‘รัฐบาลอภิสิทธิ์’ ผู้ก่อการร้ายตัวจริง

ผศ.ดร.จารุพรรณ กุลดิลก อดีตอาจารย์พิเศษ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาจิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้หญิงคนเดียวที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องให้ยูเอ็นเข้ามาร่วมสังเกตการณ์การ เผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลกับคนเสื้อแดง และเห็นว่าผู้ก่อการร้ายตัวจริงก็คือรัฐบาล ไม่ใช่คนเสื้อแดงอย่างที่คิดกัน ที่คิดอย่างนี้เพราะเหตุผลดังนี้

ทำไมต้องยื่นฟ้องศาลโลกอาญาระหว่างประเทศ

สืบเนื่องจากการที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีการประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง และจัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เพื่อควบคุมและปราบปรามการชุมนุมของประชาชนที่มาเรียกร้องให้มีการยุบสภาตาม กรอบของรัฐธรรมนูญ แต่กลับมีการใช้กองกำลังทหารเข้าปราบปรามกลุ่มคนเสื้อแดงในเดือน เมษายน-พฤษภาคม 2553 เป็นการประทุษร้ายประชาชนพลเรือนอย่างเป็นระบบ ซึ่งอาจเข้าข่ายอาชญากรรมต่อมนุษยชาติตามธรรมนูญกรุงโรม ซึ่งเป็นธรรมนูญที่กำเนิดศาลอาญาระหว่างประเทศ

ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงที่ผ่านมาประเทศไทยได้ลงนามแต่ไม่ได้ให้สัตยาบัน ต่อธรรมนูญกรุงโรมก็ตาม แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นคือ เมื่อครั้งที่เกิดเหตุการณ์การใช้กำลังทหารปราบปรามประชาชนในประเทศซูดานและ คองโก ซึ่งไม่เคยลงนามในธรรมนูญ แต่ปัจจุบันประธานาธิบดีของทั้ง 2 ประเทศก็เป็นจำเลยในศาลโลกแล้วเช่นกันในฐานะอาชญากรต่อมนุษยชาติ

ใครเป็นผู้ยื่นฟ้อง

ผู้ยื่นฟ้องก็คือเจ้าทุกข์ทุกคน นั่นคือญาติของผู้ที่เสียชีวิตจากการเข้ากระชับพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ทหาร ที่ใช้อาวุธสงครามเต็มพิกัดเข้ามาสลายการชุมนุมจำนวน 91 คน จากทั้ง 2 ช่วงเวลา และพี่น้องประชาชนชาวไทยที่เข้าร่วมชุมนุมตามสิทธิที่มีอยู่แต่กลับเป็นผู้ ถูกกระทำจากเจ้าหน้าที่รัฐ ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมโดยทหารมากกว่า 2,002 คน ทั้งบาดเจ็บเล็กน้อยจนถึงพิการและทุพลภาพ เป็นผู้ดำเนินการในเรื่องนี้

มีหลักฐานแค่ไหน

การรวบรวมพยานหลักฐานทั้งพยานวัตถุและพยานบุคคล เพราะการดำเนินการของ ศอฉ. ในการกระชับพื้นที่นั้นมีบรรดาสื่อสารมวลชนทั้งไทยและต่างชาติมากกว่า 200 คน ที่เข้ามาบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนั้น หลักฐานมีมากมาย เนื่องจากนักข่าวต่างชาติอยู่ในเหตุการณ์กว่า 200 ชีวิต มีการบันทึกเหตุการณ์ว่าการสลายการชุมนุมมีการใช้อาวุธสงครามกับประชาชนมือ เปล่า และภาพเหล่านั้นได้เผยแพร่อย่าง real time ไปทั่วโลก ซึ่งภาพดังกล่าวเป็นภาพที่ถูกถ่ายทอดไปสู่สายตาของคนต่างชาติทั้งโลก

