ศรีธนญชัยเรียก..พ่อ!

“ผมได้แต่สงสัย ยังหาคำตอบไม่ได้ ทำไมตำแหน่งทางการเมืองทำให้คนเรียนดี ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ เป็นนักการเมืองที่หลายคนชื่นชม กลับกลายเป็นคนกะล่อนปลิ้นปล้อนได้ถึงเพียงนี้ หรือว่าโดยกมล sun-ดานแล้ว พวกชนชั้นปกครองบ้าอำนาจมักมีพันธุกรรมของความกะล่อนอยู่เสมอ”

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ “ไทยเรดนิวส์” และ “วอยซ์ ออฟ ทักษิณ” เขียนจดหมายระบายความรู้สึกหลังจากถูกหมายจับกรณีทำผิดต่อ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เนื่องจากแถลงข่าวและออกแถลงการณ์กรณีเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” ซึ่งนายสมยศประกาศจะต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมจนถึงที่สุด แม้จะสูญเสียอิสรภาพ แต่จะไม่ยอมสูญเสียความเป็นคน

“คุณอภิสิทธิ์ใช้ชีวิตในวัยเด็กและเติบโตในสังคมตะวันตก อาจไม่มีความรู้ในเรื่องบาปบุญคุณโทษ และอาจไม่ใส่ใจต่อคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นบาปมหันต์”

คำพูดกับผลงาน

ที่สำคัญกว่า 2 ปีภายใต้รัฐบาลที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เพียงถูกมองว่าแก้ปัญหาล้มเหลวเกือบทุกด้านเท่านั้น แต่ยังทำให้ความแตกแยกและขัดแย้งในสังคมไทยยิ่งรุนแรงมากขึ้น ทั้งที่ประกาศเมื่อรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่าจะเร่งแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ทางการเมือง การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งภาคแบ่งสี ขจัดการเมืองที่ล้มเหลวออกไป เพื่อนำความสมัครสมานสามัคคีกลับคืนมา โดยอาศัยความยุติธรรมเป็นกระบวนการนำหน้า จะยึดหลักนิติธรรม นิติรัฐ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค และเคารพในกระบวนการและเจตนารมณ์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

“ผมทราบดีว่าสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ไม่ปรกติและเป็นวิกฤต และประชาชนคนไทยมีความทุกข์ ผมถือว่าผมเป็นนักการเมืองในวิถีทางประชาธิปไตย ผมเป็นอาสาสมัคร และผมไม่มีสิทธิจะหนีปัญหาหรือปฏิเสธความรับผิดชอบ”

นายอภิสิทธิ์กล่าวด้วยวาทศิลป์อย่างน่ายกย่องจนคนฟังเคลิบเคลิ้ม แต่ในฐานะผู้นำรัฐบาลกลับใช้กำลังทหารปราบปรามประชาชนอย่างโหดเหี้ยมถึง 2 ครั้ง คือเหตุการณ์สงกรานต์เลือดปี 2552 และเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต”

ขณะที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ประกาศแผนปฏิรูปประเทศไทย โดยเฉพาะนโยบายประชาวิวัฒน์ที่เน้นแก้ปัญหาให้กับวินมอเตอร์ไซค์ ผู้ค้าหาบเร่-แผงลอย คนขับรถแท็กซี่ และเกษตรกรที่มีหนี้สิน ซึ่งไม่ต่างจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่นายอภิสิทธิ์เคยตำหนิว่าเป็นระบบอุปถัมภ์ของนักการเมือง ทำให้ขาดวินัยการคลัง แต่วันนี้นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์กลับลอกเลียนแบบและลด แลก แจก แถมยิ่งกว่ารัฐบาลไทยรักไทยอย่างไม่ละอาย

จุดยืนและตัวตน “อภิสิทธิ์”

ในการปาฐกถาและให้สัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์หลายครั้งก็ประกาศว่าเป็น นักการเมืองที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย อย่างในเว็บไซต์ส่วนตัวก็พูดถึงจุดยืนของตนเองว่า

