการสอบเข้าของเจ้าหน้าที่ศาลรัฐ ธรรมนูญ โดยท้าให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญนัดมาเพื่อนำคลิปไปมอบให้ และพร้อมจะเปิดให้สื่อได้รับทราบว่าเสียงตุลาการที่วิจารณ์คนในศาลและการ ทุจริตสอบเข้าจริงหรือเท็จ ซึ่งมีเสียงพูดกันยาวนานเป็นชั่วโมง โดยเฉพาะการบันทึกคนที่สอบได้ 2 ที่มาสารภาพ ซึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนหนึ่งได้แต่งตั้งลูกชายเป็นเลขานุการ แต่ตลอดทั้งปีไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในประเทศไทย ไปเรียนอยู่ต่างประเทศ โดยได้รับเงินเดือนเดือนละ 40,000 บาทนั้นสมควรหรือไม่ ทั้งที่จรรยาบรรณและจริยธรรมของตุลาการศาลควรเหนือกว่าทุกคน

นายจตุพรยังระบุถึงการเปิดชื่อนายวรวุฒิ นวโภคิน ที่ปรึกษากรรมาธิการส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น สภาผู้แทนราษฎร ที่ร่วมในคลิประหว่างนายพสิษฐ์กับนายวิรัชว่า เพราะนายวรวุฒิเป็นคนประสานงานและเป็นคนเดินงานในการประมูลงานโดยไม่ใช้ บริษัทตัวเอง แต่ใช้กิจการร่วมค้าบริษัท บางกอก เดคคอน จำกัด ที่ได้รับประมูลงานระบบโสตทัศนูปกรณ์ระบบกล้องซีซีทีวีทั้งระบบในศาลรัฐ ธรรมนูญ วงเงิน 65.89 ล้านบาท ซึ่งนายพสิษฐ์เป็นนักศึกษาหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สำหรับนักบริหารระ-ดับสูงรุ่น 13 (ปปร.13) รุ่นเดียวกับนายวรวุฒิและนางนุชนารถ รัตนสุวรรณชาติ ผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท บางกอกเดคคอน จำกัด และนางนุชนารถเคยบริจาคเงินให้พรรคประชาธิปัตย์เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551 จำนวน 200,000 บาท

ตั้งบริวารและเครือญาติ

นอกจากนี้การแต่งตั้งเครือญาติ พวกพ้อง และคนรู้ใจ ยังมีการเปิดเผยเรื่องค่าตอบแทนต่างๆในศาลรัฐธรรมนูญว่ามากถึงปีละกว่า 20 ล้านบาท ตั้งแต่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ยังมี 8 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคือ นายจรัญ ภักดีธนากุล, นายจรูญ อินทจาร, นายเฉลิมพล เอกอุรุ, นายนุรักษ์ มาประณีต, นายบุญส่ง กุลบุปผา, นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์, นายสุพจน์ ไข่มุกด์ และนายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี ซึ่งมีเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอื่น คือเงินเดือนประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 64,000 บาท บวกเงินประจำตำแหน่งอีก 50,000 บาท ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเงินเดือน 62,000 บาท เงินประจำตำแหน่ง 42,500 บาท รวมปีละประมาณ 11.4 ล้านบาท แต่ยังไม่รวมสิทธิพิเศษอื่นๆอีกหลายรายการ

ส่วนตามระเบียบศาลรัฐธรรมนูญ บริวารและองคาพยพของประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการนั้น ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ อดีตที่ปรึกษาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า การคัดสรรคนเข้ามารับตำแหน่งไม่ว่าจะเป็นเลขานุการหรือที่ปรึกษาไม่มีหลัก เกณฑ์แน่นอนตายตัว เป็นดุลยพินิจของผู้ดำรงตำแหน่งแต่ละคนจะตั้งใครก็ได้ แต่จากข้อมูลที่ได้รับทราบบางคนก็เป็นเครือญาติ หรือมีความสัมพันธ์ในลักษณะต่างๆ

ถามหาจริยธรรม

กรณีคลิปฉาวจึงไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความรับผิดชอบของศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงที่มี กระแสกดดันให้นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ลาออก แต่นายชัชยืนยันว่ายังไม่มีเงื่อนไขที่ต้องพิจารณาลาออกจากตำแหน่ง แต่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างอิสระต่อไปโดยไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพลและการกดดันจาก ฝ่ายใด พร้อมย้ำว่ากรณีคลิปจะไม่มีผลต่อการวินิจฉัยคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

ที่น่าสนใจไม่ใช่ที่มาของนายชัช  แต่เป็นนายพสิษฐ์ ซึ่งมีการเปลี่ยนชื่อถึง 6 ครั้งคือ ชื่อเดิม “กษมศักดิ์ชนะ ศักดาณรงค์” อยู่บ้านเลขที่ 416 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 85 แขวงบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ ครั้งที่ 2 เปลี่ยน ชื่อเป็น “ชนะ” ครั้งที่ 3 กลับมาใช้ชื่อเดิม “กษมศักดิ์-ชนะ” ครั้งที่ 4 เปลี่ยนเป็น “พสิษฐ์” ครั้งที่ 5 เปลี่ยนเป็น “กันตินันนท์” และครั้งที่ 6 เปลี่ยนกลับมาเป็น “พสิษฐ์” อยู่หมู่บ้านย่านอำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี แต่จนบัดนี้ก็ไม่มีใครรู้ว่านายพสิษฐ์ไปอยู่ ณ ที่ใด และทำไมต้องเปลี่ยนชื่อกลับไปกลับมาถึง 6 ครั้ง

แก้ผ้ากลางถนน?