ยื่นฟ้องในข้อหาใด

การดำเนินคดีของประชาชนที่กล่าวหารัฐบาลนายอภิสิทธิ์และคณะ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทั้งทหารและพลเรือนที่อยู่ใน ศอฉ. ในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ โดยคณะตุลาการนูเร็มเบิร์ก ได้มีการยอมรับว่าการฆาตกรรมเป็นรูปแบบหนึ่งของอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ซึ่งทำให้บุคคลต้องมีความรับผิดชอบในอาชญากรรมภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นกฎบัตรของคณะตุลาการทหารระหว่างประเทศ (The Charter of the International Military Tribunal) บัญญัติว่า อาชญากรรมต่อมนุษยชาติคือ การฆาตกรรม การทำให้สิ้นชีวิต การทำให้เป็นทาส การเนรเทศ และการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมอื่นๆที่กระทำต่อประชากรพลเรือน

ฟ้องใครบ้าง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสาทิตย์ วงหนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด เป็นต้น นอกจากนี้ยังรวมถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดใน ศอฉ.

ศาลจะใช้เวลาพิจารณาคดีนานไหม

ตรงนี้ไม่ทราบว่าจะใช้เวลาในการพิจารณานานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับกระบวนการในการพิจารณา ซึ่งเชื่อว่าคงใช้เวลาพอสมควร แต่กระบวนการต่างๆจะเป็นไปอย่างเปิดเผยและยุติธรรมอย่างแน่นอน

“ประชาธิปไตย” คืออะไร

ประชาธิปไตยคือการเคารพว่า 1 คน มี 1 สิทธิ 1 เสียงอย่างเท่าเทียมกัน และประชาธิปไตยคือการเคารพเสียงของคนส่วนใหญ่ ในการจัดลำดับความสำคัญของนโยบายในระดับประเทศ เสียงของประชาชนจะสะท้อนว่าประเทศเป็นอย่างไร ปัญหาของประเทศที่แท้จริงคืออะไร เสียงที่ซ้ำๆกันของประชาชนจะบ่งบอกปัญหาใหญ่ในด้านต่างๆ และรัฐจะต้องให้ความสำคัญในการจัดการปัญหานั้นเป็นอันดับต้นๆ เช่น ปัญหาหนี้สิน ความยากจน การศึกษา น้ำท่วม เป็นต้น ไม่ใช่เอาใจใส่โครงการที่ไม่สะท้อนความต้องการของประชาชน เช่น รถเมล์ จนในที่สุดปัญหาหลักก็ไม่ได้แก้ไข เช่น กรณีน้ำท่วม จนมีผู้เสียชีวิตอย่างไม่ควรจำนวน 200 กว่าคน

คนเสื้อแดงคือผู้ก่อการร้ายจริงหรือ

ตรงนี้ไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมรัฐบาลถึงจงเกลียดจงชังพี่น้องคนเสื้อแดงที่ เป็นคนไทยเช่นกัน เขามาทำหน้าที่และทำตามสิทธิที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แต่รัฐบาลกลับบอกว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ขนาดที่ภาคใต้มีระเบิดทุกวัน เจ้าหน้าที่ตายทุกวัน คนที่ก่อการเหล่านั้นยังไม่โดนข้อหานี้เลย ดังนั้น คำว่าผู้ก่อการร้ายเป็นข้อกล่าวหาของรัฐบาลซึ่งปราศจากหลักฐาน มีผู้ร่วมชุมนุมเรือนแสนเกือบทุกวัน รวมทั้งนักข่าวทั้งในและต่างประเทศเฝ้าสังเกตการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดง อาจมีตำรวจ ทหารนอกเครื่องแบบปะปนอยู่ด้วยซ้ำ แต่ไม่ปรากฏว่าพบอาวุธหรือสิ่งผิดปรกติใดๆมาเป็นแรมเดือน

ซึ่งในทางกลับกันมีคนจำนวนมากทั่วโลกเห็นว่ารัฐบาลมีพฤติกรรมที่เปรียบ เสมือนผู้ก่อการร้ายมากกว่า โดยมีการนำทหารกว่า 80,000 นาย พร้อมอาวุธสงครามมาใช้กับพลเรือนมือเปล่า จำนวนมากกว่าไปรบกับต่างชาติเสียอีก ทั้งรถถัง เฮลิคอปเตอร์ซึ่งโรยแก๊สน้ำตาใส่บริเวณที่มีชาวบ้าน ทั้งคนแก่ เด็กเล็กนั่งอยู่จำนวนมาก มีการใช้ปืนสงครามนานาชนิดที่ใช้กระสุนจริงยิงเข้าใส่ประชาชนมือเปล่าในระยะ ประชิด มีการตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดสัญญาณโทรศัพท์ และปิดกั้นไม่ให้กาชาดสากลเข้ามาดูแลพลเรือนตามสนธิสัญญาเจนีวา จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก พฤติกรรมเหล่านี้ของรัฐบาลและ ศอฉ. เข้าข่ายเป็นการกระทำของผู้ก่อการร้ายมากกว่า ซึ่งขัดกับหลักมนุษยธรรม และเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนโดยแท้จริง

