ปชป.ทำลายศาลรัฐธรรมนูญ-กกต.

นายคณิน บุญสุวรรณ อดีต ส.ส.ร. และนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตว่า ในเมื่อคุณรู้ว่าขาดอายุความแล้วไต่สวนต่อไปทำไมให้เสียเวลา ทำไมไม่รับเสียตั้งแต่ต้น ทำอย่างนี้เสียหายหมดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญยัน กกต. ถ้าอยากจะรับผิดชอบ กกต. ควรลาออกทั้งคณะ อ่านเหตุผลเต็มได้ดังนี้

มีตุลาการ 6 คนโมฆะหรือไม่

จริงๆแล้วองค์คณะมี 5 คน ฉะนั้นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 6 คนไม่ถือว่าขัดต่อกฎหมาย แต่ที่น่าสงสัยคือทำไมมีตุลาการถอนตัวหลังจากไต่สวนคดีนี้มาเป็นเวลานาน โดยอ้างว่าไปฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ที่หมิ่นประมาทอะไรก็แล้วแต่ ไม่สมเหตุสมผล นอกจากนี้มีบางคนขอถอนตัวแต่ไม่ยอมให้ถอน มีอะไรหรือไม่ ซึ่งค่อนข้างพิกล ในจำนวนตุลาการทั้ง 6 คน ดูรายชื่อแล้วส่วนใหญ่เคยมีท่าทีค่อนข้างจะเป็นปรปักษ์กับกลุ่มการเมืองที่สืบเนื่องมาจากพรรคไทยรักไทย

ตุลาการคนหนึ่งเคยเป็นตุลาการในคณะตุลาการที่สั่งยุบพรรคไทยรักไทย และตุลาการอีกคนหนึ่งเคยเป็นผู้พิพากษาในศาลยุติธรรม ซึ่งหลังปฏิวัติได้เข้ามาเป็นรัฐมนตรี เป็น ส.ส.ร. (สมาชิกสภาร่างรัญธรรมนูญ) เป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และตัวเองก็เข้าไปเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ถือเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน ประเทศอื่นไม่ทำกัน แต่ประเทศนี้ทำกันหน้าตาเฉย และตลอดเวลาก็เป็นหนึ่งในการแสดงวาทะโจมตี วิพากษ์วิจารณ์การเมืองฝั่งตรงข้าม โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาโดยตลอด

นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของกระบวนวิธีในการพิจารณาที่ใช้เวลาค่อนข้างมาก และให้โอกาสพรรคการเมืองผู้ถูกร้องค่อนข้างมาก ถือว่าเป็นพรรคที่มีสิทธิพิเศษ แต่ประเด็นสำคัญคือศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลสูงสุด เป็นศาลเดียวที่มีคำวินิจฉัยที่เป็นที่สิ้นสุดเด็ดขาดและผูกพันทุกองค์กร ผูกพันแม้กระทั่งคำพิพากษาศาลฎีกา การที่ศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาวินิจฉัยกรณีผู้ถูกร้องเป็นกลุ่มการเมืองฝ่ายตรง ข้าม คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) คือพรรคพลังประชาชน นายกรัฐมนตรี 2 คน คนแรกคือนายสมัคร สุนทรเวช ศาลรัฐธรรมนูญก็สร้างบรรทัดฐานว่าแค่เป็นลูกจ้างทำรายการทำกับข้าวโชว์ทาง โทรทัศน์ได้ค่าตอบแทน ถือเป็นลูกจ้างตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน เพราะฉะนั้นคำวินิจฉัยตรงนั้นศาลรัฐธรรมนูญได้สร้างบรรทัดฐานแล้ว แต่การสร้างบรรทัดฐานครั้งนั้นถือเป็นการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของ ประชาชน

