วาทกรรม ‘ประชาวิวัฒน์’ ที่ไม่ใช่ ‘ประชานิยม’

ก่อนจะเข้าบทความ ผู้เขียนมีความรู้ให้กับลูกไทยรักชาติชาวอีสาน โดยมีข้อมูลจากนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่มาเป็นวิทยากร ณ มหาวิทยาลัยบูรพา (บางแสน) จังหวัดชลบุรีว่า

“การทุจริตในสังคมไทยมีในศาลไทยด้วย และอย่าหวังพึ่งคนดีที่อยู่บ้านอีกเสาก็ตาม อย่าหวังเลย การมีส่วนร่วมของประชาชนชาวไทยจะช่วยพัฒนาประเทศไทยได้”

ใกล้เทศกาลปีใหม่ มีข่าวการให้ของขวัญประชาชนจากรัฐบาลออกมาหลายระลอก โดยเฉพาะเรื่องการขึ้นเงินเดือนให้กับผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานต่างๆของภาค รัฐ ขณะที่ภาคเอกชนเองก็มีข่าวการจ่ายโบนัสตอบแทนเจ้าหน้าที่ของบริษัทแต่ละแห่ง ที่เห็นตัวเลขแล้วแทบหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งทีเดียว

แล้วรัฐบาลก็เริ่มโยนหินถามทางด้วยการแพลมนโยบายเพื่อประชาชนแนวใหม่ออก มาที่เรียกกันทั่วไปว่านโยบายประชาวิวัฒน์ แต่แนวทางปฏิบัติจะเป็นอย่างไร รัฐบาลจะรอเฉลยวันที่ 9 มกราคมศกหน้า ในเบื้องต้นนี้เป็นเพียงการตรวจสอบปฏิกิริยาของประชาชนที่มีต่อนโยบายนี้ ก่อน

ก็ได้ผลในระดับหนึ่งเมื่อมีเสียงวิพากษ์พอสมควรว่าใช้ชื่อพ้องกับนโยบาย ที่เคยประกาศใช้สมัยอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นการลอกชุดความคิดของคนอื่นมาใช้ เป็นการซื้อเสียงล่วงหน้า ฯลฯ

แล้วในที่สุดก็มีการออกมาแก้ข่าวว่าเรื่องการตั้งชื่อนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยังไม่เห็นด้วยนัก อาจมีการเปลี่ยนแปลงในภายหลัง เรื่องการโยนหินถามทางเช่นนี้พรรคประชาธิปัตย์ถนัดนัก

ผู้เขียนมิได้สนใจกับการตั้งชื่อว่าจะพ้องกับของเดิมหรือไม่ อย่างไร แต่สิ่งที่สนใจคือแนวทางการปฏิบัติของนโยบายที่จะออกมาใหม่นี้ลอกเลียนของ เดิม หรือคิดใหม่ทำใหม่ได้จริง สมกับที่มีทีมที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระดับประเทศจำนวนมากอยู่หรือไม่

การขึ้นเงินเดือนให้กับข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐไปพร้อมๆกับที่บริษัทต่างๆจ่ายโบนัสประจำปีให้พนักงานของ บริษัท ในขณะที่ประชาชนที่ต้องประกอบอาชีพส่วนตัวไม่สามารถหาเงินที่ไหนมาขึ้นเงิน เดือนให้ตัวเองได้

ทางที่ทำได้ก็คือการขึ้นราคาสินค้า

ผลสุดท้ายคนที่เดือดร้อนก็คือ ลูกจ้างรายวัน และแรงงานที่หาเช้ากินค่ำที่มีรายได้วันละไม่เกิน 200 บาท

เงิน 200 บาทปัจจุบันนี้ท่านคิดว่าครอบครัวหนึ่งๆจะสามารถใช้อะไรได้บ้าง ค่ารถเมล์ของคนทั้งบ้าน ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า ค่ายา เฉพาะแค่ปัจจัยสี่จะพอให้ใช้ได้หรือไม่

แต่นายกรัฐมนตรีจะได้ขึ้นเงินเดือนกว่า 120,000 บาท ให้ ส.ส. และ ส.ว. เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 14 มากขนาดนั้นยังร้องว่าไม่พอ

ที่ไม่พอเพราะไม่พอจ่ายให้หัวคะแนนในพื้นที่?