“ผมสนใจการเมืองเมื่อครั้งที่มีอายุ 9-10 ขวบ ที่ระหว่างนั้นเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ได้เห็นคนนับหมื่นนับแสนออกมาชุมนุมกันตามท้องถนน และต่อสู้โดยยอมเอาชีวิตเข้าแลก คุณพ่อได้อธิบายว่าออกมาเรียกร้องสิทธิ ทำให้ผมรู้สึกว่าทุกคนเป็นเจ้าของประเทศเหมือนกัน จึงตัดสินใจตั้งแต่ครั้งนั้นว่าจะเป็นนักการเมือง…ตั้งแต่นั้นมาผมไม่เคยเปลี่ยนใจ”

แต่ครั้งเกิดม็อบเสื้อเหลืองออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณนั้น นายอภิสิทธิ์กลับเสนอให้มีนายกฯพระราชทานตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ 2540 เพื่อเป็นทางออกของวิกฤตการเมือง โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้ร่วมกับพรรคต่างๆที่อยู่ตรงข้ามพรรคไทยรักไทยบอยคอต การเลือกตั้ง จนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งนายอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้ออกมาคัดค้าน แต่กลับวางเฉย

เช่นเดียวกับการรณรงค์ทำประชามติให้รับรองรัฐธรรมนูญ 2550 ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) นายอภิสิทธิ์ได้ออกมาร่วมเรียกร้องให้รับรองรัฐธรรมนูญไปก่อนแล้วค่อยแก้ไข ในภายหลัง แต่กว่า 3 ปีที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ทั้งในฐานะผู้นำฝ่ายค้านและนายกรัฐมนตรีกลับสร้างเงื่อนให้การ แก้ไขรัฐธรรมนูญกลายเป็นวิกฤตการเมืองจนทุกวันนี้

ทั้งที่นายอภิสิทธิ์เคยประณามว่านักการเมืองบางกลุ่มทำตัวเหมือน ส.ส. ให้เช่า คือพวกที่ทำให้เกิดวิกฤตชาติ และจะไม่ร่วมทำงานด้วย แต่วันนี้นอกจากนายอภิสิทธิ์ไม่รังเกียจที่จะร่วมทำงานด้วยแล้ว ยังให้ตำแหน่งและยังเพิกเฉยกับการทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นอย่างมากมาย

จับโกหก “อภิสิทธิ์”

คลิปต่างๆที่มีการนำมาจับโกหกนายอภิสิทธิ์จึงมีมาตลอดว่านายอภิสิทธิ์ เป็นนักการเมืองที่พูดจริงทำจริง หรือปลิ้นปล้อนโกหกตอแหล อย่างกรณีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เรียกร้องให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ลาออก ซึ่งนายอภิสิทธิ์เคยอภิปรายในฐานะหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2551 ให้นายสมัครมีสำนึกรับผิดชอบทางการเมือง ไม่ใช่ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินกับผู้ชุมนุม

“…การที่จะมีประชาชนจากหนึ่งคนหรือจะแสนคนลุกขึ้นมาเรียกร้องให้รัฐบาล แสดงความรับผิดชอบ ทบทวนตัวเอง หรือพิจารณาตัวเอง ไม่ได้ขัดกับหลักประชาธิปไตยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีข้อสงสัยว่าการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนั้นอาจ จะแค่บกพร่องผิดพลาด ถ้าร้ายแรงกว่านั้นก็คือ ละเมิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิของประชาชน หรือเลวร้ายอีกเรื่องหนึ่งคือ การทุจริตคอร์รัปชัน จริงครับ ปัญหาเหล่านี้มีกระบวนการทางกฎหมาย แต่ท่านดูเถอะครับ ทุกประเทศที่เป็นประชาธิปไตยส่วนใหญ่เขาไม่รอให้กฎหมายจัดการครับ มันจะมีสิ่งที่เรียกว่าสำนึกหรือความรับผิดชอบของนักการเมือง ที่เขาบอกว่ามันต้องสูงกว่าคนธรรมดา”

เป็นคนหรือเปล่า?

