ความยุติธรรมไม่มืดมน!

นายฮันส์-พีเทอร์ โคล รองประธานลำดับที่ 2 ศาลอาญาระหว่างประเทศ ที่มาร่วมประชุมเกี่ยวกับเรื่อง “The Protection of Human Rights through the International Criminal Court as a Contribution to Constitutionalization and Nation-Building” เมื่อวันที่ 23 มกราคม ซึ่งจัดโดย German-Southeast Asian Center of Excellence for Public Policy and Good Governance (CPG) และสถานทูตเยอรมนี กล่าวถึงกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่เตรียมนำคดี 91 ศพในเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” ขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศว่า จะทำได้ต่อเมื่อประเทศที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นเป็นภาคีของศาลอาญาระหว่างประเทศ ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้เป็นภาคี เพียงแต่ลงนามในธรรมนูญกรุงโรมเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2545 เท่านั้น ยังไม่มีการให้สัตยาบัน

แม้ประเทศไทยจะเข้าเป็นภาคีแล้วก็ตาม หากประเทศภาคีมีการดำเนินการไต่สวนตามกระบวนการยุติธรรมแล้วศาลอาญาระหว่าง ประเทศก็จะไม่เข้าไปก้าวล่วง ซึ่งนายโคลชี้แจงกับแกนนำ นปช. ที่เข้าพบแล้วว่ามีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจของศาลอาญาระหว่าง ประเทศ

แต่มีกรณีประเทศที่ไม่ได้เป็นภาคีแล้วถูกตัดสินโทษโดยศาลอาญาระหว่าง ประเทศ เช่น กรณีประเทศซูดาน ซึ่งศาลอาญาระหว่างประเทศมีอำนาจพิจารณาคดีโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 13 (ข) ธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งให้อำนาจพิจารณาคดีได้ในกรณีที่คดีอาชญากรรมนั้นได้รับการเสนอต่ออัยการ โดยคณะมนตรีความมั่นคง ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ภายใต้หมวด 7 ของกฎบัตรสหประชาชาติ

อย่างไรก็ตาม นายโคลยังตั้งข้อสังเกตกรณีประเทศไทยยังไม่ให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรมอาจ เป็นเพราะสหรัฐทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ จึงทำให้ประเทศต่างๆที่ได้รับความช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจและทางทหารจาก สหรัฐไม่ให้สัญญาณ เพราะกลัวสหรัฐจะงดหรือลดความช่วยเหลือดังกล่าว

โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐ เหมือนกรณีตัดสินใจส่งนายวิคเตอร์ บูท นักค้าอาวุธชาวรัสเซีย ไปดำเนินคดีที่สหรัฐ จนรัฐบาลรัสเซียไม่พอใจและกล่าวหาว่าเป็นการแลกผลประโยชน์ระหว่างประเทศไทย กับสหรัฐ ซึ่งภายหลังเว็บไซต์วิกิลีกส์ได้นำเอกสารลับมาเปิดเผยว่าสหรัฐพยายามใช้ อิทธิพลอย่างไรในเรื่องนี้

ดังนั้น ข่าวการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงที่จะยื่นเรื่องต่อคนของศาลอาญาระหว่าง ประเทศจึงถือว่าหมดความหวังไปโดยปริยาย เพราะตามข้อเท็จจริงตามกฎบัตรของศาลอาญาระหว่างประเทศจะเข้ามาพิจารณาคดีได้ ใน 3 กรณีเท่านั้นคือ 1.ประเทศนั้นให้สัตยาบันต่อ Rome Staue แล้ว 2.ประเทศนั้นยังไม่ได้ให้สัตยาบันต่อ Rome Staue แต่ลงนามรับอำนาจศาล และ 3.มติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติขอให้ศาลมีอำนาจในการพิจารณาคดีใน ประเทศใดประเทศหนึ่ง ซึ่งประเทศไทยไม่ได้เข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่งใน 3 นี้ข้อเลย

แม้จะมีประเทศหรือคณะมนตรีความมั่นคงส่งเรื่องนี้เข้าไปก็เป็นไปได้ยาก อีกเช่นกัน เพราะเชื่อว่าสหรัฐจะออกมาคัดค้าน กรณีเสื้อแดงจึงอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่มีการส่งตัวนายวิคเตอร์ บูท ไปสหรัฐก็เป็นได้

ส่วนกรณีให้อัยการยื่นฟ้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ยื่นฟ้องไปตั้งแต่เดือนตุลาคม 2553 ก็คงตกไปในที่สุด เหมือนที่นายโคลให้ความเห็นว่าคนเสื้อแดงต้องเลิกความหวังแบบลมๆแล้งๆ เพราะไม่อยู่ในขอบเขตของศาลอาญาระหว่างประเทศ

เรื่องนี้นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ให้ความเห็นเช่นเดียวกับนายโคลว่าประเทศไทยยังไม่ได้ให้สัตยาบัน แม้แต่กรณีนักข่าวชาวญี่ปุ่นและนักข่าวชาวอิตาลีจะนำไปยื่นฟ้องต่อศาลอาญา ระหว่างประเทศก็ต้องมีความผิดใน 4 ฐานความผิด ได้แก่ 1.มีความผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ 2.มีความผิดต่อมนุษยชาติ เช่น กรณีเขมรแดง 3.มีความผิดเป็นอาชญากรสงคราม และ 4.มีความผิดฐานเข้าไปรุกราน เช่น กรณีสหรัฐเข้าไปรุกรานอิรัก ซึ่งสหรัฐไม่ได้มีมติเห็นชอบธรรมนูญกรุงโรมจึงไม่เข้าข่าย