บรรทัดฐานครั้งที่ 2 คือการสั่งยุบพรรคพลังประชาชนเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2551 ในขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯยึดสนามบิน การยุบพรรคพลังประชาชนครั้งนั้นเปิดช่องให้พันธมิตรฯอ้างเหตุผลที่จะเลิก ชุมนุม เพราะเหมือนกับว่าบรรลุผลตามเป้าหมายแล้ว การยุบพรรคพลังประชาชนครั้งนั้นเป็นการสร้างบรรทัดฐานของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว เพียงแค่ ส.ส. คนหนึ่งซึ่งเป็นถึงประธานสภาถูกกล่าวหาว่าซื้อเสียงโดยมีหลักฐาน และ กกต. (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) ให้ใบแดงและโยงไปว่ากรรมการบริหารพรรคมีส่วนรู้เห็น ดังนั้น จึงยุบพรรคพลังประชาชนและเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งทั้งหมด เท่ากับเป็นการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนครั้งที่ 2 แสดงว่าศาลรัฐธรรมนูญได้สร้างบรรทัดฐานไว้แล้ว

แต่พอถึงคราวที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องสร้างบรรทัดฐานกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ถูกร้องในข้อหานำเงิน 29 ล้านบาทของกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองของ กกต. ความจริงเงินนี้มาจากเงินงบประมาณแผ่นดิน มาจากภาษีของประชาชน ซึ่ง กกต. มีหน้าที่ปกป้องเงินกองทุนนี้ ในขณะเดียวกันศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่รักษาเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและรักษา เจตนารมณ์ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่ระบุเอาไว้ชัดเจน ในมาตรา 93 พูดง่ายๆคือต้องช่วยกันดูแลปกป้องรักษาเงินของแผ่นดิน คือเงินภาษีของประชาชน

ตามความเป็นจริงเงื่อนไขที่ว่าผู้ร้องคือ กกต. ได้ยี่นคำร้องเกินกำหนดเวลา 15 วัน ซึ่งเป็นเหตุผลตั้งแต่ต้นที่ยื่นมา ถ้าคุณจะไม่รับก็ต้องไม่รับตั้งแต่ตอนนั้น แต่คุณปล่อยให้เขาดำเนินการไต่สวนและเกิดเรื่องกลายเป็นคลิปฉาวขึ้นมาว่ามี ตุลาการบางคนแอบพบปะกับกรรมการบริหารพรรค ซึ่งเป็นทีมกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ในคดียุบพรรค แต่พอถึงเวลาแล้วถือว่า กกต. ทำหน้าที่โดยสมบูรณ์

ในขณะเดียวกันเมื่อเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณามี 5 ประเด็น ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือศาลรัฐธรรมนูญต้องชี้และวางบรรทัดฐานไว้ว่าการนำ เงินจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองที่อยู่ในความดูแลของ กกต. และเป็นเงินของประชาชนไปใช้จ่ายผิดวัตถุประสงค์ และยังมีหลักฐานจากการไต่สวนว่ามีการทำนิติกรรมอำพราง สิ่งเหล่านี้เป็นความชั่วร้าย เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญหรือไม่ เป็นความผิดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ แล้วความผิดขนาดนี้สมควรให้มีการเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของกรรมการบริหาร พรรคและหัวหน้าพรรคหรือไม่ แต่ศาลรัฐธรรมนูญกลับไม่ให้ความสำคัญในประเด็นนี้เลย ทั้งๆที่เป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่เช่นนั้นจะมีศาลรัฐธรรมนูญเอาไว้ทำไม

ศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่ศาลแขวง หรือศาลอาญา หรือศาลจังหวัด ที่สามารถเอาประเด็นเรื่องอายุความมาหักล้าง แต่นั่นมีถึง 3 ศาล ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลเดี่ยว หากมีคำวินิจฉัยก็เป็นที่สิ้นสุดเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญให้ความสำคัญกับคำร้องที่ยื่นมาขาดอายุความหรือไม่ เกินกว่าเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมายหรือไม่ แต่คุณไม่สนใจเลย แสดงว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ทำหน้าที่ในฐานะผู้ปกป้องเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปกป้องเจตนารมณ์ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่สำคัญที่สุดคือคุณต้องปกป้องทรัพย์สินของประชาชนที่อยู่ในรูปของกองทุน