คนเสื้อแดงไม่จงรักภักดีจริงหรือ

นั่นเป็นข้อกล่าวหาเพื่อทำลายความชอบธรรมของกระบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง และที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ข้อหานี้ได้ทำลายพลังของประชาชนและทำลายคน บริสุทธิ์มามาก แต่บัดนี้การยัดเยียดข้อหานี้กับคนเสื้อแดงดูเหมือนจะไม่สำเร็จแล้วในโลก ปัจจุบันที่ความจริงปรากฏได้ง่ายขึ้น เพราะความจริงปรากฏว่าคนที่ทำให้สถาบันเบื้องสูงเสื่อมเสียคือกลุ่มที่อ้าง อิงสถาบันเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ พันธมิตรฯ และกลุ่มของนายเนวิน ชิดชอบ ในทางหลักสากลถือว่าการอ้างอิงสิ่งใดย่อมเป็นการทำลายสิ่งนั้น

ต่างชาติเขียนข่าวถึงพฤติกรรมของการดึงสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้องทางการ เมืองตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทั้งนี้ กลุ่มเหล่านี้จะใช้ข้ออ้างในการรักษาอำนาจ โดยการกล่าวหาและผลักไสให้ประชาชนบริสุทธิ์เรือนล้านไปอยู่ฝ่ายไม่จงรัก ภักดี ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เป็นวิธีคิดที่ไม่สร้างสรรค์และบ่อนทำลายระบบ คนที่อ้างอิงสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อประโยชน์ทางการเมืองนั้นเป็นพฤติกรรม ที่ทำลายชาติอย่างแท้จริง

อนาคตคนเสื้อแดง

ประชาชนที่ตื่นตัวเรียนรู้ข้อมูลข่าวสารการบ้านการเมืองทุกวัน เขาเหล่านั้นจะสามารถวิพากษ์ วิจารณ์ วิเคราะห์ สังเคราะห์รูปแบบและทิศทางของประเทศได้อย่างแม่นยำมากขึ้นเรื่อยๆ เราจะได้ประชาชนที่มีคุณภาพจำนวนมาก และวันหนึ่งคนเหล่านี้จะเป็นผู้นำทางความคิดและชี้นำสังคมและประเทศให้เป็น ไปในทิศทางที่เคารพประชาธิปไตย เคารพประชาชน และยกย่องให้เกียรติคุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ประเทศไทยจะมีการปฏิรูประบบกฎหมายขนานใหญ่โดยเน้นไปที่หลักศักดิ์ศรีของความ เป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชน

ความยุติธรรมมีจริงหรือไม่

ที่บ้านเมืองไม่สงบสุขทุกวันนี้ก็เพราะไม่มีความเป็นธรรมในบ้านเมือง หลักกฎหมายง่ายๆประเทศไทยยังไม่สามารถทำให้ตรงไปตรงมา จนเสมือนดูถูกสติปัญญาคนทั้งประเทศ อย่างไรก็ไม่มีวันที่จะเกิดสันติภาพได้ง่ายๆ

