คุกมีไว้ขัง..คนเสื้อแดง?

การปล่อยตัวนางออง ซาน ซู จี หลังการเลือกตั้งในพม่าเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา แม้กองทัพพม่าจะยังมีบทบาทชี้เป็นชี้ตายในรัฐบาลต่อไป หรือการเลือกตั้งของพม่าจะไม่เป็นที่ยอมรับจากนานาชาติ แต่การปล่อยตัวนางออง ซาน ซู จี เป็น อิสรภาพก็ถือเป็นสัญญาณการปรองดองที่สำคัญยิ่งของพม่า

ที่สำคัญที่สุดคือท่าทีของนางออง ซาน ซู จี เองก็ปรารถนา การปรองดอง เพื่อร่วมสร้างประชาธิปไตยในพม่าและไม่ถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมโลก

“ได้โปรดอย่าละทิ้งความหวัง ไม่มีเหตุผลที่พวกเราจะถอดใจ ถึงแม้ว่าคุณจะไม่สนใจการเมือง แต่การเมืองก็จะมาหาคุณเอง”

คำพูดของนางออง ซาน ซู จี ไม่ได้แสดงออกถึงความรุนแรง แต่เหมือนกดดันให้รัฐบาลพม่าต้องพิจารณาข้อเรียกร้องที่ให้ปล่อยตัวนักโทษ การเมืองกว่า 2,000 คนโดยเร็ว และยังทำให้ประชาคมโลก โดยเฉพาะประเทศอาเซียนกลับมาจับตามองประชาธิปไตยในประเทศไทยอีกครั้ง เพราะเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” ที่ใช้กำลังทหารหลายหมื่นคนพร้อมอาวุธสงครามสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วม ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 91 ศพ และบาดเจ็บ พิการเกือบ 2,000 คนนั้น นอกจากประชาคมโลกและองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างประณามรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงแล้ว ยังใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินไล่ล่าและจับกุมคนเสื้อแดงอย่างต่อ เนื่อง

รัฐไทยล้มเหลว-เผด็จการ?

รัฐบาลไทยวันนี้จึงถูกจัดอันดับประเทศที่เป็นเผด็จการหรือมีปัญหาด้าน สิทธิมนุษยชนไม่แตกต่างจากรัฐบาลพม่า อย่างที่กลุ่มผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนจัดอันดับเสรีภาพสื่อไทยประจำปี 2553 ประเทศไทยอยู่ที่ 153 จากทั้งหมด 178 ประเทศ และติดกลุ่ม 10 ประเทศที่สื่อตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้าย ประชาชนถูกปิดกั้นไม่ให้เข้าถึงสื่อและข้อมูลข่าวสาร

ประชาคมโลกยังจัดว่าประเทศไทยเป็นรัฐที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง (Failed State) และมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือการก่ออาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ อย่างนิตยสารฟอเรนจ์ โพลิซี ของสหรัฐจัดอันดับประเทศที่ล้มเหลวเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยพิจารณาจากดัชนีชี้วัด 12 ประการ อาทิ สภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคงและสิทธิมนุษยชน ความขัดแย้งทางการเมืองและสังคม การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล กลไกของรัฐในการบริหารประเทศ ปรากฏว่าประเทศไทยได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับ 89 จากทั้งหมด 177 ประเทศ

ขณะที่เมื่อต้นปี 2553 องค์กรระหว่างประเทศ Freedom House รายงานว่าประเทศไทยไม่สามารถ ถูกจัดไว้ในกลุ่มประเทศที่มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย เพราะมีการแทรกแซงกระบวนการทางการเมืองโดยกลุ่มทหาร และประเทศไทยก็ติดอันดับต้นๆของประเทศที่มีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน

ดีเอสไอหมกเม็ด?