ขนาด กกต. ซึ่งเป็นองค์กรเบื้องต้นในการดูแลทรัพย์สินของประชาชน ในส่วนนี้เขาลงความเห็นมาแล้ว ผ่านคณะกรรมการการเลือกตั้งมาแล้ว ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งในฐานะนายทะเบียนก็ดำเนินการตามมติของคณะ กรรมการการเลือกตั้ง โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการเลือกตั้ง ยื่นคำร้องไปที่อัยการสูงสุดๆก็เห็นพ้องด้วย แต่ศาลรัฐธรรมนูญกลับชี้ว่ายื่นเกินกำหนดระยะเวลา ดังนั้น ถือว่าคำร้องตกไป แล้วทำไมไม่ตกไปเฉพาะตรงนั้น ทำไมต้องตกไปทั้งหมด แสดงว่าไม่ยอมวินิจฉัยเลย เหมือนกับนักมวย 2 คนขึ้นเวทีเขาตั้งหน้าตั้งตาจะชก แต่เขายังไม่เริ่มชกเลยคุณไปยกมืออีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าคุณชนะฟาวล์ เพราะอีกฝ่ายสวมนวมไม่ถูกต้องตามหลัก ก็ตลกดี

แต่ที่บอกว่าต้องทำเป็นบรรทัดฐานคือ ต่อจากนี้ไปพรรคการเมืองใดเอาเงินกองทุนไปใช้ผิดวัตถุประสงค์จะถูกยุบหรือ ไม่ถูกยุบ กรรมการบริหารพรรคจะถูกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ชี้ เมื่อไม่ชี้ต่อไปพรรคการเมืองใดก็แล้วแต่ โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่มีอิทธิพลรัฐอยู่ในมือ ถ้าจะเอาเงิน กกต. ไปใช้สัก 100 ล้านบาทแล้วล็อบบี้หรือเจรจากับคนใน กกต.บางคนว่าดึงๆเรื่องไว้นะ แม้จะมีคนร้องมาก็แล้วแต่ เขาอาจจะบอกว่าดึงเรื่องไว้หน่อยนะ ให้เรื่องหมดอายุความเสียก่อนแล้วค่อยร้องไป ถ้าเป็นอย่างนี้ก็พินาศหมด ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง กกต. ต้องยกเลิกไป ไม่ต้องมีแล้วประเทศนี้ กกต.แบบนี้ ทั้งขึ้นทั้งล่องเลย

เป็นไปได้หรือที่จะพลาดเรื่องเกินอายุความ

เรื่องนี้ยากที่จะอธิบาย สมมุติตัวอย่างเทียบเคียงนักมวย 2 คนขึ้นเวทีพร้อมกัน ทุกคนต้องพันผ้าสวมนวม แล้วเชือกรองเท้าไม่ผูก อย่างนี้เป็นไปได้หรือไม่ที่กรรมการจะไม่เห็น ถ้ากรรมการเห็นจะต้องท้วงติงกันตั้งแต่ตอนนั้น ยืดเวลาออกไปสักนิดก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย ดังนั้น เป็นไปไม่ได้ที่ กกต. คณะนี้จะไม่รู้ว่าถ้ายื่นคำร้องไปแล้วจะหมดอายุความ การตัดสินครั้งนี้ออกมาพังหมด ศาลรัฐธรรมนูญพังอยู่แล้ว กกต. ยิ่งพังหนักเข้าไปใหญ่ ทางออกของ กกต. ทางเดียวขณะนี้จะกล้าหรือเปล่า ถ้ากล้าก็ลาออกทั้งคณะ มีทางเดียวเท่านั้น