ขณะที่เหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ที่มีการสลายกลุ่มพันธมิตรฯที่ชุมนุมปิดล้อมรัฐสภาจนมีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บประมาณ 400 คนนั้น นายอภิสิทธิ์ได้ออกมาเรียกร้องให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองด้วยการลาออกหรือยุบสภา เพราะหมดความชอบธรรมแล้ว แม้ผู้ชุมนุมจะกระทำผิด รัฐบาลก็ไม่มีสิทธิฆ่า

“เหตุการณ์ทั้งหมดนายกฯไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบว่าเป็นผู้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือไม่ก็จงใจให้เหตุการณ์เกิดขึ้น”

“แต่ที่เลวร้ายกว่าการโยนความผิดให้เจ้าหน้าที่คือ การใส่ร้ายประชาชน”

“ผมไม่นึกไม่ฝันว่าเราจะมีรัฐที่ได้ทำร้ายประชาชนจนเสียชีวิตและบาดเจ็บ สาหัส แล้วยังมีรัฐที่ยัดเยียดความผิดให้ประชาชนอีก ถือเป็นพฤติกรรมที่รับไม่ได้”

“ผมเคยได้ยินฝ่ายรัฐบาลชอบถามคนนั้นคนนี้ว่าเป็นคนไทยหรือเปล่า แต่พฤติกรรมที่ท่านทำอยู่ไม่ใช่เป็นคนไทยหรือเปล่า แต่เป็นคนหรือเปล่า”

คำพูดของนายอภิสิทธิ์ที่เรียกร้องต่อรัฐบาลนายสมัครและรัฐบาลนายสมชาย เมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” จึงตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับที่นายอภิสิทธิ์สั่งให้ใช้กำลังทหารนับหมื่น พร้อมอาวุธสงครามสลายกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จนมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 91 คน และบาดเจ็บ พิการเกือบ 2,000 คน ทั้งที่เรียกร้องให้ยุบสภาและเลือกตั้งใหม่นั้น นายอภิสิทธิ์จึงต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าเป็นนักการเมืองที่มีความรับผิดชอบ ทางการเมืองและเป็นคนหรือเปล่า?

แก้ตัวข้างๆคูๆ

เช่นเดียวกับกรณีนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ และนายวีระ สมความคิด แกนนำกลุ่มประชาชนไทยหัวใจรักชาติ กับพวกอีก 5 คน รุกล้ำเข้าไปในเขตประเทศกัมพูชา จนถูกทหารกัมพูชาจับและดำเนินคดีในศาล ซึ่งปรากฏคลิปวิดีโอที่มีภาพและเสียงชัดเจนที่นายพนิชโทรศัพท์ถึง “คิว” (นายอิทธิศักดิ์ สังขมัย ผู้ช่วย ส.ส. ของนายพนิช) ให้โทรศัพท์บอกนายสมเกียรติ ครองวัฒนาสุข เลขานุการส่วนตัวนายอภิสิทธิ์ ว่าได้ข้ามมาเขตกัมพูชาแล้ว ทั้งยังย้ำว่าอย่าให้ใครรู้เพราะนายกฯรู้อยู่คนเดียวนั้น ยิ่งตอกย้ำว่านายอภิสิทธิ์เป็นคนน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน

เพราะหลังปรากฏคลิปที่พาดพิงถึงนายอภิสิทธิ์จนต้องออกมาแถลงยอมรับว่า เป็นคนส่งนายพนิชเข้าไปดูพื้นที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาจริง เพราะประชาชนร้องเรียนเรื่องที่ทำกินและปัญหาหลักเขตแดน แต่ไม่ทราบรายละเอียดของเส้นทางจนปรากฏเป็นข่าวว่าถูกจับ

นอกจากนี้นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงคลิปวิดีโอว่ามีความยาว 20 กว่านาที แต่คลิปที่โพสต์ตัดเหลือเพียง 1 นาทีกว่า จึงทำให้เกิดความสับสน เพราะในคลิปตัวเต็มนายพนิชได้พูดต่อที่ไม่เหมือนกับที่พูดตอนแรกที่บอกว่า เชื่อว่ายังอยู่ในเขตไทยแล้วกำลังไปในหลักหมุดที่ 46 ฉะนั้นจึงไม่ควรดูคลิปแค่นาทีกว่าๆแล้วเข้าใจว่านายพนิชไปกัมพูชาแล้วนายกฯ รู้เรื่องทั้งหมด แต่อยากให้ดูคลิปทั้งหมดหรือที่มีความยาว 4 นาทีกว่า