โดยเฉพาะการแถลงผลสืบสวนของกรมสอบ สวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในการเสียชีวิตของทหาร ตำรวจ และประชาชนจากเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” จำนวน 89 ศพ ที่ไม่มีความชัดเจนและคลุม เครือ อีกทั้งยังมีความพยายามทำให้เกิดความสับสนในคดี โดยกล่าวหาว่าคนเสื้อแดงฆ่ากันเอง และยังระบุอีกว่ามี 12 รายที่เป็นการกระทำของคนเสื้อแดง แต่กลับไม่สามารถระบุตัวได้ชัดเจน โดยอ้างว่าเป็น “ไอ้โม่งชุดดำ” ที่วันนี้ก็ยังไม่สามารถจับได้แม้แต่คนเดียว แต่กลับกล่าวหาและตั้งข้อหาคนเสื้อแดงเป็น “ผู้ก่อการร้าย” เรียบร้อยแล้ว

ขณะที่ดีเอสไอก็ไม่กล้าเปิดเผยข้อมูลการปฏิบัติการของศูนย์อำนวยการแก้ไข สถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) และกองทัพแก่สาธารณะให้ร่วมตรวจสอบว่ามีการใช้กำลังทหารอย่างไร ใช้อาวุธเท่าไร อย่างไร และสมควรแก่เหตุหรือไม่ ซึ่งศพทุกศพที่เกิดขึ้นจะต้องทำการชันสูตรพลิกศพและไต่สวนการตายตาม ป.วิ.อาญา ม.150 ไม่ใช่เลือกเฉพาะเป็นบางกรณีดังที่ดีเอสไอเสนอ อีกทั้งมีรายงานข่าวว่าดีเอสไอและ ศอฉ. ไม่ยอมให้ความร่วมมือ ต่อคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อ การปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มีนายคณิต ณ นคร อดีต อัยการสูงสุด เป็นประธาน ที่นายอภิสิทธิ์เป็นคนตั้งขึ้นเอง

ศปช. ตอกกลับดีเอสไอ

ขณะที่ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เมษายน-พฤษภาคม 2553 (ศปช.) และกลุ่มญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เม-ษายน-พฤษภาคม 2553 เรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวคนเสื้อแดงชั่วคราว เพราะถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ แม้แต่ในคดีอาญาก็ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด

โดยเฉพาะการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินและตั้งข้อหาร้ายแรงที่หลายกรณีเกินความเป็นจริง เหวี่ยงแห และขาดพยานหลักฐานที่มีน้ำหนัก ทั้งยังพบว่าการจับกุมมีการละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญและหลักสิทธิมนุษยชนสากล ไม่ได้เป็น ไปตามกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้งบางกรณี ที่ถูกเจ้าหน้าที่ซ้อมหรือหลอกให้สารภาพ

นอกจากนี้ ศปช. ยังระบุว่าการแถลงข่าวของดีเอสไอกรณี 89 ศพนั้นเป็นการให้ข่าวที่ไม่ชัดเจน คลุมเครือ และก่อให้เกิดความสับสน ซึ่งดีเอสไอควรแถลงให้ชัดว่าสำนวนคดีแต่ละเหตุการณ์นั้นเป็นอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ประชาชนจำนวนมากถูกอาวุธปืนความเร็วสูงหรือ สไนเปอร์ยิงเสียชีวิตแล้วหลักฐานต่างๆนั้นหายไป ทั้งที่สไนเปอร์เป็นอาวุธที่มีใช้เฉพาะในกองทัพและหน่วยงานของรัฐบางแห่ง เท่านั้น รวมทั้งปรากฏภาพและคลิปวิดีโอชัดว่ามีทหารใช้สไนเปอร์ในปฏิบัติการ “กระชับวงล้อม” จริง ทำไมการพิสูจน์หาพยานหลักฐานในช่วงนี้ถึงหายไป

“นับตั้งแต่ศอฉ. ใช้กำลังทหารเข้า “ขอคืนพื้นที่” และ “กระชับวงล้อม” การควบคุมดูแลพื้นที่ใน กทม. โดยเฉพาะบริเวณที่ชุมนุมของ นปช. นั้นอยู่ภายใต้ความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่ทั้งหมด ดังนั้น ศพทุกศพที่เกิดขึ้นจะต้องทำการชันสูตรพลิกศพและไต่สวนการตายตาม ป.วิ.อาญา ม.150 ไม่ใช่เลือกเฉพาะเป็นบางกรณีดังที่ดีเอสไอเสนอ”

ดีเอสไอเลือกปฏิบัติ?

