ว่าด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

วันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมานี้ นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ รักษาการโฆษกกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้นำคณะจำนวนหนึ่งไปยื่นหนังสือขอให้ดำเนินคดี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา องคมนตรี และนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ข้อหาหมิ่นเหม่ต่อสถาบันเบื้องสูงและดูหมิ่นองค์รัชทายาท โดยอ้างอิงถึงข้อมูลจากเว็บไซต์ “วิกิลีกส์” ที่ได้เผยแพร่เนื้อหาโทรเลขของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐที่ส่งไปยังกระทรวง ต่างประเทศของประเทศสหรัฐ ซึ่งเป็นบทสนทนาระหว่างบุคคลทั้งสามกับนายอีริค จี. จอห์น อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐ โดยมีความจงใจพาดพิงต่อองค์รัชยาท ซึ่งเข้าข่ายความผิดร้ายแรง

หลังจากนั้นได้มีแถลงการณ์ของสมัชชาสังคมก้าวหน้าแสดงการคัดค้าน โดยเสนอให้ นปช. ทบทวนและยุติการใช้ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในการกล่าวร้ายคนอื่น โดยเสนอว่าแม้ในระยะเวลาที่ผ่านมาขบวนการ นปช. ต้องตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ โดยถูกกล่าวร้ายในเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและล้มเจ้า แต่ไม่มีความจำเป็นใดที่ฝ่าย นปช. จะใช้ข้อหาเดียวกันมาเล่นงานฝ่ายตรงข้าม ในเมื่อข้อหาเช่นนี้เป็นเครื่องมือที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และฝ่ายสมัชชาสังคมก้าวหน้าเสนอว่า นปช. ไม่ควรเคลื่อนไหวด้วยการใช้วิธีการอะไรก็ได้ เพียงแต่ขอให้ได้รับชัยชนะเป็นพอ โดยไม่คำนึงถึงหลักการประชาธิปไตย

โดยความเป็นมาข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนี้เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งมีสาระสำคัญว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”

แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่การใช้ข้อหาตามนัยมาตรานี้เป็นเครื่องมือในการทำลาย ศัตรูทางการเมือง ซึ่งก่อให้เกิดการใส่ร้ายป้ายสีและสร้างความเสียหายอย่างมากแก่การเมืองใน แบบประชาธิปไตย ดังจะเห็นได้จากในประวัติศาสตร์เมื่อเกิดการรัฐประหาร พ.ศ. 2490 คณะรัฐประหารร่วมมือกับกลุ่มอนุรักษ์นิยมใส่ร้ายนายปรีดี พนมยงค์ ว่าอยู่เบี้องหลังกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 และนำเรื่องนี้ไปสร้างความชอบธรรมให้แก่คณะรัฐประหาร สร้างภาพจนนายปรีดีกลายเป็นปิศาจร้าย ทั้งที่นายปรีดีเคยสร้างคุณประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองมากมาย ผลของการใส่ร้ายป้ายสีทำให้มีมหาดเล็กผู้บริสุทธิ์ 3 คนถูกศาลตัดสินประหารชีวิตเมื่อ พ.ศ. 2498 ซึ่งกลายเป็นจุดด่างในประวัติศาสตร์ของขบวนการตุลาการไทย และเรื่องนี้ยังทำให้นายปรีดีต้องลี้ภัยในต่างประเทศ ไม่ได้กลับประเทศไทยเลย

ต่อมากรณี 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 กลุ่มอนุรักษ์นิยมก็ก่อเรื่องใส่ร้ายป้ายสีขบวนการนักศึกษาว่าหมิ่นพระบรมเด ชานุภาพองค์รัชทายาท แต่ก่อนจะมีการนำตัวนักศึกษาที่ถูกกล่าวหามาดำเนินคดีตามมาตรา 112 กลับนำประเด็นนี้มาเป็นเครื่องมือสร้างกระแสปราบปรามนักศึกษา ประชาชน จนทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก จากนั้นได้สนับสนุนให้คณะทหารก่อการยึดอำนาจ สถาปนาระบอบเผด็จการ โดยให้นายธานินทร์ กรัยวิเชียร มาเป็นนายกรัฐมนตรี เพียงแต่ระบอบเผด็จการนั้นอยู่ได้เพียงปีเดียวก็ถูกคณะทหารโค่นแล้วนำมาสู่ การฟื้นฟูประชาธิปไตย

ในกรณี 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 คณะทหาร รสช. นำโดย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ และ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ได้อ้างเหตุเรื่องกรณีปลงพระชนม์เบื้องสูงมาใส่ร้ายรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งกลายเป็นเรื่องไร้สาระที่สุด เพราะกรณีนี้สืบเนื่องมาจาก พล.ต.มนูญ รูปขจร ถูกกล่าวหากรณีลอบปลงพระชนม์ โดยมีเป้าหมายที่บุคคลเบื้องสูง ทั้งที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อน พล.อ.ชาติชายจะรับตำแหน่งรัฐมนตรี และไม่มีหลักฐานใดเลยว่า พล.อ.ชาติชายจะไปเกี่ยวข้องด้วย อย่างไรก็ตาม คณะทหารใช้โอกาสอันคลุมเครือก่อการรัฐประหารล้มล้างระบอบประชาธิปไตยแล้วนำ คณะทหารมาสู่อำนาจ แต่ในที่สุดก็เหตุการณ์พฤษภาประชาธรรมใน พ.ศ. 2535 แม้ว่าพลังอำนาจของฝ่ายประชาชนจะโค่นเผด็จการของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ได้แต่ก็แลกด้วยการบาดเจ็บล้มตายของประชาชนจำนวนมากเช่นกัน

