การเมืองอัปลักษณ์!

แม้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะยุบสภาและเลือกตั้งเมื่อไร แต่วันนี้ทุกพรรคการเมือง นักการเมืองทุกคน ต่างก็ลงพื้นที่กันมาพอสมควรแล้ว

เพราะการเลือกตั้งไม่ใช่แค่ต้องมีเงินมากพอเท่านั้น ยังต้องเป็นคนที่ประชาชนยอมรับอีกด้วย ขณะเดียวกันก็ต้องวางแผนเพื่อแก้ไขจุดอ่อนและเพิ่มจุดแข็งให้ยิ่งแข็งแกร่ง โดยเฉพาะเรื่องของหัวคะแนนและอำนาจรัฐ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะชี้ขาดผลการเลือกตั้ง

ที่น่าสนใจคือการเลือกตั้งครั้งใหม่จะไม่ใช่แข่งขันกันแค่ 2 พรรคใหญ่คือ พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยเท่านั้น แต่จะมีพรรคภูมิใจไทยที่เชื่อว่าจะเป็นตัวแปรสำคัญในเกือบทุกพื้นที่ ยกเว้นภาคใต้และกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังมีพรรคระดับกลางซึ่งไม่ได้สาบสูญไปไหน เพียงเปลี่ยนชื่อตัวบุคคล และแกนนำพรรคยังมีบารมีในพื้นที่อย่างเหนียวแน่น อย่างนายบรรหาร ศิลปอาชา หรือนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ

การเลือกตั้งครั้งใหม่จึงฟันธงได้เลยว่าไม่มีพรรคใดจะได้เสียงข้างมากจน ตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้อย่างแน่นอน พรรคอันดับ 3 และพรรคขนาดเล็กจึงมีความสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลต่อไป เพราะโอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์จะจับมือกับพรรคเพื่อไทยนั้นเป็นไปไม่ได้เลย

วันนี้สถานการณ์การเมืองจึงเปลี่ยนแปลงจากอดีตอย่างมาก หลังจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี สามารถผ่านวิกฤตต่างๆมาได้ 2 ปี พรรคประชาธิปัตย์แข็งแกร่งมากขึ้น ขณะที่พรรคเพื่อไทยกลับระส่ำระสาย วันนี้ยังไม่รู้แม้แต่ผู้ที่จะเป็นหัวหน้าพรรคตัวจริง มีการแบ่งกลุ่ม และแย่งการนำกันจนทุกวันนี้

แม้พรรคเพื่อไทยจะมีคนเสื้อแดงในภาคอีสานเป็นฐานเสียงสำคัญ แต่ถ้ายังไร้ทิศทางที่ชัดเจน ไม่เร่งแก้ปัญหาภายในพรรค ก็ไม่มีโอกาสที่จะยึดพื้นที่ในภาคอีสานได้ เพราะวันนี้พรรคภูมิใจไทยยึดกุมหัวคะแนนและมีอิทธิพลในพื้นที่มากขึ้น เรื่อยๆ

ที่สำคัญวันนี้อำนาจทางการเมืองที่แท้จริงยังอยู่กับกลุ่มอำนาจนอกระบบ โดยมีกองทัพเป็นเงื่อนไขที่จะชี้เป็นชี้ตายการเมือง เหมือนกับทุกวันนี้ที่รัฐบาลจะเละอย่างไรก็ยังอยู่ได้ กลุ่มอำนาจนอกระบบยังสนับสนุน อย่างที่สมาคมรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งฉายารัฐบาลว่า “เส้นใหญ่ผัดซีอิ๊ว” เพราะได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่าย แม้รัฐบาลจะเต็มไปด้วยข่าวฉ้อฉล ทุจริตคอร์รัปชันจนมีสีดำเหมือนผัดซีอิ๊วแต่ก็ยังอยู่ได้

นายอภิสิทธิ์ยังเดินสายสร้างภาพเป็น “ศิลปินเดี่ยว” เป็นคนดี ทำงานหนัก และซื่อสัตย์สุจริต แม้จะไม่สามารถแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันหรือข่าวฉาวต่างๆในรัฐบาลได้ แต่ก็ยังได้รับการสนับสนุนจากกองทัพต่อไป

เหมือนกับองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือศาลรัฐธรรมนูญที่เละเป็น “โจ๊ก” จากคำวินิจฉัยคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งทั้ง 2 องค์กรต่างก็ตกเป็น “จำเลย” ของสังคม แต่ก็ยังอยู่ได้เหมือนรัฐบาล จนถูกตั้งชื่อเป็น “สากกะเบือดิน”

ขณะที่ “รัฐสภา” ก็ได้ฉายา “สภามวยโลก” เนื่องจากภาพที่ออกมา รัฐสภาไม่ต่างกับเวทีแห่งการทะเลาะเบาะแว้งและด่าทอด้วยคำพูดที่หยาบคาย เพียงเพื่อเอาชนะคะคานกันให้ได้เท่านั้น ทั้งยังมีปัญหาเรื่องของสภาล่มครั้งแล้วครั้งเล่า

ภาพพจน์ของนักการเมืองและรัฐบาลในสายตาของประชาชนจึงไม่ได้แตกต่างกันนักในเรื่องของจริยธรรมหรือความรับผิดชอบทางการเมือง

ทุกครั้งที่มีการสำรวจความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับพฤติกรรมและการทำงานของนักการเมือง จึงมีแต่เสียงตำหนิและเอือมระอา

ดังนั้น การที่รัฐบาลดันทุรังให้ปรับขึ้นเงินเดือน ส.ส. และส.ว. 14.3-14.7% ที่ต้องใช้งบประมาณถึง 13,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นภาษีของประชาชนนั้น จึงเกิดกระแสต่อต้านอย่างมากมาย เพราะประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า ส.ส. และ ส.ว. ไม่เพียงไม่มีคุณภาพเพียงพอที่จะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นแล้ว แม้แต่การทำงานในปัจจุบันก็ไม่คุ้มค่ากับเงินเดือนอีกด้วย

แต่ไม่ว่าพรรคการเมือง นักการเมือง หรือการเมืองไทยจะเลวแค่ไหน คนไทยก็ไม่มีทางเลือก เพราะอำนาจที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ประชาชน แต่อยู่ที่คนเพียงไม่กี่คนไม่กี่กลุ่ม

ประชาคมโลกจึงเห็นว่าประเทศไทยไม่ต่างอะไรกับ “รัฐทหาร” หรือ “กึ่งรัฐเผด็จการ” เพราะประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องมาจากประชาชน และเพื่อประชาชน

ที่มา : โลกวันนี้ 20 ธันวาคม 2553
http://www.dailyworldtoday.com/columblank.php?colum_id=47156

 



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s