เพราะฉะนั้น กกต. ต้องตัดสินใจ ต้องสู้กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นั่นคือต้องกลับไปทบทวนและยื่นคำร้องใหม่ ต้องโต้แย้งศาลรัฐธรรมนูญว่าตรงนี้ไม่ใช่เนื้อหา ถ้าเป็นเนื้อหาในคดีแล้วอาจเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัย หักลบกลบหนี้กันแล้ว ไต่สวนกันทั้ง 2 ฝ่ายแล้วเห็นว่าไม่ควรยุบพรรค หรือควรยุบพรรคก็ว่าไป และคำวินิจฉัยตรงนั้นเป็นที่สิ้นสุดเด็ดขาด ทุกคนต้องยอมรับ แต่จะเป็นเมื่อไร วันไหน สามารถมองต่างกันได้ ศาลรัฐธรรมนูญมองเห็นอย่างนี้ แต่ศาลอื่นอาจมองผิดก็ได้ ต้องมีคนมาตัดสิน

ใครจะมาเป็นผู้ตัดสิน

ต้องมีคณะกรรมการจากฝ่ายตุลาการมาตัดสินว่าเรื่องเงื่อนระยะเวลาของใคร ผิดของใครถูก ไม่ใช่ปล่อยแค่นี้ เพราะ กกต. ไม่ใช่ผู้เสียหาย ดีไม่ดี กกต. อาจเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิด เพราะผู้เสียหายคือประชาชน ผู้เสียหายคือกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง ผู้เสียหายคือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ผู้เสียหายคือเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการ เมือง ที่สำคัญที่สุดผู้เสียหายคือเจ้าของงบประมาณแผ่นดิน กกต. เป็นผู้เสียหายจะทำเฉยๆ หรือใครจะด่าว่าอย่างไรก็เฉยๆ เดี๋ยวก็หยุดเอง ถ้าคิดอย่างนี้ กกต. ทั้งคณะต้องลาออก ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น แล้วให้ กกต. ชุดใหม่มาดำเนินการ

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่หมดอายุความและเป็นที่สิ้นสุดเด็ดขาด ผมยืนยันว่าการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ในเรื่องอายุความเป็นที่ สิ้นสุดเด็ดขาดไม่ได้ เพราะว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เนื้อหาแห่งคดี การถือเอาอายุความเป็นสิ้นสุดเด็ดขาดศาลรัฐธรรมนูญต้องยกคำร้องตั้งแต่ต้น ไม่ปล่อยมายาวขนาดนี้ นี่เสียหายไปหมดทั้งบ้านทั้งเมือง ตัวศาลรัฐธรรมนูญก็เสียหาย ศาลรัฐธรรมนูญต้องลาออก

ที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ประธานศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็น 1 ใน 2 ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อยที่วินิจฉัยว่าพรรคมีความผิด ก็ต้องดูว่าคนระดับที่เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญเอาเนื้อหาของคดีนี้มา วินิจฉัยเพื่อให้เกิดบรรทัดฐานว่าทำอย่างนี้ผิดหรือไม่ ทำได้หรือไม่ได้ กรรมการบริหารต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือไม่ แต่อีก 4 คนไม่เอาเรื่องนี้มาพิจารณาเลย และกลายเป็นว่าไปยึดถือตามเสียง 4 คน ถามว่าถูกต้องหรือไม่