ศปช. ยังชี้ว่าหลังเหตุการณ์ผ่านมาถึง 6 เดือน การสืบสวนสอบสวนของดีเอสไอมีความคืบหน้าชัดเจนเฉพาะคดีที่รัฐบาล ศอฉ. และดีเอสไออ้างมาตลอดว่าเป็นฝีมือของฝ่าย นปช. หรือฝ่ายสนับสนุนเท่านั้น แต่คดีที่สาธารณะสงสัยว่าทหารหรือเจ้าหน้าที่เป็นผู้กระ-ทำให้ประชาชนเสีย ชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากกลับไม่มีความชัดเจนใดๆเลย ขณะที่การดำเนินคดีกับแกนนำ นปช. ในข้อหาก่อการร้ายนั้น ตามสำนวนฟ้องแกนนำ นปช. ถูกกล่าวหาโดยเชื่อมโยงว่ามีส่วนทำให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่เสียชีวิตทั้ง 89 ศพ

“ปัญหาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การทำงานของดีเอสไอเลือกที่จะมุ่งไปที่การสนับสนุนการดำเนินคดีต่อแกนนำ นปช. และหวังสร้างความชอบธรรมทาง การเมืองให้แก่รัฐบาล-ศอฉ. เป็นด้านหลักมากกว่าที่จะดำเนินการอย่างเที่ยงธรรมในทุกกรณีที่มีการเสีย ชีวิต”

ดังนั้น ศปช. จึงตั้งคำถามว่าดีเอสไอทำการสืบสวนสอบสวนอย่างสุจริตเที่ยงธรรมจริงหรือไม่ โดยเฉพาะอธิบดีดีเอสไอมีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงต่อเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” เนื่องจากอธิบดีดีเอสไอมีบทบาทสำคัญใน ศอฉ. มาโดยตลอด ซึ่งหากการสืบสวนสอบสวนพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้กระทำให้ประชาชนเสีย ชีวิต ศอฉ. ก็จะตกเป็นจำเลยด้วย

อย่างไรก็ตาม นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ออกมายืนยันว่า รายละเอียดของแต่ละสำนวนคดีเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และไม่เคยมีหน่วยงานไหนแถลง การเปิดเผยก็ทำไม่ได้ ถือเป็นเรื่องสำคัญในคดีทั้งที่สำนวนอาจส่งผลกระทบต่อตัวพยานด้วย โดยเฉพาะที่ประชาชนถูกอาวุธปืนความเร็วสูงยิงเสียชีวิตนั้นก็มีข้อมูลอยู่ใน สำนวนการสอบสวน ไม่ได้หายไปไหน แต่ดีเอสไอเพิ่งแถลงเพียง 18 ศพ ส่วนที่เหลือพนักงานสอบสวนจะแถลงให้ทราบทั้งหมดสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้

“ศอฉ.-ดีเอสไอ” โคตรใหญ่?

นอกจากนี้อธิบดีดีเอสไอยังแถลงว่า จะขอคัด ค้านการประกันตัวนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. หลังปิดการประชุมสภา เพราะก่อนหน้านี้นายเมธี อมรวุฒิกุล พยานในความคุ้มครองของดีเอสไอ ได้ร้องว่าถูกนายจตุพรข่มขู่ ทำให้ดีเอสไอต้องดำเนินการตามกฎหมาย โดยเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ดีเอสไอทำหนังสือแจ้งถึงสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) แล้ว

ทั้งที่หลายฝ่ายต้องการสร้างความปรองดองและเรียกร้องให้ปล่อยแกนนำ นปช. และคนเสื้อแดง แต่นายธาริตกลับต้องการให้จับกุมนายจตุพร เช่นเดียวกับบทบาทของ ศอฉ. ที่ควรจะค่อยๆลดลง แต่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. ก็ยังออกมาแถลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้เห็นว่านายอภิสิทธิ์ไม่มีความจริงใจที่จะสร้างความปรองดอง แต่กลับพยายามใช้อำนาจข่มขู่ฝ่ายตรงข้ามอยู่เช่นเดิม