ขณะที่นายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ระบุว่า เป็นเรื่องน่าอายมากที่ไม่มีตุลาการคนใดออกมาแสดงความรับผิดชอบคลิปฉาวคดี ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ และยังลุกลามถึงกระบวนการยุติธรรม ไทยทั้งระบบ เหมือน “ถูกแก้ผ้าออกมากลางถนน” ตุลาการไม่แสดงสปิริต เป็นเพราะการได้มาซึ่งอำนาจไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน แต่อยู่ในสถานะพิเศษที่ได้รับการปกป้อง จึงต้องแก้รัฐธรรมนูญเพื่อดึงตุลาการให้หลุดพ้นจากการเมือง อย่างที่นายเจษฎ์ โทณะวณิก กรรมการ พิจารณาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ เสนอให้ปรับโครงสร้างองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเหลือเพียง กกต. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

นายสมบัติยังกล่าวถึงกรณีที่นายจรัญ ภักดีธนากุล ไปสอนหนังสือและมีค่าตอบแทน ซึ่งเป็นกรณีเดียวกับนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นพิธีกรสอนทำอาหารทางโทรทัศน์ แต่ต้องพ้นจากตำแหน่ง เพราะศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าเป็นลูกจ้างขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่กรณีนายจรัญกลับไม่หยิบมาพิจารณาในมาตรฐานเดียวกันว่ากระทำขัดต่อรัฐ ธรรมนูญหรือไม่ และยังมีคุณสมบัติเป็นตุลาการอีกหรือไม่

น่าละอายไร้ “สำนึก”

ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบเนื้อหาในคลิปที่เผยแพร่ออกมา ได้เลย เพราะการแอบถ่ายคลิปก็เปรียบว่าเหมือนการล่อจับการค้าประเวณีหรือค้ายาเสพ ติดนั่นเอง คือถ้าไม่ไปร่วมประเวณีก็ไม่ผิด ถ้าไม่ซื้อขายยาเสพติดก็ไม่ผิด โดยเฉพาะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยิ่งต้องมี “จริยธรรม” หรือ “ความละอาย” มากกว่าคนทั่วไป ศาลรัฐธรรมนูญยังปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธยตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ต้อง ยิ่งทำหน้าที่เป็นกลาง บริสุทธิ์ และยุติธรรมกับทุกฝ่าย เช่นเดียวศาลยุติธรรมที่ประชาชนให้ความเชื่อมั่นและศรัทธาว่าจะพึ่งพาความ ยุติธรรมได้
ตุลาการหรือผู้พิพากษาจึงไม่เหมือนนักการเมืองส่วนใหญ่ที่ถูกประณามว่าคิด ถึงแต่อำนาจและผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องที่เต็มไปด้วยข่าวการทุจริต คอร์รัปชัน โดยไม่มีสำนึกและความรับผิดชอบทางการเมืองเลย ทั้งที่ทำให้คนตายมากถึง 91 ศพ และบาดเจ็บ พิการเกือบ 2,000 คน แต่กลับพยายามบิดเบือนเฉไฉว่า “ความตายเป็นสิ่งไม่จริง” หรือสร้างหลักฐานเท็จต่างๆขึ้นมาเพื่อใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้าม

ตุลาการหรือผู้พิพากษาควรจะมีสำนึกในจริยธรรม มากกว่าฝ่ายการเมืองอื่นๆ และมากกว่าคนธรรมดาทั่วไป อย่าทำตัวเหมือนกองทัพที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง แม้แต่ข่าวความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องตรวจระเบิดจีที 200 ที่ถูกเปรียบเหมือนไม้ล้างป่าช้า เรือเหาะที่ป่านนี้ยังเหาะไม่ได้ หรือรถถังปริศนาจากยูเครน ฯลฯ และอย่าคาดหวังจะได้เห็นการแสดง “ความรับผิดชอบ” จากรัฐบาลที่ปกครองประเทศด้วย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือฝ่ายกองทัพที่ยึดอำนาจจากรัฐบาลด้วยข้ออ้างว่าทุจริตคอร์รัปชัน แต่กลับทำหนักกว่าเสียเอง และแตะต้องไม่ได้

ผู้ปฏิบัติหน้าที่ใน “พระปรมาภิไธย” จึงต้องมี “สำนึก” มากกว่าคนธรรมดา และเหนือกว่านักการเมืองและกองทัพ

ถ้าไม่เข้าใจความหมายของคำว่า “สำนึก”

แนะนำให้เปิด “พจนานุกรม” และค่อยๆสะกดทีละตัวอักษร เผื่อจะได้ “สำนึก” อะไรกันได้บ้าง

ทีคำว่า “ลูกจ้าง” ยังเปิดหาได้… ลองเปิดหาคำว่า “สำนึก” ดู…คงหาเจอไม่ยาก!!

 



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s