กรณี 91 ศพจึงไม่เข้าทั้ง 4 ฐานความผิดที่จะขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศได้ จึงเหลือทางเดียวคือต้องต่อสู้ตามกระบวนการกฎหมายภายในประเทศ แม้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินจะคุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐในการ ปฏิบัติหน้าที่ไว้เกือบทุกด้านก็ตาม

แม้รัฐบาลอภิสิทธิ์จะอ้างว่าการชุมนุมของ นปช. เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย เพราะมีการชุมนุมปิดกั้นในทางสาธารณะ มีกลุ่มผู้ก่อการร้ายแฝงตัว แต่การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินและใช้อำนาจสั่งการให้กองทัพดำเนินการปราบปรามผู้ชุมนุมอย่าง เบ็ดเสร็จเด็ดขาด หรือที่เรียกว่ากฎหมาย “พญาแร้ง” นั้นต้องไปต่อสู้กันทางกฎหมายว่าเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

หากการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นไปโดยไม่ชอบก็เท่ากับกระบวนการสั่งใช้กฎหมายเป็นโมฆะ การสั่งการให้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมโดยใช้อาวุธยิ่งเป็นการใช้อำนาจโดย ไม่ชอบ ซึ่งเท่ากับนายอภิสิทธิ์และผู้เกี่ยวข้องในศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุก เฉิน (ศอฉ.) ขณะนั้นถือว่ากระทำผิดกฎหมายทางอาญาทั้งสิ้น ถือเป็นตัวการในการกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) มีโทษประหารชีวิตสถานเดียว

นอกจากนี้ยังมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 296 และมาตรา 298 ซึ่งมีโทษจำคุกและปรับเช่นกัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีและ ศอฉ. ไม่สามารถอ้างอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินได้

เช่นเดียวกับคณะรัฐมนตรีต้องร่วมรับผิดในเรื่องนี้ด้วย เพราะสั่งให้ประกาศใช้ พ.ร.ก. ดังกล่าวเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในสหรัฐอเมริกาจะใช้คำว่า Do Process ในกระบวนการกฎหมายและการบริหารของฝ่ายบริหารของรัฐ รวมทั้งกระบวนการยุติธรรมนั้นจะต้องมีการดำเนินการมาจากกฎหมายที่ใช้โดยชอบ

ดังนั้น เมื่อรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นกฎหมายโดยไม่ชอบแล้ว กระบวนการทั้งหมดที่อ้างว่าเป็นกระบวนการยุติธรรมและการใช้กำลังและอาวุธ สงครามสลายการชุมนุมจึงไม่มีภูมิคุ้มกันจากกฎหมายที่ไม่ชอบที่ประกาศ

โทษในทางอาญาที่มีบทบัญญัติของกฎหมายบัญญัติโดยชัดแจ้ง แม้ขณะนี้รัฐบาลจะอยู่ในอำนาจและกระบวนการยุติธรรมยังไม่อาจดำเนินการเพื่อ ดำเนินคดีได้ก็ตาม แต่เมื่อรัฐบาลนี้พ้นจากตำแหน่งไป ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องเตรียมใจที่จะต้องถูก ดำเนินคดีในข้อหาร้ายแรง ซึ่งมีอายุความ 20 ปี

คนเสื้อแดงที่เรียกร้องความยุติธรรมจึงไม่ใช่จะมืดมนหรือหมดความหวัง อย่างสิ้นเชิง แม้วันนี้นายอภิสิทธิ์อาจรู้สึกว่าสิ่งเลวร้ายต่างๆหมดไปแล้ว แต่ในความเป็นจริงยากจะลบความจริงที่เกิดขึ้นและฝังอยู่ในใจไปตลอดชีวิตว่า เป็น “นายกฯร้อยศพ”

อย่างที่คำพูดของ “ฮิบราฮัม ลินคอนส์” ประธานาธิบดีของสหรัฐ ที่ว่า

“ประชาธิปไตยคือระบบการปกครองของประชาชนโดยประชาชนและเพื่อประชาชน โดยที่คุณอาจจะสามารถโกหกคนทุกคนได้บางเวลา คุณอาจสามารถโกหกคนบางคนได้ตลอดเวลา แต่คุณไม่สามารถที่จะโกหกคนทุกคนได้ตลอดเวลา”

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 296 วันที่ 29 มกราคม –  4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 หน้า 14 คอลัมน์ สามแยกสามแพร่ง โดย คุณศรี สามแยก


One Comment on “ความยุติธรรมไม่มืดมน!”

  1. […] This post was mentioned on Twitter by Siam Parade, ThaiNEWSpace. ThaiNEWSpace said: ความยุติธรรมไม่มืดมน!: นายฮันส์-พีเทอร์ โคล รองประธานลำดับที่ 2 ศาลอาญาระหว่างประเทศ ที่มาร่วมประชุมเกี่ยวกับเร… http://bit.ly/eAkFM7 […]


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s