เช่นเดียวกับกรณีที่ ศอฉ. ใช้อำนาจเรียกให้บุคคลต่างๆมารายงาน รวมทั้งควบคุมธุรกรรมทางการเงิน โดยอ้างว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายนั้น จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับการก่อการร้าย แต่ ศอฉ. ก็ไม่เคยขอโทษหรือยอมรับผิดต่อการกระทำดังกล่าวเลย และยังส่งผลกระทบต่อภาพพจน์ของกองทัพอีกด้วย

ศอฉ. ยังออกหมายเรียกให้ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง ไปรายงานตัว ซึ่ง พ.อ.อภิวันท์ตอบโต้ทันทีว่าเป็นการข่มขู่คุกคามฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าในช่วงสมัยประชุมจะออกหมายเรียกไม่ได้ แต่ได้ทำหนังสือด่วนที่สุดถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอให้ที่ประชุม อนุมัติให้ไปพบตามหมายเรียก อย่างไรก็ตาม พ.อ.อภิวันท์พร้อมจะเดินทางไปพบ ศอฉ. ที่สโมสรกองทัพบกเป็นการส่วนตัว เพื่อจะถามว่าเรียกเพื่ออะไร

“นี่คือการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม การออกหมายเรียกนี้ก็ไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา และไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าให้ไปพบใคร”

“อภิสิทธิ์” หักดิบ “ประวิตร”

นอกจากมีรายงานข่าวว่านายอภิสิทธิ์ไม่รับข้อเสนอของ ศปช. และ คอป. แล้วยังเพิกเฉยต่อหนังสือที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ ศอฉ. ได้เสนอให้นายอภิสิทธิ์ในฐานะประธาน ศอฉ. พิจารณาอนุญาตให้ประกันตัวแกนนำ นปช. ทั้งหมดชั่วคราว ซึ่งเป็นจดหมายที่นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช. มีถึง พล.อ.ประวิตร มีรายงานข่าวว่านายอภิสิทธิ์อ้างว่าต้องเป็นไปตามดุลยพินิจของศาลและกฎหมาย แต่นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาปฏิเสธว่าไม่มีการส่งเรื่องถึงนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นอำนาจของ ศอฉ. ที่จะดำเนินการเรื่องให้ข้อมูล จึงไม่เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี

แต่ก่อนหน้านี้นายอภิสิทธิ์ยอมรับว่ามีการยื่นเรื่องร้องเรียนมาจริง แต่จำไม่ได้ว่ามาจากกลุ่มไหน แล้วนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาใน ศอฉ. เท่าที่ทราบ พล.อ.ประวิตรสรุปว่าเรื่องนี้เป็นอำนาจของศาล จะทำได้หรือไม่อยู่ที่ศาล แต่ถ้ารายงานมาถึงจริงก็สั่งดำเนินการทุกเรื่อง อย่างกรณีนายคณิตทำหนังสือมาก็สั่งการให้กระทรวงยุติธรรมพิจารณาความเป็นไป ได้ ความถูกต้อง และความเหมาะสมไปแล้ว

จึงมีคำถามว่าถ้านายอภิสิทธิ์แสดงความจริงใจที่จะสร้างความปรองดองจริง ไม่ใช่ปรองดองแค่ปาก ก็ต้องออกมาแถลงให้ชัดเจนว่ามีการสั่งการอย่างเป็นทางการให้ทุกฝ่ายที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้รับไปปฏิบัติโดยเร็วที่สุดว่ามีความคืบหน้าถึงไหน แล้ว โดยเฉพาะบทบาท ของ ศอฉ. ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำให้ประชาชนเสีย ชีวิตและบาดเจ็บ ไม่ใช่ยังใช้อำนาจที่จะเรียกใครก็ได้ให้มารายงานตัว หรือออกมาแถลงในทำนองข่มขู่ต่างๆ