ผมยังยืนยันว่าไม่ถูกต้องแน่นอน เพราะฉะนั้นอย่ามาอ้างว่าสิ้นสุดเด็ดขาด และทุกคนต้องเคารพศาล แต่เวลาเดียวกันถามว่าทุกคนมีสิทธิที่จะปกป้องเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือ ไม่ ทุกคนมีสิทธิที่จะปกป้องเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองที่มาจากภาษีอากรของ ประชาชนหรือไม่ ทีเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดินเลยคุณยังเห็นว่าเป็นเรื่องคอขาดบาด ตายถึงขนาดต้องให้พ้นจากตำแหน่ง และให้ล้มรัฐบาลไปเลย ทำไมแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ทีอย่างนี้เป็นเรื่องงบประมาณแผ่นดิน เป็นเรื่องภาษีอากรของประชาชน และเป็นเรื่องของหลักการประชาธิปไตยที่ต้องการเสริมสร้างระบบพรรคการเมือง ให้เข้มแข็ง ซื่อสัตย์สุจริต และเป็นประชาธิปไตย

ก่อนหน้านี้ก็หมดอายุความแต่ถูกยุบ

ต้องไปดูว่ามีหรือไม่กรณีอย่างนี้ ถ้ามีกรณีอย่างนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องตอบอีกว่ายึดอะไร ก็อย่างที่บอกนับจากวันไหนมองต่างมุมกันได้ ถ้าจะบอกว่าเป็นเรื่องภายในของ กกต. คุณต้องรู้เองว่าวันไหน อย่างนี้ไม่ได้ พูดแบบกำปั้นทุบดินเกินไป ไม่เหมาะที่จะมาเป็นบรรทัดฐานกัน เวลานี้เสียหายหมดในวงการตุลาการ วงการกระบวนการยุติธรรม วงการศาล วงการสอนวิชานิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ต่างงงงันกันทั้งประเทศ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่ต้องมี กกต. ไม่ต้องมีศาลรัฐธรรมนูญ ลาออกทั้งหมดทั้งคณะ เขาจะได้เอาไปทำอย่างอื่น อย่างน้อยที่สุดเงินจำนวนมากมายมหาศาลอย่างนี้ถ้าเฉลี่ยให้ประชาชนไป อย่างเช่นไปช่วยเหลือน้ำท่วมยังดีกว่า ทำกันอย่างนี้ป่นปี้หมด และอย่ามาอ้างว่าต้องเคารพคำสั่งศาล อะไรต่างๆก็เห็นกันชัดๆ

หากไม่ยุบ ปชป. โอกาสจัดระเบียบประเทศจะมีมากกว่า

การที่บอกว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่สั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์จะด้วยเหตุผลอะไรก็ แล้วแต่ แล้วบอกว่านี่เป็นการจัดระบบประเทศใหม่ นี่ไม่ใช่การจัดระบบประเทศ แต่เป็นการจัดระบบอำนาจมากกว่า ดังนั้น เมื่อเป็นอย่างนี้แสดงว่าทั้งหมดคุณยังเห็นว่าต้องการให้บรรยากาศของรัฐ ประหาร19 กันยายนสืบเนื่องไปเรื่อยๆจนกว่าคุณจะสำเร็จตามความประสงค์ จะเป็นบันได 4 ขั้น 5-6 ขั้นอะไรก็แล้วแต่ จนกระทั่งสำเร็จในขั้นสุดท้าย ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าอะไรกว่าที่บันไดกี่ขั้นของคุณจะประสบความสำเร็จ เมื่อถึงเวลานั้นบ้านเมืองจะล่มสลายหมดแล้วก็ไม่รู้ ไม่ทราบว่าพวกคุณคิดอะไรกันอยู่ เรื่องนี้ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ว่าจะกองทัพก็ดี ใครก็ตามที่หนุนหลังรัฐบาลนี้อยู่ต้องร่วมกันรับผิดชอบ