เรื่อง 2 มาตรฐานเป็นอย่างไร

เรื่อง 2 มาตรฐานกลายเป็นคีย์เวิร์ดประจำของรัฐบาลนี้ไปแล้ว เพราะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง 2 มาตรฐานปรากฏขึ้นในข่าวต่างประเทศเป็นประจำ ซึ่งทุกคนสามารถค้นจากอินเทอร์เน็ตได้ด้วยตนเอง และจะได้ทราบว่าต่างชาติมองประเทศไทยภายใต้การบริหารของนายอภิสิทธิ์และคณะ รัฐมนตรี รวมทั้งคนที่เกี่ยวข้องอย่างไร เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งว่าในเวลานี้ทั่วโลกกำลังให้ไทยเป็นตัวอย่างของคำ ว่า 2 มาตรฐานไปแล้ว เพราะเขาบอกว่าหากอยากรู้ว่า 2 มาตรฐานเป็นอย่างไรให้ศึกษาที่ประเทศไทย จะพบความจริงว่า 2 มาตรฐานคืออะไร

ภาพรวมของประเทศไทย

ในขณะที่ประเทศไทยมาถึงจุดที่ตกต่ำที่สุดในแง่วิธีคิดในเรื่องโครงสร้าง การปกครอง การละเมิดสิทธิมนุษยชน การปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น (Freedom of Speech) และกองทัพ แต่ก็เป็นโอกาสที่ทำให้คนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหมายรวมไปถึงประชาชนคนไทยทุกคนได้เรียนรู้และตระหนักถึงปัญหา คนไทยเจ็บปวดมามากกับปัญหาความขัดแย้งที่ไม่มีทางออก ต่อไปคนจะยอมทดสอบทฤษฎีแห่งหลักการของการเคารพซึ่งศักดิ์ศรีของความเป็น มนุษย์ คนในประเทศจะพูดเรื่องสิทธิมนุษยชนมากขึ้น และให้คุณค่านี้อยู่เหนือหลักอื่นๆในรัฐธรรมนูญ

กองทัพในสายตานักวิชาการ

กองทัพไม่ควรยุ่งกับการเมือง ไม่ควรนำวิธีคิดเรื่องการปกครองแบบทหารมาใช้กับการเมือง ส่วนตัวในฐานะที่ทำงานด้านพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เห็นว่าการนำเอาโครงสร้างการ ปกครองแบบทหารมาใช้กับการปกครองประเทศเป็นการปิดกั้นการเรียนรู้ของคน ทำให้คนไม่พัฒนาศักยภาพของตนเองให้มีความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่าง ไม่น่าแปลกที่ประเทศไทยไม่เคยมีคนเก่งในระดับโลก ไม่มีคนไทยเคยได้โนเบลหรืออื่นๆ เพราะที่ผ่านมาช่วงที่เป็นประชาธิปไตยที่เป็นโครงสร้างแบบเปิดกว้างสั้น เหลือเกิน

อนาคตของประเทศไทย

ประเทศไทยกำลังมาถึงทางตันมากขึ้นเรื่อยๆในด้านโครงสร้างแบบเผด็จการ การทำให้ประเทศชาติสงบสุขอย่างแท้จริงไม่ใช่การใช้กำลังกดขี่ปราบปราม หรือการปิดกั้นการเรียนรู้ของคน แต่ประเทศจะสงบสุขอย่างยั่งยืนได้เพราะปัญญา คนในสังคมต้องเรียนรู้ร่วมกันในโครงสร้างเปิดแบบประชาธิปไตย คนจะตระหนักถึงความสำคัญของตนเองที่ส่งผลต่อระบบ และจะร่วมมือกันดูแลพื้นที่ของตนเอง ประเทศชาติจะเข้าสู่ความสมดุลตามธรรมชาติและเกิดความสงบสุขที่แท้จริง

อยากบอกอะไรกับนายกฯ

อยากให้ศึกษาประวัติศาสตร์โลกให้มาก พฤติกรรมที่กำลังกระทำอยู่ในขณะนี้ของรัฐบาลคล้ายคลึงกับรัฐบาลนาซีมาก จัดตั้งรัฐบาลมาด้วยเสียงข้างน้อย เมื่อขึ้นสู่อำนาจก็เน้นไล่ล่าศัตรูทางการเมือง มีการใช้โฆษณาชวนเชื่อมหาศาลและปลุกกระแสชาตินิยม สุดท้ายทะเลาะกับเพื่อนบ้านไปทั่วและก่อชนวนของสงคราม วันนี้หากนายอภิสิทธิ์ยังมีสติดีอยู่ขอให้กลับสู่หนทางแห่งประชาธิปไตยและ เคารพหลักสิทธิมนุษยชน เพราะประวัติศาสตร์ไทยก็ถูกบันทึกทุกวันเช่นกัน