ต้องเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

เช่นเดียวกับกรณีที่ศาลอาญาอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว 3 ผู้ถูกคุมขังเนื่องจากเหตุการณ์ชุมนุมทาง การเมืองเมษายน-พฤษภาคม 2553 คือนายธีรเดช สังขทัต นายสมหมาย อินทนาคา และนายบุญยฤทธิ์ โสดาคำ โดยกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้ยื่นประกันตัวและใช้กองทุนยุติธรรมวางหลักทรัพย์ ค้ำประกัน ต่อมาวันที่ 11 พฤศจิกายน นายอภิสิทธิ์เชิญนายสมหมายและนายบุญยฤทธิ์เข้าพบที่รัฐสภาและนำมาเป็นผลงาน ตามนโยบายสร้างความปรองดอง ทั้งยังมีรายงานข่าวว่าถูกเจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาลบังคับให้เขียนจดหมายขอบ คุณนายกรัฐมนตรีอีกนั้น

ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล อาจารย์สถาบันประชากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะกรรมการ ศปช. ได้ตั้งข้อสังเกตว่าที่นายอภิสิทธิ์ย้ำว่าผู้ที่ถูกคุมขังเป็นการดำเนินการ ตามกฎหมาย รัฐบาลเพียงแต่พิจารณาช่วยเหลือเป็นรายกรณีตามนโยบายปรองดองนั้น ศปช. กลับสำรวจพบว่าหลายกรณีเป็นการจับกุมที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานตาม รัฐธรรมนูญ รวมทั้งหลักสิทธิมนุษยชน หลายกรณีจับกุมแบบเหวี่ยงแห ไม่มีพยานหลักฐานหนักแน่นพอ หรือตั้งข้อหารุนแรงเกินจริง หลายกรณีผู้ที่ถูกจับกุมถูกทำร้ายทรมาน ได้รับการปฏิบัติไม่เหมาะสม และถูกเจ้าหน้าที่ซ้อมหรือหลอกล่อให้รับสารภาพ

“ปัญหาเหล่านี้มีต้นเหตุสำคัญมาจากการที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลและขัดต่อรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การที่กลไกของรัฐเข้ามาช่วยเหลือผู้ที่ถูกคุมขังเป็นสิ่งที่รัฐบาลจำเป็น ต้องรับผิดชอบต่อปัญหาที่สืบเนื่องมาจากการกระทำของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐ เอง รัฐบาลไม่ควรสำคัญผิดว่าเป็นผลงานปรองดอง และขอเรียกร้องให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินทันที” ดร.กฤตยากล่าว

อย่าปรองดองแค่ปาก?

ดังนั้น การเรียกร้องให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งให้ปล่อยผู้บริสุทธิ์หรือปล่อยตัวชั่วคราวแกนนำ นปช. และคนเสื้อแดงกว่า 200 คนที่ถูกคุมขังมานานกว่า 6 เดือนนั้น จึงถือว่าเป็นการเริ่มต้นการปรองดองอย่างแท้จริง ไม่ใช่ปรองดองแค่ปากอย่างที่นายอภิสิทธิ์พยายามเลี่ยงบาลีอยู่ทุกวันนี้

เพราะแม้แต่ข้อเสนอของ คอป. ที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาเอง ซึ่ง คอป. ได้พูดคุย ปรึกษาหารือ และรับฟังความคิดเห็นจากบุคคล กลุ่มบุคคล องค์กร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย รวมทั้งหน่วยงานและองค์กรจากต่างประเทศยังทำบันทึกถึงนายอภิสิทธิ์ให้ปล่อย นักโทษการเมืองโดยเร็ว ซึ่งสิทธิที่จะได้รับการปล่อยตัวและสิทธิที่จะได้รับการปล่อยชั่วคราวเป็น สิทธิพื้นฐานของผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญาที่ได้รับการยอมรับเป็นสากลนั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 40 (7) ก็กล่าวถึง “สิทธิได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว” ตามมาตรา 39 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติว่า “ในคดีอาญาต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิด”

