ประวัติศาสตร์การทหารกับ ‘3 ก๊ก’ การครอบงำที่ถึงจุดทบทวน?

ข้อเขียนนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว ไม่ได้มีชั่วโมงบินในระดับผู้เชี่ยวชาญทางการทหารแต่อย่างใด? แต่ก็พอศึกษาเรียนรู้ผนวกกับข้อสังเกตต่างๆที่ยาวนานพอสมควร…

วรรณกรรม  3  ก๊กนั้นมีอิทธิพลต่อสังคมไทยในเชิงอำนาจเป็นลักษณะพื้นฐาน บุคลากรในกองทัพโดยเฉพาะพวกที่เรียนมาเป็นเสนาธิการก็รับรู้กลยุทธ์ทางการ ทหารอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน มิใช่เพียงเป็นการรับรู้ในลักษณะวรรณกรรม แต่เชื่อว่าหลายคนได้รับประสบการณ์จากตัวหนังสือเหล่านั้นจนหล่อหลอมกลาย เป็น “วิธีคิดติดตัว”

สำหรับประวัติศาสตร์การทหาร (Military History) ถือเป็นการรวบรวมพวกบันทึกเหตุการณ์ต่างๆในประวัติศาสตร์ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับเรื่องราวของความขัดแย้ง มีความขัดแย้งอยู่มากมายสำหรับในโลกนี้ เริ่มจากสมัยนับหมื่นปีที่มีความขัดแย้งระหว่างพวกชนเผ่าพื้นเมือง ลำดับถัดมาคงกลายเป็นเรื่องระหว่างรัฐสองรัฐ จนถึงสงครามระดับโลกที่มีผลกระทบต่อประชากรในระดับรุนแรง ยังมีอีกหลายสถานการณ์ที่นักประวัติศาสตร์การทหาร (Military Historian) ได้บันทึกเอาไว้…คนที่ศึกษาเล่าเรียนเกี่ยวกับการทหารก็คงต้องศึกษาถึง เหตุการณ์เหล่านี้ซึ่งย้อนอดีตกลับกันนับเป็นพันปี

แต่จะเป็นในยุคสมัยใดแม้เป็นยุคโบราณเก่าแก่ขนาดไหน? พวกนักประวัติศาสตร์ทางการทหารหลายคนต่างล้วนสนใจถึงรูปแบบทั้งด้าน ยุทธวิธี-ยุทธศาสตร์ที่เคยใช้ในการสู้รบ รวมทั้งความมุ่งหมาย (Goals) ของการทำสงครามนั้นๆ…

นักประวัติศาสตร์การทหารให้ความสนใจอย่างไม่จำกัด แล้วถ่ายทอดองค์ความรู้ต่อเนื่องจนเชื่อมโยงมาถึงผู้ศึกษาเรียนรู้หรือพวก ลูกศิษย์ลูกหาในปัจจุบัน

ประวัติศาสตร์การทหารจึงถูกถอดออกมาเป็นบทเรียนทั้ง Tactics-Strategy-Goals เรื่องราวเหล่านี้จึงกลายเป็นพื้นฐานและมีอิทธิพลเบื้องต้นต่อการรับรู้และ ปลูกฝังเอาไว้กับนักการทหารทั้งหลาย…

เราอาจยกตัวอย่างเกี่ยวกับยุทธวิธีของ “Double Envelopment” ซึ่งใช้ในการสู้รบตั้งแต่สมัยก่อนคริสตกาล แม้ผ่านมาเกือบ 3,000 ปี “ยุทธวิธีการล้อมสองด้าน” ก็ยังคงถูกใช้เป็นยุทธวิธีพื้นฐานในการทำสงคราม ฮันนิบาล จอมทัพผู้ยิ่งใหญ่ ก็ใช้ยุทธวิธีเช่นนี้ในสงครามเมื่อราว พ.ศ. 1176 นี่จึงเป็นข้อยืนยันถึงอิทธิพลของยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการทำสงครามเมื่อ อดีตที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงมาสู่ปัจจุบัน ในทางด้านตะวันออกเราคงคุ้นเคยกับชื่อของซุนหวู่ นักการทหารชาวจีน ผู้เขียนตำราพิชัยสงครามเอาไว้ มันถูกยอมรับมาถึงทุกวันนี้ มิใช่เพียงแวดวงการทหารเท่านั้น หลายกลุ่มยังนำไปประยุกต์สร้างเป็นแผนกลยุทธ์ด้านธุรกิจและการค้าที่ประสบ ความสำเร็จ คัมภีร์ของซุนหวู่แทบกลายเป็นคำภีร์แห่งความศักดิ์สิทธิ์