“อภิสิทธิ์” ตระบัดสัตย์

อย่างไรก็ตาม นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯและกลุ่มประชาชนไทยหัวใจรักชาติ กลับเชื่อว่าการจับกุม 7 คนไทยครั้งนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ติดต่อให้ฝ่ายกัมพูชาจับ จนกระทรวงกลาโหมต้องออกมาตอบโต้ว่าบิดเบือน เลื่อนลอย ไม่มีมูลความจริง ต้องการทำให้เกิดความแตกแยกในสังคมและกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ขณะที่นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกกลุ่มพันธมิตรฯ กลับตั้งข้อสังเกตว่าการจับ 7 คนไทยซึ่งไม่ต่างจากตัวประกันนั้นมีวาระซ่อนเร้นอื่นใดหรือไม่ นอกจากต้องการพิสูจน์ความจริงว่าดินแดนไทยถูกรุกล้ำและยึดครองโดยทหารและ ชุมชนชาวกัมพูชา ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯเปิดเผยว่านายพนิชได้ชักชวนให้ลงพื้นที่เขาพระวิหาร ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2553 แต่ได้ปฏิเสธการเดินทางไปแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างลับๆ

นอกจากนี้นายปานเทพยังระบุว่า หากรัฐบาลยกเลิกข้อผูกพันแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 และถอนตัวออกจากภาคีมรดกโลก ก็สามารถผลักดันทหารและชุมชนชาวกัมพูชาออกจากดินแดนไทย และจะไม่เกิดเหตุการณ์ที่น่าเสียใจอย่างวันนี้ แต่เพราะนายอภิสิทธิ์ตระบัดสัตย์ รับปากแล้วทำไม่ได้ แค่หลอกประชาชนไม่ให้ชุมนุม แล้วยังอ้างว่าทำประชาพิจารณ์ถึง 15 ครั้ง ทั้งที่เป็นแค่การจัดฉาก ขณะที่สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติออกมาแฉว่าเป็นการให้ข้อมูลด้าน เดียวและทำประชาพิจารณ์ในจังหวัดที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องยกเลิกเอ็มโอยู 43 อีกด้วย

ศรีธนญชัยตัวพ่อ!

จึงเห็นได้ชัดเจนว่าแม้นายอภิสิทธิ์จะได้รับการยกย่องว่ามีวาทกรรมเป็น เลิศ แต่กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์ มาโดยตลอดในเรื่องของจุดยืนทางการเมืองและคำพูดที่เชื่อถือได้หรือไม่ เพราะไม่ใช่แค่พูดโกหกหรือพูดอย่างทำอย่าง แต่ยังสามารถสร้างเรื่องให้คนเชื่อและหลงคารมได้อย่างสนิทใจ ไม่ต่างอะไรกับพระเอกลิเกรูปหล่อป้อคำหวานจนแม่ยกหลงใหลอย่างไม่ลืมหูลืมตา

ขณะที่สังคมไทยก็เหมือนคนหูหนวกตาบอดจริงๆ ไม่ใช่แค่ลืมง่ายเหมือนคนความจำเสื่อม แต่ยังเพิกเฉยและยอมรับการโกหกคำโตของรัฐบาล โดยเฉพาะคำพูดของนายอภิสิทธิ์ที่หลายต่อหลายครั้งมีหลักฐานชัดเจนจนแทบไม่ ต้องถามว่าโกหกตอแหลหรือไม่

อย่างกรณีคลิปนายพนิชและพวกถูกจับกุม ซึ่งนายอภิสิทธิ์ระบุว่าคลิปทั้งหมดที่ไม่มีการตัดต่อมีความยาวประมาณ 20 กว่านาที สามารถตรวจสอบและพิสูจน์ความจริงได้นั้น ถ้านายอภิสิทธิ์ไม่ใช่คนโกหกตอแหลและไม่กลัวความจริงก็สามารถนำมาเปิด พิสูจน์ให้ประชาชนทั้งประเทศเป็นผู้ตัดสินใจได้ ถ้ากระดากใจที่จะใช้โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯแถลงข่าวข้างเดียวเหมือน ศอฉ. ในยุค พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็สามารถใช้รายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยฯ” ออกอากาศให้คนทั้งประเทศรับชมไปเลยว่าของจริง 20 นาทีนั้นเกิดอะไรขึ้นแบบคำต่อคำ วินาทีต่อวินาที โดยไม่ต้องตัดต่อ ดีกว่าออกมาแก้ตัวแบบถูๆไถๆหรือแถไปเรื่อยๆ

