‘ประชาธิปัตย์’ ลอกเลียน ‘ประชานิยม’

รัฐบาลปัจจุบันกำลังสนใจบริหารจัดการเรื่องของเศรษฐกิจเพื่อผลประโยชน์ของตนเองมากกว่าจะคำนึงถึงข้อเท็จจริงทางสังคม การเมือง และความเปลี่ยนแปลงสังคมโลก ว่าในวันนี้เศรษฐกิจโลกมีลักษณะเป็นเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งประเทศต่างๆก็ยอมรับกันดีว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบอินเทอร์เน็ตมีความเกี่ยวพันและส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทุกส่วนของสังคม ไม่เพียงแต่เรื่องการเมือง แต่รวมไปถึงมิติเศรษฐกิจ การเมือง และการศึกษาด้วย แต่รัฐบาลประชาธิปัตย์ไม่จัดการอะไรเลยเกี่ยวกับการรับมือเศรษฐกิจใหม่ดังกล่าว หากแต่ยังวังวนอยู่กับการออกนโยบายเศรษฐกิจเพื่อตอบสนองการดำรงอยู่ทางการเมืองเพียงแค่นั้น

นโยบายของรัฐบาลนายมาร์คแห่งประชาธิปัตย์ที่ออกมาในปัจจุบัน จึงมีลักษณะเลียนแบบนโยบายประชานิยมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจ เพราะที่ถูกต้องแล้วหากมองว่าเศรษฐกิจยุคใหม่หรือเศรษฐกิจใหม่ที่โลกกำลังเผชิญอยู่นั้นแต่ละประเทศต่างปรับตัวกันไปหมดแล้ว เพราะลักษณะของเศรษฐกิจที่ต้องอาศัยฐานความรู้และระบบดิจิตอลในการทำธุรกรรม หรือทำการผลิต การกระจายสินค้าและบริการ รวมถึงความสัมพันธ์กับลูกค้า เป็นต้น

นอกจากนั้นฐานที่สำคัญของเศรษฐกิจใหม่ที่ควรคำนึงต้องขึ้นอยู่กับข่าวสาร ข้อมูลและสารสนเทศทั้งมวล ดังนั้น เศรษฐกิจในปัจจุบันจึงขึ้นอยู่กับองค์ความรู้และความคิดเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างงาน เพราะเราคงไม่สามารถที่จะรักษาการผลิตในภาคที่เคยเป็นผู้นำอยู่ได้ เช่น การพึ่งพิงแต่เรื่องภาคการท่องเที่ยวและบริการหรือภาคการเกษตรแบบที่เป็นอยู่ คือการเกษตรที่ไม่มีเทคโนโลยี หรือมีเทคโนโลยีที่ล้าหลัง ผลผลิตต่อไร่ต่ำ และไม่มีการบริหารจัดการในเชิงธุรกิจที่ทันสมัย ซึ่งในบั้นปลายเศรษฐกิจแบบนี้จะเสียเปรียบชาติที่ปรับมือกับเศรษฐกิจใหม่ได้ดีกว่า

รัฐบาลนี้ไม่เคยมองหรือวางแผนระยะยาวในกระบวนการเศรษฐกิจใหม่ที่ต้องพึ่งพิงเทคโนโลยีการสื่อสารหรือสารสนเทศ การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ และการบริการที่ส่งมอบด้วยระบบดิจิตอลในทุกขั้นตอน เป็นระบบเศรษฐกิจโลกใหม่ ซึ่งเมืองไทยกำลังจะตกเวที เพียงแค่ระบบการสื่อสารทางโทรศัพท์มือถือประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและเวียดนามก็ไปถึง 3G กันแล้ว แต่ดูเหมือนรัฐบาลประชาธิปัตย์จะไม่สนใจอะไร หรือคิดว่าไม่ใช่ปัญหาของประชาธิปัตย์

ปัญหาของประชาธิปัตย์คือทำอย่างไรจะเป็นรัฐบาลต่อไปได้ รวมถึงทำอย่างไรจะไม่ให้คดีฆ่าคนตายเกือบ 100 ศพถูกนำขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศ

ในภาคอุตสาหกรรมนั้นกระบวนการผลิตต้องเน้นเรื่องของนวัตกรรม องค์ความรู้ และปัจจัยหลักทางเทคโนโลยี ซึ่งเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรกลสู่ระบบดิจิตอล แต่อุตสาหกรรมของไทยแทบจะไม่ได้รับการส่งเสริมด้านนี้จากรัฐไทยเลย ผู้ผลิตหรือนักธุรกิจและนักผลิตของไทยจึงเป็นคนต้องสร้างภาวะเหล่านี้เกิดขึ้นด้วยตนเองเพื่อให้อยู่รอดในการแข่งขัน