ในการศึกษาประวัติศาสตร์การทหาร นักการทหารน่าจะมีจุดประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงต่อการกระทำผิดซ้ำเหมือนดั่งที่ ผู้คนในอดีตเคยกระทำมา ศึกษาแล้วเอาบทเรียนดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ใกล้เคียงกันที่คาด หมายว่าอาจเกิดขึ้นในเบื้องหน้าก็ได้? ในการศึกษาประวัติศาสตร์การทหารเขาจึงหยิบยุทธวิธีซึ่งเคยมีการใช้แก้ไข ปัญหาในประวัติศาสตร์ เอามาเป็นหนึ่งในแนวทางสำหรับการพิจารณาต่อสถานการณ์จริง…

ดังนั้น ขอบเขตของประวัติศาสตร์การทหารจึงต้องแยกเป็นหลายส่วน ทั้งประวัติศาสตร์สงคราม (War) ประวัติศาสตร์ของยุทธภูมิ (Battle) จนถึงเรื่องราวการต่อสู้ทั่วไป (Combat) นอกจากนั้นยังเรียนถึงศิลปะทางการทหาร และการสนับสนุนกิจการทางทหารอื่นๆ (Specific Military Service)…นี่เป็นการทำความรู้จักกับขอบเขตของวิชาประวัติศาสตร์ทางการทหาร เผื่อเราจะได้รู้ว่าพวกทหารนั้นฝึกฝนเรียนรู้เกี่ยวกับอะไรกันบ้าง? เมื่อรู้แล้วก็อาจไม่แปลกใจในวิธีคิดแบบนักการทหาร?

วิชาประวัติศาสตร์การทหารยังคงเรียนกันมากมายกว่านี้ แต่สำหรับโรงเรียนนายร้อยของไทยไปจนถึงระดับที่สูงกว่า เป็นหลักสูตรเสนาธิการ เข้าใจว่าการศึกษาเกี่ยวกับ “3 ก๊ก” ยังเป็นอีกเรื่องที่สำคัญ…โดยความจริงการเข้ามาของ 3 ก๊กสู่สังคมไทยเริ่มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 มีการแปล 3 ก๊กออกเป็นภาษาไทยโดยการอำนวยการของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ผู้เป็นเสนาบดีจตุสดมภ์กรมท่า

Romance  of  the  three  Kingdom  นั้นเป็นวรรณกรรมเพชรน้ำเอกของจีนอยู่แล้ว เมื่อมีโอกาสแผ่อิทธิพลเข้ามาในรูปแบบสมุดไทย พิมพ์ครั้งแรกที่โรงพิมพ์ของหมอบรัดเลย์  ตั้งแต่บัดนั้น 3 ก๊กก็กระจายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะมีเนื้อหาหลากหลายรสชาติ แพรวพราวด้วยเล่ห์เพทุบาย มีกลศึกในการรบ การชิงรักหักเหลี่ยม เคียดแค้นชิงชัง ทั้งหมดจึงเข้าจริตกับยุคสมัยเมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชถูกชิงบัลลังก์!

เมื่อขุนศึกไทยถูกปลูกฝังเอาไว้ด้วยวิธีคิดแบบ 3 ก๊ก โดยเฉพาะ 3 ก๊กไทยนั้นเป็นเรื่องของวรรณกรรมที่ถูกต่อเติมเสริมแต่งมาตั้งแต่ “หลอกว้านจง” น้อยคนนักที่มีโอกาสศึกษา 3 ก๊กฉบับของแท้จาก “ตันซิ่ว” ซึ่งเรียกว่า “ซานกว๋อจื้อ” ประวัติศาสตร์ทหารไทยคงได้อ่านเพียงเรื่องจริงกึ่งบวกจินตนาการ ความเป็นไปเช่นนี้ย่อมเท่ากับเป็นการปลูกฝังอะไรผิดๆไว้ในตัวเองพอสมควรที เดียว แล้ว 3 ก๊กเมื่อถึงจุดจบของวิชาใช้เล่ห์เหลี่ยมก็นำพาไปสู่ความล่มจมทั้ง สิ้น…บรรดาบิ๊กในกองทัพไทยที่ถูก 3 ก๊กครอบงำจึงมักมีวิธีคิด “ทำบ้านเมืองให้เป็นก๊ก” น่าจะลองศึกษาให้ดีว่าบทจบของคำภีร์นี้เป็นอย่างไร?…จบไม่ดีหรอกครับ? เลิกเถอะที่จะให้ 3 ก๊กครอบงำ?

ที่มา : โลกวันนี้ 6 มกราคม 2554
โดย : เรืองยศ จันทรคีรี

 



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s