เช่นเดียวกับที่คนเสื้อแดงและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนเรียกร้องให้เปิดเผย สำนวนการชันสูตร 91 ศพ ในเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” โดยเฉพาะกรณี 6 ศพที่วัดปทุมวนารามทั้งหมด หากนายอภิสิทธิ์และกองทัพยืนยันว่าเป็นผู้บริสุทธิ์และเจ้าหน้าที่ทหารไม่ ได้ฆ่าประชาชนก็ต้องเปิดให้สาธารณชนรับทราบแบบไม่ปิดบังอำพราง ไม่ใช่พูดแต่ผู้ก่อการร้ายหรือชายชุดดำ แต่จนบัดนี้ยังไม่เคยจับชายชุดดำได้แม้แต่คนเดียว รวมถึงการนำภาพวิดีโอเทปวงจรปิดของห้างในวันที่เซ็นทรัลเวิลด์ถูกเผามาเปิด ดูกันให้เห็นจะจะว่าเกิดอะไรขึ้นในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ในวันที่ทหารได้เข้ายึดพื้นที่ราชประสงค์ไว้ทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ถ้าหากเห็นว่าเป็นใคร โดยเฉพาะเป็นคนเสื้อแดง หรือชายชุดดำผู้ก่อการร้ายเป็นผู้ก่อเหตุลงมือเผา จะได้ทำให้คนไทยสิ้นสงสัย หรือเป็นเพราะรู้แล้วว่าคนในภาพที่ก่อเหตุเป็นใคร? จึงไม่สามารถนำมาเปิดเผยความจริงให้ปรากฏ?

ตราบใดที่นายอภิสิทธิ์ยังใช้คำพูดแก้ปัญหา หรือพูดโกหกเพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ วันหนึ่งเมื่อฟ้าเปลี่ยนสีความจริงก็ย่อมจะปรากฏ และนายอภิสิทธิ์ก็อยู่ในอำนาจไม่ได้หากไม่มีกองทัพหรือมุดบ้านของผู้มีบารมี นอกรัฐธรรมนูญให้ปกป้อง

ดังนั้น พฤติกรรมของนายอภิสิทธิ์ที่ถูกจับโกหกครั้งแล้วครั้งเล่า แม้แต่กลุ่มพันธมิตรฯที่เคยให้การสนับสนุนจนได้เป็นนายกรัฐมนตรีทุกวันนี้ ยังประณามว่า “ตระบัดสัตย์”

ถ้า “นาธาน โอมาน” เจอนายอภิสิทธิ์ก็ต้องเรียกว่า “พี่” ถ้า “ศรีธนญชัย” เจอนายอภิสิทธิ์ก็ต้องเรียกว่า “พ่อ” ส่วนประชาคมโลกก็คงให้สมญานามเป็น “พินอคคิโอ” กลับชาติมาเกิด

นายอภิสิทธิ์วันนี้จึงถือเป็น “นาธานตัวพี่” และ “ศรีธนญชัยตัวพ่อ” จริงๆ!

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6  ฉบับ 293 วันที่ 8-14 มกราคม พ.ศ. 2554 หน้า 16-17 คอลัมน์ เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน

 


One Comment on “ศรีธนญชัยเรียก..พ่อ!”

  1. […] This post was mentioned on Twitter by Siam Parade, ThaiNEWSpace. ThaiNEWSpace said: ศรีธนญชัยเรียก..พ่อ!: “ผมได้แต่สงสัย ยังหาคำตอบไม่ได้ ทำไมตำแหน่งทางการเมืองทำให้คนเรียนดี ได้เกียรตินิยมอันดับห… http://bit.ly/guTYmh […]


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s