ส่วนเรื่องแรงงานนั้นรัฐบาลประชาธิปัตย์ใช้สูตรการคิดแบบเดิมๆ คืออยากให้เกิดการผลิตและการจ้างงานในระดับพื้นที่อย่างเต็มที่ ซึ่งก็ลอกเลียนโครงการประชานิยมของ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่วันนี้ปัญหาเศรษฐกิจใหม่ไม่ใช่แค่การจ้างงานอย่างเต็มที่ แต่ต้องดูเรื่องของค่าจ้างและรายได้ที่ต้องสูงขึ้น นอกจากนี้เรื่องทักษะของแรงงานก็ไม่ใช่มองเฉพาะความชำนาญเฉพาะด้าน แต่ต้องเปลี่ยนแปลงไปสู่ทักษะแรงงานที่มีความรู้ คือเปลี่ยนจากแรงงานที่มีความชำนาญ หรือเป็น Labor Intensive ไปสู่เรื่ององค์ความรู้เป็น Knowledge based ซึ่งรัฐบาลล้มเหลวมากในเรื่องเหล่านี้ เพราะนโยบายที่ประกาศออกมาไม่ได้นำไปสู่ปัญหาในภาพกว้างที่เป็นทางรอดในอนาคตของรัฐไว้เลย

กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงแรงงาน และกระทรวงพาณิชย์ จะต้องมานั่งจับเข่าคุยกันถึงการวางยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไปสู่ทิศทางดังกล่าวอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ต่างพรรคต่างอยู่ แล้วต่างทำมาหากินหาผลประโยชน์ พรรคพวกปากห้อยก็เน้นแต่ทำโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อทำมาหากินในบริบทของทุนการเมือง โดยไม่สนใจความอยู่รอดของชาติ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ก็มัวสาละวนอยู่กับการตีกินหาคะแนนเสียงทางการเมืองด้วยการเหยียบบ่าเพื่อนขึ้นไป เช่น ระงับโครงการต่างๆของกระทรวงพาณิชย์ แต่ไม่มีกรอบความคิดระยะยาวเรื่องเศรษฐกิจ เพียงเพื่อสร้างภาพเป็น “คุณชายสะอาด”

สำหรับกระทรวงศึกษาธิการ รัฐบาลอยู่มาจนกว่า 2 ปีก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เอื้ออำนวยหรือตอบสนองการผลิตบุคลากรเพื่อตอบสนองเศรษฐกิจใหม่เลย คงเน้นแต่เรื่องโบราณไร้สาระ เช่น ห้ามฝากเด็ก หรือห้ามเก็บแป๊ะเจี๊ยะ ซึ่งเป็นบริบทแบบเดียวกับคุณชายสะอาดทั้งหลายที่คิดได้เท่านี้

ที่จริงแล้วเรื่องการศึกษาถ้าจะยอมรับข้อเท็จจริงต้องบอกว่าผู้คนที่เกิดมาในสังคมไทยมีความต่างในเชิงโครงสร้าง และโรงเรียนที่มีในสังคมไทยก็มีคุณภาพแตกต่างกัน การเปิดโอกาสให้แค่ทุกคนได้เรียนฟรี ไม่เสียเงินนั้นไม่ได้ช่วยอะไรในระยะยาว เพราะเอาเข้าจริงๆแล้วลูกของคนที่มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองสูงกว่า ก็มีโอกาสพัฒนาตนเองได้มากกว่า โดยเฉพาะการซื้อเทคโนโลยีที่เหนือกว่าให้ลูกหลานได้เรียนและใช้เครื่องมือ หรือมีเงินส่งไปเรียนซัมเมอร์ที่ต่างประเทศ

ทำอย่างนี้ไปสัก 10 ปี เด็กที่เคยมีความเท่าเทียมกันในอดีต แต่เมื่อเอาการพัฒนาจากเงื่อนไขโครงสร้างทางสังคมที่ไม่เท่าเทียมกันมาแข่งขันกัน แม้วันสอบมีบรรยากาศที่สุจริตยุติธรรมอย่างไร ลูกคนจนก็แพ้ทั้งปีทั้งชาติ คือการเรียนฟรีไม่ได้ทำให้ทุกคนมีความเท่าเทียมกันในเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริงเลย

ดังนั้น ภาพลวงตาการให้ของฟรีแต่ไม่จัดโครงสร้างให้เท่าเทียมกันอย่างแท้จริงจึงต้องพิจารณาใหม่ เพื่อสุดท้ายทุกคนในสังคมต้องมีโอกาสที่เท่าเทียมกัน โดยรัฐต้องเข้าไปแทรกแซงและอุดช่องว่างเชิงโครงสร้าง เพื่อให้ทุกคนมีความพร้อมในการแข่งขันบนความเท่าเทียมกัน ไม่ใช่มองแค่การให้เปล่าแบบสงเคราะห์อย่างเดียว เช่นที่รัฐบาลประชาธิปัตย์กำลังทำอยู่ขณะนี้

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6  ฉบับ 294 วันที่ 15 – 21 มกราคม พ.ศ. 2554 หน้า 10 คอลัมน์ ทหารใหม่วันนี้ โดย ชายชาติ  ชื่นประชา



One Comment on “‘ประชาธิปัตย์’ ลอกเลียน ‘ประชานิยม’”

  1. […] This post was mentioned on Twitter by anupun d, Siam Parade. Siam Parade said: ‘ประชาธิปัตย์’ ลอกเลียน ‘ประชานิยม’: http://t.co/S42ZANP […]


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s