สังคม“สองมาตรฐาน”แบบลำเอียง

โศกนาฏกรรมส่งท้ายปีเก่าที่ผ่านมาที่เป็น เรื่องสะเทือนใจคนในสังคมก็คือ เรื่องอุบัติเหตุบนถนนที่รถเก๋งขับชนกับรถตู้บนทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ โดยที่ผู้สูญเสียเกือบทั้งหมดเป็นชนชั้นมันสมองคือ เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ มีอาจารย์ของสถาบันสูญเสียด้วย รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งเป็นบุคลากรที่เพิ่งจบปริญญาเอกโดยทุนของรัฐบาลไปศึกษาในต่างประเทศหลาย ปี

ที่เขาสะเทือนใจกันก็เนื่องจากคู่กรณีที่ขับรถเก๋ง ปรากฏว่าเป็นเยาวชนอายุ 17 ปี ซึ่งยังไม่มีสิทธิขับรถในประเทศไทย แถมยังเป็นลูกหลานของอีลิต รวมทั้งยังมีการแกะรอยทางอินเทอร์เน็ตนำข่าวออกมาเผยแพร่ (จริงเท็จอย่างไรคงต้องให้โอกาสพิสูจน์) ว่าเด็กคนนี้ส่งข่าวบอกเพื่อนว่ามีอุบัติเหตุ กำลังให้พ่อแม่เคลียร์ปัญหาอยู่ ซึ่งเป็นประโยคที่คุ้นชินกันในสังคมการเมืองของไทยกรณีที่ผู้คนต้องคดีหรือ มีปัญหาด้านกฎหมายจากคู่กรณีอื่นๆ

คำว่า “เคลียร์” มักจะใช้แสดงหรือบ่งบอกถึงนัยทางสังคมที่ว่า อยู่ในเมืองไทยหากมีอำนาจหรือความเหนือกว่าด้านเศรษฐกิจ การเมือง หรือมีสายสัมพันธ์กับอำนาจแล้ว ทุกอย่าง “เคลียร์” ได้ ผิดเป็นถูกหรือเป็นผิดน้อยตามแต่เหตุการณ์ เป็นต้น

ที่ควรจะวิเคราะห์ก็คือ ปฏิกิริยาตอบสนองของสังคมสมัยใหม่ในยุคที่สื่อออนไลน์มีลักษณะไร้พรมแดนและ รวดเร็วนั้น ได้ก่อให้เกิดกระแสทางสังคมต่อกรณีดังกล่าวอย่างมาก กระแสออกมาในเชิงประณามผู้ขับขี่ และมีรายละเอียดในการไล่ล่า ติดตามตัวตนและครอบครัว ภูมิหลังทางการศึกษาหรือสังคม รวมถึงเหตุการณ์การส่งข้อความทางอินเทอร์เน็ตในตอนเกิดเหตุด้วย

คดีนี้หรือกรณีนี้เรียนตามตรงว่าถ้าหากไม่มีกระแสของสื่อทางอินเทอร์เน็ต รูปการณ์ของคดีอาจเป็นไปตามที่เด็กใช้คำว่า “เคลียร์” คือทุกอย่างคงจะเรียบร้อยไปเอง แต่เรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ เนื่องจากคนที่สูญเสียเป็นชนชั้นมันสมองในสถาบันสำคัญของชาติ จึงควรวิเคราะห์มิติต่างๆกันต่อไป

ผู้เขียนเห็นว่าสิ่งที่เราควรมองและยอมรับก็คือ เรื่องดังกล่าวสะท้อนข้อเท็จจริงทางสังคม ซึ่งสังคมออนไลน์ออกมาติติงและดักทางไว้ล่วงหน้าคือ เรื่อง “สองมาตรฐาน” แม้ลักษณะนี้จะไม่ใช่ปัญหาสองมาตรฐานแบบทุนการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างกรณีไม่ วินิจฉัยเนื้อหาของคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ แต่ใช้วาทกรรมหรือพฤติกรรมลักษณะศรีธนญชัยแทน หรือกรณีที่คนเสื้อแดงได้รับเกียรติให้เป็นถึง “ผู้ก่อการร้าย” ในขณะที่คนร้ายทางใต้เป็นเพียง “ผู้ก่อความไม่สงบ”

ดังนั้น เรื่องนี้จึงแสดงให้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับกลุ่มคนที่มีลักษณะทางสังคมค่อนข้างสูงใกล้เคียงกับเด็กที่ขับรถชน สังคมส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชนชั้นกลางด้วยกันจึงเคลื่อนไหวเรื่องนี้มาก เผลอๆจะมากกว่าเรื่องของเสื้อแดงเสียอีก

เราควรยอมรับกันว่า ปรากฏการณ์เรื่องสองมาตรฐานหรือการใช้อำนาจของคนที่เหนือกว่าในเชิงเศรษฐกิจ การเมืองโดยมีกลไกรัฐเอื้ออำนวยนั้นเป็นปรากฏการณ์ข้อเท็จจริงในสังคมไทย กล่าวคือ คนยากจน การศึกษาต่ำ (โง่) และไร้อำนาจ มักจะถูกรังแก หรือเมื่อมีคดีความกับคนที่เหนือกว่ามักจะถูกภาวะสองมาตรฐานจนเป็นที่รู้กัน