อยากให้ท่านทดลองใช้เงินวันละ 200 บาทดูบ้าง จะได้ทราบความรู้สึกที่แท้จริงของคนชั้นล่างที่เป็นรากหญ้าของสังคม

การขึ้นเงินเดือนไม่ใช่แนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ถูกต้อง เพราะรังแต่จะส่งผลให้ข้าวของขึ้นราคาตาม แล้วในที่สุดก็จะเกิดช่องว่างระหว่างผู้มีรายได้มากกับรายได้น้อยมากขึ้นตาม ลำดับ เรื่องนี้ใครไม่ได้เรียนเศรษฐศาสตร์ก็บอกได้

ข้อสังเกตที่ได้จากการขึ้นราคาสินค้าของไทยประการหนึ่งคือ จะละทิ้งเศษสตางค์โดยปัดเป็นเงินเต็มจำนวน ดังนั้น สินค้าในตลาดปัจจุบันจะไม่พบว่ามีราคา 25 สตางค์ 50 สตางค์ หรือ 75 สตางค์ติดอยู่ ทำให้ประชาชนเคยชินกับการจับจ่ายสินค้าราคาเต็ม โดยที่ไม่ทราบเลยว่าราคาเหล่านั้นถูกขูดรีดภาษีมูลค่าเพิ่มเกินกว่าร้อยละ 7 หรือไม่

การขึ้นราคาสินค้าแบบเต็มจำนวน ไม่คิดเป็นเศษสตางค์นี้เองที่มีผลทำให้ราคาของแพงกว่าความเป็นจริง

ไม่เชื่อลองเปรียบเทียบราคาอาหารดูได้ เมื่อก่อนราคาอาหารขึ้นเพียงจานละ 2-3 บาท แต่เดี๋ยวนี้ขึ้นครั้งละ 5 บาท เพราะเนื้อ ผัก เครื่องปรุงต่างๆขึ้นราคาเป็นหน่วยบาท ไม่ใช่หน่วยสตางค์ และนี่จึงส่งผลให้กระทรวงพาณิชย์ต้องออกมาควบคุมราคาอาหารและจัดขายสินค้าธง ฟ้าราคาถูกเป็นระยะ

ผู้เขียนไปขึ้นรถเมล์ที่มาเลเซีย พบว่าเขายังต้องจ่ายค่ารถที่มีหน่วยถึงเศษสตางค์อยู่ และผู้โดยสารต้องหาเงินเตรียมไว้ให้พอเพราะไม่มีทอน ต้องหยอดกระป๋องข้างคนขับด้วยตนเอง คนขับไม่สามารถรับเงินได้ การที่ยังคงใช้เศษสตางค์อยู่ช่วยให้ค่าเงินไม่ขยับขึ้นสูงกว่าความเป็นจริง

หันมาดูบ้านเรา จะเห็นได้ชัดว่ารัฐบาลล้มเหลวเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ รถเมล์ในกรุงเทพฯรัฐบาลประกาศให้ขึ้นฟรี ทั้งที่ติดป้ายไว้ว่ามาจากภาษีของประชาชน แต่คนในชนบทมีโอกาสได้ใช้บริการหรือไม่ ในเมื่อเขาเหล่านั้นก็เป็นผู้เสียภาษีเช่นเดียวกัน

เหตุใดรัฐบาลจึงไม่ให้คนในต่างจังหวัดขึ้นรถเมล์ฟรีบ้าง ทั้งที่ค่ารถเมล์ในต่างจังหวัดแพงกว่าในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะรถที่วิ่งจากอำเภอหนึ่งไปอีกอำเภอหนึ่ง โดยผู้เขียนเสนอให้รัฐบาลจัดรถเมล์ฟรีระหว่างบางแสน จังหวัดชลบุรี กับกรุงเทพฯบ้าง

การจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจึงไม่ควรมองแต่เฉพาะในกรุงเทพฯที่มีประชากร เพียง 6-7 ล้านคน แต่ควรมองทั้ง 67 ล้านคนทั่วประเทศ เช่น คนยากคนจนจากภาคอีสาน บ้านเกิดของผู้เขียน

นโยบายประชานิยมที่จะได้ผลจริงคือ การจัดรัฐสวัสดิการ เก็บภาษีคนที่มีรายได้มากมาช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย แบ่งปันความสุขในการใช้ชีวิตร่วมกัน สังคมจึงจะเป็นสุข ปัญหาต่างๆจะลดลงได้เอง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอาชญากรรม การค้ายาเสพติด ปัญหาสังคมอื่นๆ เพราะครอบครัวจะมีเวลาให้กันมากขึ้น ไม่ต้องมาพะวงกับการหารายได้เลี้ยงครอบครัว โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย

ขอเพียงแค่คนที่มีรายได้มากรู้จักแบ่งปันให้กับคนมีรายได้น้อย เลิกเรียกร้องเพื่อตนเอง แต่เห็นแก่สังคมมากขึ้น สังคมก็เป็นสุขได้แล้ว

หากรัฐบาลจะนำแนวคิดนี้ไปใช้ก็ไม่ว่ากัน จะได้พูดได้เต็มปากว่าไม่ได้ลอกประชานิยมของเดิมมาแต่อย่างใด ส่วนจะใช้ชื่อให้สวยหรูว่าอย่างไรก็โยนหินถามทางไปเรื่อยๆจนกว่าจะพอใจก็ แล้วกัน

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6  ฉบับ 291 วันที่ 25-31 ธันวาคม พ.ศ. 2553 หน้า 12 คอลัมน์ หอคอยความคิด โดย วิษณุ บุญมารัตน์

 



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s