ดังนั้น จะเห็นได้ว่ามีการใช้ข้ออ้างเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทางการ เมืองเพื่อทำลายระบอบประชาธิปไตยครั้งแล้วครั้งเล่า และในกรณีบุคคลก็มี เช่น นายวีระ มุสิกพงศ์ ได้กล่าวในการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อ พ.ศ. 2529 ก็ถูกฝ่ายทหารอนุรักษ์นิยมไปฟ้องศาลว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และทำให้นายวีระต้องถูกตัดสินลงโทษ

พรรคประชาธิปัตย์เองก็เคยตกเป็นเหยื่อในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กรรมการพรรค นำพระราชดำรัสมาพิมพ์เป็นข้อความหาเสียงเลือกตั้งเมื่อ พ.ศ. 2548 ปรากฏว่าคุณหญิงกัลยาและคณะ 5 คนถูกฟ้องดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งแทบจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อ

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ได้มีการใช้ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและประเด็นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้เป็นประโยชน์ในการใส่ร้ายป้ายสีทางการเมืองแล้ว ยังก่อให้เกิดการรัฐประหารทำลายประชาธิปไตยหลายครั้ง จนกระทั่งครั้งล่าสุดคือ รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ก็มีการใช้ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อเล่น งานฝ่ายประชาชนเสื้อแดง หรือกลุ่มที่ต่อต้านการทำรัฐประหารหลายสิบคดี ที่ทราบกันดี เช่น คดี “ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล” หรือ “ดา ตอร์ปิโด” กล่าวที่สนามหลวงในวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 โจมตีนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ชอบอ้างอิงพระบรมเดชานุภาพมาเป็นเครื่องมือในการใส่ร้ายป้ายสีทางการเมือง ซึ่งนายสนธิได้นำข้อความนั้นมาเผยแพร่ต่อทางสื่อมวลชนให้แพร่หลายไปทั่ว ประเทศ ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก “ดา ตอร์ปิโด” ถึง 18 ปี และขณะนี้คดียังอยู่ในขั้นศาลอุทธรณ์

บางคดีก็เป็นเรื่องของการตีความอันเหลือเชื่อ เช่น คดี “ปภัสชนัญญ์ ฉิ่งอินทร์” หรือ “เจ๊แดง” แกนนำกลุ่มคนของแผ่นดินลูกหลานย่าโม ถูกฟ้องสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2552 ได้นำกลุ่มเสื้อแดงโคราชไปประท้วงที่บริเวณลานข้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี โดยมีการเผาโลงศพจำลองระบุข้อความข้างโลงศพที่มีคำว่า “พระองค์ท่าน” รวมทั้งชื่อของ พล.อ.เปรม พันธมิตรฯ และรัฐบาลโจร โดยมีภาพใบหน้า พล.อ.เปรมและนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อยู่ข้างโลงศพจำลอง โดยคำฟ้องข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตีความคำว่า “พระองค์ท่าน” หมายถึงเบื้องสูง ซึ่งศาลชั้นต้นนครราชสีมาตัดสินให้ “ปภัสชนัญญ์” มีความผิดจริงตามการตีความ

นอกจากนี้ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2553 ที่ผ่านมารัฐบาลอภิสิทธิ์โดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้เผยแพร่แผนผังล้มเจ้ากล่าวร้ายว่ามีเครือข่ายขบวนการล้มเจ้าอย่างเป็น ระบบ ซึ่งมีชื่อทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สมาชิกพรรคเพื่อไทย และ นปช. เพื่อให้การใส่ร้ายป้ายสีกลายเป็นความชอบธรรม

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกลายเป็นเครื่องมือในการหาเหตุควบคุม และลงโทษประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับฝ่ายอำมาตย์และต่อต้านรัฐบาลปัจจุบัน การที่ฝ่าย นปช. ยื่นให้ดำเนินคดี พล.อ.เปรม พล.อ.อ.สิทธิ และนายอานันท์คงจะไม่ประสบผลในทางปฏิบัติ แต่จะเป็นการย้ำถึงลักษณะ “สองมาตรฐาน” ในสังคมไทยอีกครั้งหนึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประชาชนทั่วไปอย่าง “ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล” หรือ “ปภัสชนัญญ์ ฉิ่งอินทร์” ที่ต้องถูกดำเนินคดี แต่บุคคลทั้ง 3 ท่านจะถูกดำเนินคดีหรือไม่?

ดังนั้น ในกรณีนี้ผู้เขียนเห็นด้วยกับฝ่ายสมัชชาสังคมก้าวหน้าว่าถ้าหากข้อหาตาม มาตรา 112 เป็นเครื่องมือของชนชั้นนำที่สร้างความชั่วช้าในสังคม ฝ่ายประชาชนคนเสื้อแดงก็ไม่ควรที่จะใช้เครื่องมืออันเดียวกัน ในทางตรงข้ามคนเสื้อแดงควรจะร่วมรณรงค์ให้เลิกการใช้ข้อหาดังกล่าวและคืนสิทธิมนุษยชนอันสมบูรณ์แก่ประชาชนจะดีกว่า

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 294 วันที่ 14-20  มกราคม พ.ศ. 2554 หน้า 9 คอลัมน์ ถนนประชาธิปไตย โดย สุธาชัย



One Comment on “ว่าด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”

  1. […] This post was mentioned on Twitter by Siam Parade, ThaiNEWSpace. ThaiNEWSpace said: ว่าด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ: วันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมานี้ นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ รักษาการโฆษกกลุ่มแนวร่วมประช… http://bit.ly/f30stx […]


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s