การเมืองไทยในสายตานักวิชาการ

เวลาของการเมืองไทยภายใต้ความคิดแบบเผด็จการยาวนานเกินไปแล้ว ประเทศไทยเคยอยู่ภายใต้บรรยากาศของประชาธิปไตย และมีความหวังกับการพัฒนาการเมืองมาก มีคนอาสาสมัครมาทำงานการเมืองมาก แต่วันนี้มีแต่คนรังเกียจ บ้านเมืองก็จะสิ้นหวัง หากอดทนให้ประชาธิปไตยได้เจริญเติบโตได้มากกว่านี้จะดีต่อประเทศไทย

ประชาธิปไตยของประเทศอื่นยาวนานเป็น 100 ปี ได้ลองผิดลองถูก และได้แก้ปัญหาเป็นลำดับๆไป แต่ประชาธิปไตยของประเทศไทยอย่างมาก 5-6 ปีก็มีการรัฐประหารและฉีกรัฐธรรมนูญทุกครั้ง ทำให้ระบอบประชาธิปไตยไม่มีโอกาสเจริญเติบโต ลองผิดลองถูก สร้างองค์ความรู้และยืนหยัดได้ด้วยตนเอง เมื่อรากฐานไม่แข็งแรง คนไม่เคารพขั้นตอนในการพัฒนาประเทศ ด้านอื่นๆก็จะไม่เจริญด้วย ทั้งการศึกษา วิทยาการด้านอื่นๆ และสิ่งแวดล้อม ฯลฯ

สุดท้ายวันนี้ประเทศไทยต้องมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ คือต้องเคารพ 1 คน มี 1 สิทธิ 1 เสียง และตระหนักว่าแต่ละคนเป็นสมาชิกของระบบ มีความสำคัญในการพัฒนาระบบ เขาจึงจะลุกขึ้นมาร่วมมือกันและพาประเทศพ้นวิกฤตในด้านต่างๆอย่างทันท่วงที

มุมมองปัญหาการเมือง

มองว่าการใช้อำนาจอธิปไตยทั้ง 3 ขาคือ บริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติ ไม่มีความสมดุลกัน เพราะตอนนี้ฝ่ายตุลาการมีอำนาจมากถึงขนาดทำให้ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่มีบทบาทในการบริหารประเทศ เพราะการเมืองแบบอำมาตยาธิปไตยซึ่งเป็นอำนาจนอกระบบเข้ามามีบทบาทต่อฝ่าย ตุลาการและกองทัพ ทำให้ดุลอำนาจไม่สมดุล ประเทศบริหารงานไม่ได้ ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติถูกลดทอนบทบาทลงไป สุดท้ายความลำบากจะอยู่ที่ประชาชน เพราะปัญหาต่างๆไม่ได้แก้ไข รวมทั้งปัญหาเดิมคือเรื่องความยากจนก็ยังคงทวีคูณมากยิ่งขึ้น

คำว่า “ปฏิวัติ” คืออะไร

การปฏิวัติเป็นข้ออ้างที่จะมาแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่มีการคอร์รัปชัน เราพิสูจน์แล้วว่าปัญหาคอร์รัปชันแก้ไม่ได้ มันคือการใช้กำลัง ความสงบสุขจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะเกิดจากความเป็นธรรม แล้วก็จะสงบสุขไปเอง

ถ้ามีการปฏิวัติจะทำอะไร

ถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นจริงคงต้องออกไปสู้อย่างแน่นอน จะสู้จนตัวตาย เพราะทนไม่ได้แล้ว ถ้ามีแนวคิดโครงสร้างกดทับไปเรื่อยๆแบบนี้ประชาชนก็จะไม่ได้ลืมตาอ้าปาก มันไม่จริงที่จะอยู่ดีกินดี ไม่มีทางที่จะแก้ไขความทุกข์ในชีวิตได้ทันเวลา

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6  ฉบับ 289 วันที่ 11 – 17 ธันวาคม พ.ศ. 2553 หน้า 18-19 คอลัมน์ ฟังจากปาก โดย วัฒนา อ่อนกำปัง




Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s