ศาลรัฐธรรมนูญยังจำเป็นต่อการเมืองไทยหรือไม่

สมัยที่เรามีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ เราพึ่งพาตุลาการรัฐธรรมนูญไม่ได้ เพราะว่าตุลาการรัฐธรรมนูญสมัยนั้นคนที่เป็นประธานมักจะเป็นประธานรัฐสภา ซึ่งเป็นนักการเมือง เพราะฉะนั้นเมื่อถึงเวลาจะเอาเรื่องกฎหมายเข้าไปขอคำวินิจฉัยว่าขัดรัฐ ธรรมนูญหรือไม่จึงพึ่งพาไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ ส.ส.ร.ปี 40 จึงคิดว่าน่าจะให้ศาลรัฐธรรมนูญมาทำหน้าที่นี้ แต่พอมีขึ้นมาแล้วเลยเถิดไปถึงขนาดตัดสินล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของ ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญปี 50 ต้องดูที่มาว่ามาจากประชาชนหรือไม่ ซึ่งไม่ได้มาจากประชาชนเลย ส่วนใหญ่มาจากศาล

อันที่สองต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภาหรือไม่ อันที่สามต้องรับผิดชอบต่อประชาชนหรือไม่ แต่คุณกลับให้มีอำนาจควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เท่ากับว่าภายใต้รัฐธรรมนูญปี 50 ตามกฎกติกาที่เขียนเอาไว้ ก็เลยไปทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นลูกไก่ในกำมือของฝ่ายตุลาการ และองค์กรอิสระที่เป็นอำนาจที่ 4 ไม่ได้รับผิดชอบต่อประชาชนแม้แต่นิดเดียว บ้านเมืองไปไม่รอดแบบนี้ โครงสร้างทางอำนาจย่อยยับหมดแล้ว บิดเบี้ยวหมดแล้ว และยังมีกองทัพฮึ่มๆอยู่ตลอดเวลา

ขณะเดียวกันก็มีนายทุน นักธุรกิจ ชอบอกชอบใจเหลือเกินบอกว่าสนุกสนาน ศาลรัฐธรรมนูญไม่สั่งยุบพรรค ถ้าเป็นต่างประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเขาหวั่นไหว ตลาดทุนพังพินาศหมดแล้ว มีอย่างที่ไหนศาลรัฐธรรมนูญไม่ชี้ความผิดว่าผิดหรือไม่ แต่ชี้ออกมาว่าไม่ต้องยุบพรรคหรอก เพราะยื่นคำร้องมาเกินกว่าอายุความ ปรากฏว่านักธุรกิจพออกพอใจ นี่คือสัญญาณร้ายของประเทศ เพราะเท่ากับว่ามีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นคนกลุ่มเล็กๆได้ประโยชน์จากการเมือง ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้

ปชป. ขอให้จำหน่ายคดีเงิน 258 ล้าน

จะขอก็ขอได้ แต่ไม่มีทางเหมือนกับคดีเงิน 29 ล้านบาท คดีเงิน 258 ล้านบาทเป็นเรื่องคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับคนในพรรคประชาธิปัตย์ ระดับกรรมการบริหารพรรค และโยงใยไปเรื่องของการทุจริตในบริษัทซึ่งอยู่ในตลาด นั่นเป็นเงินมหาชนไม่ใช่เงินส่วนตัว และคดีนี้เป็นเรื่องของการใช้จ่ายเงินบริจาค มีกฎหมายอะไรต่างๆซึ่งต่างกันลิบลับกับคดี 29 ล้านบาท เพราะฉะนั้นจะมาถือโอกาสขอจำหน่ายคดีเพราะเป็นเรื่องหมดอายุความนั้นไม่ได้

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 288 วันที่ 4-10 ธันวาคม พ.ศ. 2553 หน้า 18
คอลัมน์ : ฟังจากปาก
โดย : ถนอมศรี จันทร์ทอง

 


One Comment on “ปชป.ทำลายศาลรัฐธรรมนูญ-กกต.”

  1. […] This post was mentioned on Twitter by Siam Parade, ThaiNEWSpace. ThaiNEWSpace said: ปชป.ทำลายศาลรัฐธรรมนูญ-กกต.: นายคณิน บุญสุวรรณ อดีต ส.ส.ร. และนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตว่า ในเมื่อคุ… http://bit.ly/eN5Zhq […]


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s