7 คนไทยกับกระแสชาตินิยม!

การเปลี่ยนแปลงในสังคมโลกและสังคมไทยใน ปัจจุบัน ประเด็นของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมีอิทธิพลและส่งผลต่อการเปลี่ยน แปลงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตแล้วทำงานอย่างได้ผล เช่น การปลุกกระแสเรื่องความรักชาติ อาจจะไม่ได้ผลในปัจจุบัน เพราะความรวดเร็วของเทคโนโลยีในวันนี้ทำให้ผู้คนมีความรับรู้ในข้อเท็จจริง รวมถึงแสดงความคิดเห็นออกมาได้อย่างตรงไปตรงมาและรวดเร็ว

ผู้เขียนหมายถึงสิ่งที่กลุ่มอีลิตและคณะพยายามจะใช้กรณี 7 คนไทยที่ถูกรัฐบาลกัมพูชาจับกุมมาเป็นประเด็นเพื่อปลุกกระแสชาตินิยมโดยหวัง ผลต่อวิถีทางการควบคุมอำนาจเบ็ดเสร็จให้ยืนยาวต่อไปนั้นเป็นไปไม่ได้ใน ปัจจุบันแล้ว หรือกลายเป็นกรณี “กระสุนด้าน”

กรณี 7 คนไทยนี้ ผู้เขียนจงใจจะไม่เขียนถึงมานานแล้วตั้งแต่เกิดเหตุ เพราะเกรงจะเป็นปัญหาเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ แต่วันนี้ปรากฏการณ์ต่างๆเริ่มชัดเจน จึงอยากวิเคราะห์เฉพาะส่วนที่เป็นข้อคิดเห็นบางประเด็นคือ โดยนิสัยของฝ่ายการเมืองที่คุมอำนาจรัฐในบริบทสังคมการเมืองไทยแล้ว นักการเมืองไทยมักขี้เบ่ง จะไปไหนต้องมีการแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ระดับพื้นที่ให้มายืนกุมเป้ากางเกง ล้อมหน้าล้อมหลัง ดังนั้น จึงไม่น่าเชื่อว่า 7 คนไทยที่ถูกจับกุมจะลงพื้นที่ไปล่วงหน้าก่อนที่เจ้าหน้าที่รัฐจะมาพินอบ พิเทา เท่ากับผิดวิสัยหรือค้านกับปรากฏการณ์รูปธรรมหรือข้อเท็จจริงทางสังคมการ เมืองไทย

นอกจากนั้นพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นเหมือนเขตที่ตกลงกันไม่ได้ ซึ่งมีหลายแห่งในประเทศไทย คล้ายกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-มาเลเซีย ซึ่ง พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ก็ไม่ได้คิดที่จะไปแบ่งแยกหรือทะเลาะกับมาเลเซียว่าดินแดนของไทยอยู่ตรงไหน คนที่ฉลาดอย่างอดีตนายกฯชาติชายจึงคิดบวก ชวนเพื่อนบ้านหาประโยชน์ร่วมกัน หรือร่วมกันทำให้พื้นที่มีปัญหาเป็นเขตพัฒนาร่วม (Joint Development Area) ท้ายที่สุดไทย-มาเลเซียทำการขุดเจาะและนำก๊าซธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน แบ่งสรรความมั่งคั่งกันอย่างพอใจทั้งสองฝ่าย

กรณีพื้นที่ระหว่างไทย-กัมพูชา รัฐบาลทั้งสองต่างสงวนไว้ในความรู้สึกที่ว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของตนเอง ทั้งคู่ เมื่อไรที่จะคิดทำให้สมประสงค์ฝ่ายเดียวก็จะเป็นข้อขัดแย้งและไม่มีใครยอม ใคร ในอดีตรัฐไทยจึงทำได้แค่เพียงรอเวลาการเจรจา ในทางปฏิบัติที่ผ่านมาทั้งคู่ก็จะต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพื้นที่บนสำนึกที่ ว่าเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาแบบ no mans land ซึ่งในทางปฏิบัติหากคนของฝั่งใดฝั่งหนึ่งจะเข้าไปในพื้นที่นั้นก็จะแจ้งเจ้า หน้าที่ของฝั่งตรงข้ามที่เป็นคู่เจรจาและดูแลพื้นที่ดังกล่าวอยู่ ได้ยินหลายครั้งแล้วว่ามีข้าราชการระดับสูงหรือผู้ที่เกี่ยวข้องของไทยแวะ เวียนเข้าออกไปดูพื้นที่เป็นประจำ แต่มีการประสานกันล่วงหน้าจึงไม่เคยเกิดเหตุการณ์พิสดารเหล่านี้

ดังนั้น กรณี 7 คนไทยที่รวมถึงนักการเมืองขี้เบ่งเดินเข้าไปให้เขาจับจึงน่าสังเกต โดยเฉพาะอย่างยิ่งความพยายามของกลุ่มเครือข่ายทางการเมืองที่พยายามอ้างว่า ดินแดนฝั่งนั้นเป็นพื้นที่ของไทยจึงไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย

คำกล่าวเช่นนี้มีแต่สร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศ เพราะมีคนพูดมาก่อนหน้านี้กว่า 30 ปีแล้ว และเห็นว่าไม่มีประโยชน์ จึงปล่อยให้เป็นการทำงานระดับรัฐที่ต้องเจรจา และภาระของรัฐบาลชุดต่างๆที่พยายามกระทำต่อกันอย่างละมุนละม่อม ยกตัวอย่างเทียบเคียงกันก็ต้องยกให้กรณีพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซียน่าจะ เป็นหนทางสว่างของวิธีการแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนหรือมีปัญหาระหว่างประเทศ

สรุปแล้ว 7 คนไทยถูกรัฐบาลกัมพูชาจับกุมจึงไม่สามารถก่อให้เกิดกระแสชาตินิยมตามที่กลุ่มอีลิตวาดฝันไว้ อย่างไรก็ตาม คำกล่าวนี้ดูเหมือนจะให้ร้ายกลุ่มอีลิต แต่เมื่อพิจารณาบริบททางการเมืองที่กลุ่มอีลิตเผชิญอยู่ และเลือกใช้วิธีการแก้ปัญหาด้วยเครื่องมือต่างๆมาตลอดนั้น จะพบว่ายิ่งแก้ยิ่งถึงทางตัน แรกเริ่มจากการชิงสุกก่อนห่าม ดื้อรั้นแก้ปัญหาทางการเมืองด้วยการทำปฏิวัติเมื่อปี 2549 แล้วดันไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่ไปเลือกคนซื่อ สูงอายุ และไร้ความสามารถมาบริหาร เมื่อเปิดให้มีเลือกตั้งจึงพ่ายแพ้กลุ่มเก่า

ดังนั้น เครื่องมือใหม่ที่ดูคล้ายจะมีอารยะก็เข้ามาสู่วงจรทำงาน เช่น ระบบตุลาการวิบัติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญ ล้วนแล้วแต่ทำท่าคล้ายจะเป็นอารยะช่วยกลุ่มอีลิตทำงาน ท้ายที่สุดก็ใช้เครื่องมือของกลุ่มติดอาวุธบีบบังคับให้เกิดการจัดตั้ง รัฐบาลลูกชนชั้นสูงเรียนดี แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือ เด็กคนนี้ทำอะไรไม่เป็น ไร้ความสามารถ แถมต้องพึ่งพิงกลุ่มโจรทางการเมืองที่คอร์รัปชันมากกว่ากลุ่มทักษิณเสียอีก นี่จึงเป็นสถานการณ์ทางตันของกลุ่มอีลิต

ครั้นจะเปิดให้มีการเลือกตั้งก็ประมาทไม่ได้ว่า คนไทยสมัยนี้ฉลาดแล้ว เขาจับได้ไล่ทัน และการลงคะแนนเสียงที่เลือกกลุ่มทุนเดิมก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินซื้อเสียง อีกต่อไป หากแต่ขึ้นอยู่กับความแค้นฝังใจที่ได้รับการปฏิบัติแบบสองมาตรฐานซ้ำแล้วซ้ำ เล่า

ดังนั้น กลุ่มอีลิตจึงเห็นลางความวิบัติ ทางออกเดียวที่เหลืออยู่สำหรับการครองอำนาจให้ยืดยาวคือ ปลุกกระแสต่างๆ ตั้งแต่กล่าวหาฝ่ายตรงข้ามจะล้มสถาบันและเรื่องคอร์รัปชัน ซึ่งไม่มีประสิทธิภาพทั้งสองประเด็น ท้ายที่สุดเลยลองปลุกกระแสชาตินิยมดูว่าจะให้เกิดความรุนแรงระหว่างไทยและ กัมพูชา เพื่อเป็นข้ออ้างการกระชับอำนาจไปสู่การปกครองด้วยวิธีนอกระบบ… แต่ก็เป็นกระสุนด้านอีก

อันที่จริงแล้วเหตุการณ์ทางการเมืองของไทยวันนี้ใกล้เคียงกับเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในประเทศตูนิเซีย ซึ่งประชาชนออกมาประท้วงประธานาธิบดีซีน อัล-อาบิดีน เบน อาลี เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจและการว่างงาน แต่ประธานาธิบดีกลับแก้ปัญหาผู้ประท้วงด้วยการใช้ความรุนแรง ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปกว่า 50 ราย การกล่าวหายังคล้ายกันคือ ประธานาธิบดีพยายามอ้างว่าผู้ประท้วงมีพฤติกรรมคล้ายผู้ก่อการร้าย ผลสุดท้ายคือ การประท้วงรุนแรงมากขึ้นจนกระทั่งฝ่ายรัฐพ่ายแพ้ ประธานาธิบดีประกาศยุบสภาและลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ

สำหรับเหตุการณ์เมืองไทยวันนั้น แม้จะยังมาไม่ถึง แต่จากความรับรู้ของประชาชน และระบบบาปบุญคุณโทษหรือเวรกรรมที่มีจริง กำลังจะทำให้เคราะห์กรรมต่างๆที่กลุ่มอีลิตและสมุนบริวารสร้างกรรมเอาไว้ ต้องได้รับผลกรรมที่ตัวเองทำไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคตอันใกล้นี้  ไม่เชื่อก็ดูแล้วกัน!

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 295 วันที่ 22-28 มกราคม พ.ศ. 2554 หน้า 10 คอลัมน์ ทหารใหม่วันนี้ โดย ชายชาติ ชื่นประชา



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s