และตาม “หลักยกประโยชน์แห่งความสงสัย” ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 ระบุว่า การเอาตัวผู้ถูกกล่าวหาไว้ในความควบคุมหรือในอำนาจรัฐเป็นการจำกัดสิทธิของ ผู้ถูกกล่าวหา นอกจากจะกระทบต่อเสรีภาพของบุคคลอันเป็นสิทธิพื้นฐานแล้ว ยังกระทบถึงโอกาสในการต่อสู้คดี และส่งผลกระทบต่อครอบครัวและญาติพี่น้องของผู้ถูกกล่าวหาอีกด้วย

“คอป. เห็นว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการปล่อยชั่วคราวแกนนำบางส่วนที่ถูก ควบคุมตัวไว้ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อหรือสนับสนุนความรุนแรงในระหว่างการชุมนุม โดยตรง เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลเหล่านั้นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการนำแนวทางสันติวิธี มาใช้ในการแสวงหาทางออกให้กับบ้านเมือง การปล่อยตัวหรือการปล่อยชั่วคราวแกนนำดังกล่าวจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่ จะส่งสัญญาณว่าทุกฝ่ายให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับกระบวนการสร้างความ ปรองดองในชาติ นอกจากนี้ยังเป็นการลดกระแสความเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมไม่มีความเป็นธรรม ต่อผู้ถูกกล่าวหา อันเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่ความไม่เชื่อถือในระบบการปกครองของรัฐอันอาจ สร้างความร้าวฉานและความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นใหม่อีกด้วย”

ยุบ ศอฉ.-พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ความปรองดองจึงเกิดไม่ได้ตราบใดที่นายอภิสิทธิ์ยังไม่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินและปล่อยตัวแกนนำ นปช. และคนเสื้อแดงเพื่อให้ต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมปรกติตามข้อเสนอของ คอป. นอกจากนี้ฮิวแมนไรท์วอทช์ ประจำประเทศไทยยังเรียกร้องให้ยุบ ศอฉ. และ พ.ร.ก.ฉุก เฉินโดยเร็วที่สุด เพราะถือว่าหมดความชอบธรรมแล้ว ที่สำคัญการปิดบังหรือยื้อข้อเท็จจริงเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” ยิ่งกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนสหประชา ชาติ จนกลายเป็น “ตัวตลก” ของประชาคมโลกไปแล้ว

ยิ่งรัฐบาลเผด็จการพม่าให้อิสรภาพแก่นางออง ซาน ซู จี องค์กรสิทธิมนุษยชนและประชาคมโลกก็กลับมามองประเทศไทยและ “กระชับพื้นที่” นายอภิสิทธิ์ ซึ่งไม่สามารถปิดบังความจริง หรือใช้วาทกรรม อ้าง “นิติรัฐ-นิติธรรม” จอมปลอมกักขังและไล่ล่าคนเสื้อแดงได้อีกต่อไป เพราะจะยิ่งประจานตัวนายอภิสิทธิ์ว่าไม่ใช่นักการเมืองประชาธิปไตย แต่เป็น “ผู้นำทรราช” ที่รับใช้ “เผด็จการ”

โดยเฉพาะการชันสูตร 6 ศพในวัดปทุมวนาราม ดีเอสไอก็ยอมรับว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐหรือทหารเกี่ยวข้อง ดังนั้น ยิ่งรัฐบาลยื้อเวลาและไม่สรุปผลการชันสูตรพลิก ศพก็จะมีแต่เสียงประณาม “คนสั่งฆ่ายังลอยหน้า คนฆ่า ยังลอยนวล” ที่นับวันจะดังมากขึ้นเรื่อยๆ

ขณะที่คุกกลับขังคนเสื้อแดงที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและประชาธิปไตย

แทนที่จะมีไว้ขัง “คนชั่วและฆาตกร”!

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6  ฉบับ 287 วันที่ 27 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553 หน้า 16-17 คอลัมน์ เรื่องจากปกโดย ทีมข่าวรายวัน

 



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s