เทศนาเรื่อง “ชิมิ” แด่ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ด้วยรักและผูกพัน

ที่มา : มติชนรายวัน 12 พฤศจิกายน 2553

ในโลกอันกลมเหมือนผิวมะกรูดของเรานี้ ไม่มีอะไรที่จะสามารถสำแดงความเป็นประชาธิปไตยได้อย่างลึกซึ้งถึงแก่นเท่ากับภาษา

ชิมิ

ในฐานะนักเรียนเศรษฐศาสตร์ ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี อาจจะไม่รู้ถึงวิถีดำเนินแห่งความมีชีวิตของภาษา

อาจจะรู้เพียงในเรื่องของ “สินค้า”

กระนั้น หากศึกษาอย่างถึงแก่นแท้ ไม่ว่าภาษา ไม่ว่าสินค้า ล้วนมิอาจหนีพ้นไปจากวงจรแห่งความชีวิต

ทุกชีวิตย่อมมีการเคลื่อนไหว

เป็นการเคลื่อนไหวนับแต่สินค้าก่อกำเนิดขึ้น มีการลอนช์ผ่านกระบวนการตลาด เพื่อทำให้สินค้าซึ่งไม่มีชีวิตได้มีชีวิต

แบรนด์นั่นเองที่ทำให้สินค้าหนึ่งๆ เกิดและดำรงอยู่อย่างมีชีวิตได้

นับแต่โลกได้ขับเคลื่อนจากเศรษฐกิจธรรมชาติเข้าไปสู่กระบวนการแห่งเศรษฐกิจสินค้า ก็มีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าสินค้าเกิดขึ้นมากมาย

สินค้าเป็นเช่นนี้ ภาษาก็เป็นเช่นนี้ คือดำเนินไปอย่างมีพลวัต

ไม่มีใครสามารถกำหนดความเป็น ความตาย ให้กับสินค้าหรือภาษาได้ เว้นแต่ตลาด เว้นแต่สังคมจะเป็นเครื่องกำหนด

รัชกาลที่ 4 เคยออกประกาศให้ใช้คำว่า “เยื่อเคย” แทน “น้ำปลา”

ทั้งที่มากด้วยอำนาจ บารมี ในสถานะแห่งพระมหากษัตริย์ แต่ก็ไม่สามารถบังคับให้ “เยื่อเคย” ไปแทนที่ “น้ำปลา” ได้

ทุกวันนี้คนก็ยังใช้คำว่า “น้ำปลา”

มหากวีและมหาปราชญ์อย่าง “น.ม.ส.” เคยสร้างศัพท์ “หมากตีน” เพื่อให้ใช้แทนคำ “ฟุตบอล” ในภาษาอังกฤษ

ทุกวันนี้มีน้อยคนที่อยากจะใช้ “หมากตีน”

เช่นเดียวกับ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เจ้าของนามปากกา “ครูเทพ” ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นเสนาบดีกระทรวงธรรมชาติ พยายามเสนอคำ “ไม้กุมฝอย” ให้คนใช้แทน “ไม้กวาด”

ทุกวันนี้มีน้อยคนที่อยากจะใช้ “ไม้กุมฝอย” ขณะที่หยิบ “ไม้กวาด” ขึ้นมากวาด ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี เห็นหรือไม่ แม้กระทั่งพระมหากษัตริย์ แม้กระทั่งเสนาบดี แม้กระทั่งมหากวีและมหาปราชญ์ ก็มิอาจบังคับในเรื่องภาษาได้

“ภาษา” จึงเป็นเครื่องทดสอบความเป็นประชาธิปไตยได้อย่างยอดเยี่ยม

เพราะภาษามีชีวิต ดังนั้น วิถีดำเนินแห่งภาษาจึงดำรงอยู่อย่างมีพลวัต มีการเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงอย่างไม่ขาดสาย

อนิจจลักษณะ 1 ของภาษา คือ มีเกิด มีตาย

คำว่า จิ๊กโก๋ เคยนิยมใช้เป็นอย่างมากในสมัยหนึ่ง แต่ก็ค่อยๆ กร่อน ค่อยๆ กลาย เหลือเพียงโก๋ และที่สุดก็เลือนลับไป

เลือนลับไปเหมือนคำว่า เต๊าะ เหมือนคำว่า จีบ เหมือนคำว่า สี

ขณะเดียวกัน เพราะว่าภาษามีชีวิต จึงมิอาจแยกออกไปจาก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ต้องไปวิตกกังวลในเรื่องความวิบัติของภาษา

เพราะภาษาดำเนินไปตามภาระหน้าที่ทางประวัติศาสตร์ในแต่ละยุคสมัย

คำว่าวัฒนธรรมที่บัญญัติขึ้นก็ผิดหลักสมาส คำว่าทัศนาจรก็ผิดหลักสนธิ คำว่าไปซูเปอร์สวยด้วยซุปเปอร์เชลล์ก็ผิดหลักสมาส

แต่คำเหล่านี้ก็ยังดำรงอยู่ เพราะว่าติดปากและได้รับการยอมรับ

ได้รับการยอมรับเหมือนกับคำว่า ฆาตกาม ได้รับการยอมรับเหมือนกับคำว่า ชเลียร์ ซึ่งเป็นการผสานระหว่าง เชียร์ กับ เลีย เป็นการสมาสขึ้นโดยมิได้ขึ้นกับกฎเกณฑ์การสมาสและสนธิใดๆ ทั้งสิ้น

แต่ ณ วันนี้ คำว่า “ชเลียร์” ก็ติดอยู่ 2 ริมฝีปากประชาชน

กล่าวในเรื่องของภาษา สิ่งที่เห็นว่าเป็นการวิบัติ อาจกลับกลายเป็นการอุบัติ ก็ได้

ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ จำเป็นต้องนำเอาเรื่องของสินค้า มาวางเรียงเคียงกับเรื่องของภาษาจึงจะสามารถเข้าใจได้

เข้าใจได้ในความมีชีวิตของภาษา เข้าใจได้ในการดำรงอยู่ของภาษาตามความเป็นจริง




Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s