ส่วนคู่กรณีถ้าหากเป็นอีลิต หรือมีความได้เปรียบในเชิงโครงสร้างด้านเศรษฐกิจและการเมือง มักจะได้รับการยกเว้น จึงเป็นที่มาของความไม่เท่าเทียมกันในสังคมซึ่งมีอยู่จริง ไม่เช่นนั้นเมื่อเกิดการระดมให้เดินขบวนเรียกร้องโดยแกนนำคนเสื้อแดง ประชาชนคงไม่ตอบสนองกันมากมายขนาดนั้น

ผู้เขียนมีความเห็นต่อกรณีอุบัติเหตุครั้งนี้ว่า นอกจากปัญหาความเหลื่อมล้ำหรือปัญหาเชิงโครงสร้าง ยังจะต้องพิจารณาปัญหาทางเทคนิคกลไก ซึ่งเชื่อมโยงกับผลประโยชน์กลไกรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในหลายประเด็นคือ ต้องสังเกตให้ดีว่ารถตู้โดยสารคันดังกล่าว แม้จะใหม่ แต่บรรทุกมนุษย์เข้าไปถึง 14 คนได้อย่างไร ทั้งๆที่รถขนาดนี้ไม่ควรเกิน 10 คน แถมยังมีถังก๊าซเอ็นจีวีไว้ข้างหลังถึง 2 ถัง จึงทำให้เกิดความถ่วงน้ำหนักที่ด้านหลัง ด้านหน้าจึงเชิดขึ้น นอกนั้นอาจมีปัญหาด้านเทคนิคอื่นๆ เช่น ไม่มีเข็มขัดนิรภัย หรือมีแต่ไม่คาด ปัญหาการขับของผู้ขับซึ่งเป็นสุภาพสตรีที่เผอิญเสียชีวิตด้วย ผู้คนเลยไม่พูดถึงกรณีนี้นัก แต่ในข้อเท็จจริงแล้วเป็นปัญหาที่ต้องให้คำถามเหมือนกัน

แต่เรื่องเทคนิคกลไกก็หนีไม่พ้นปัญหาเรื่องกลไกของรัฐว่ามีอิทธิพลเลือกปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือไม่ เช่น การได้มาของใบขับขี่สาธารณะน่าจะต้องมีการพิสูจน์วุฒิภาวะ เชาวน์ปัญญา หรือความสามารถในการขับขี่

ถามว่าในสังคมไทยการได้มาซึ่งใบขับขี่สาธารณะต้องไปสอบปฏิบัติและทฤษฎี จริงหรือไม่ หรือซื้อเอาก็ได้ คำถามต่อมาคือ บนทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ในยามค่ำคืนมักเป็นที่โล่งและอยู่บนที่สูง กระแสลมแรง เมื่อท้องถนนโล่งมักถูกใช้เป็นที่ประลองความเร็ว สภาพถนนบวกกับน้ำหนักของรถและแรงของลมปะทะ เมื่อรถ 2 คันใกล้กันก็มักจะก่อให้เกิดอิทธิพลต่อการบังคับรถเป็นอย่างมาก ประเด็นเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะตัวรถ แต่เป็นปัญหาของทางด่วนโทลล์เวย์ด้วย

รวมความที่อยากสื่อคือ ปัญหาเรื่องสองมาตรฐานในสังคมสมัยใหม่ยุคโลกาภิวัตน์มีข้อคิดว่าปรากฏการณ์สองมาตรฐาน

มีอยู่จริง ชนชั้นกลางก็รู้และสัมผัสได้ แต่เมื่อเรื่องนี้ไปกระทบกับความเป็นอยู่ของพวกเขาจึงรวมหัวกันออกมาต่อต้าน และแสดงออกทางอินเทอร์เน็ตอย่างรวดเร็วและพร้อมเพรียง

แต่อย่างกรณีคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมและถูกฆ่าตายนั้นไม่ได้เกิดจาก อุบัติเหตุ แต่เป็นความจงใจของผู้ที่มีอำนาจรัฐ แต่อีลิตที่เป็นชาวสังคมออนไลน์เหล่านี้กลับเงียบเป็นเป่าสาก เพราะเรื่องของเสื้อแดงคงไม่ไปกระทบกับความสุขสบาย หรือวิธีคิดและวิถีชีวิตของพวกเขา ตรงข้ามออกจะไปรบกวนความสำราญในชีวิตพวกเขาเมื่อต้องปิดสีลมด้วยซ้ำไป

ดังนั้น เรื่องการตีความสองมาตรฐานจึงยังมีลักษณะการมองแบบสองมาตรฐานจากสังคม ไทยอยู่เช่นกัน แล้วอย่างนี้สังคมจะอยู่กันต่อไปได้อย่างไร?

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 293 วันที่ 8-14  มกราคม พ.ศ. 2553 หน้า 10 คอลัมน์ ทหารใหม่วันนี้ โดย ชายชาติ  ชื่นประชา

 



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s