รัฐประหารในไทย..ทำง่ายนิดเดียว? เปิด 10 ขั้นตอนในการทำ “coup d’etat”

แม้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.จะออกมากล่าวถึงกระแสข่าวยึดรัฐประหาร (coup d’etat) ที่ถูกเปิดเผยมาโดยคนชื่อ “ตู่” เช่นกัน อย่างจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย (พท.) แกนนำคนเสื้อแดง ว่า “ยังไม่เห็นใครคิด ใครจะไปทำอะไร เพื่ออะไร ให้ใคร ผมไม่มีเวลาให้กับเรื่องไร้สาระนี้”

แต่เป็นที่น่า สังเกตว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เคยตอบตรงๆ กับคำถามที่ว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่าจะไม่ปฎิวัติ? โดยผู้สื่อข่าวสายทหารถามเรื่องนี้กับเจ้าตัว 2 ครั้ง นับแต่เข้ารับตำแหน่งผบ.ทบ.เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2553

จากครั้งแรก วันที่ 29 พ.ย.2553 “ผมไม่พูดว่าจะปฏิวัติหรือไม่ปฏิวัติ แต่ประชาชนต้องไม่ตีกัน”

มาถึงครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 1 ก.พ.2554 “ผมไม่มีเวลาคิดเรื่องนี้ ไม่เห็นต้องยืนยัน”

คล้ายกับ “เปิดช่อง” ไว้ หากเกิดเหตุจำเป็นในอนาคต..อย่าลืมว่า ในอดีต แม้แต่ผบ.ทบ.ที่ยืนยันต่อสาธารณชนว่าจะไม่

รัฐประหาร และจะไม่รับตำแหน่งทางการเมือง ท้ายที่สุด ก็ยอม “เสียสัตย์เพื่อชาติ”

อาศัย “โมเดล” การรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 จะเห็นได้ว่าการ “ยึดอำนาจ” ไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงมีเงื่อนไข ปัจจัย และช่วงเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น 1

ถ้ามี “ปรากฎการณ์” ดังที่จะกล่าวบรรทัดต่อไปนี้ ขอให้รู้ไว้ว่า “ท.ทหารกำลังมาแล้ว”!!

10ขั้นตอนในการทำรัฐประหาร

1. ชักชวน ผบ.ทบ.เข้าร่วม หรือให้เป็นผู้นำในการก่อการให้ได้ เพราะจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมา ไม่เคยมีความพยายามในการรัฐประหารครั้งใด ที่ผบ.ทบ.ไม่เข้าร่วมแล้วจะประสบความสำเร็จ

2. หา “เซฟเฮ้าส์” ไว้ประชุมลับ เพื่อวางแผน-เตรียมบท-กำหนดคน จะเป็นบ้านพักผบ.ทบ.แยกเกษะโกมลเหมือนที่ “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน อดีตผบ.ทบ.ใช้ หรือจะเป็นร้านเคเอฟซีสักสาขา เหมือน “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา สมัยเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ไปวางแผน  หรือจะใช้บ้านพักในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) ถนนวิภาวดีรังสิต ที่ “2 ป.” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม และพล.อ.ประยุทธ์ พำนักอยู่ในปัจจุบันก็ไม่เลว

3.นำแผนที่กรมยุทธการ ทหารบกเคยจัดเตรียมไว้รักษาความสงบเรียบร้อยใน กทม.หรือ เรียกง่ายๆว่า “แผนปราบม็อบ” ไม่ว่าจะชื่อ “แผนปฐพี 149” หรือในชื่ออื่นๆ เอามากาง เพื่อปรับใช้

4.รอจังหวะที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อป้องกันการตอบโต้

5.เมื่อ พร้อมก็ให้ส่งสัญญาณ นำกำลัง “ยึดอำนาจ” ทันที โดยช่วงเวลาที่เหมาะสม จะอยู่ในช่วงค่ำ นับตั้งแต่ 21.00 น.-24.00 น. ป้องกันรถติด จนทำให้เข้าถึงที่หมายบางจุดล่าช้า

6.ระลอกแรก ให้ส่งกำลังจากหน่วยในกทม.รวมทั้งกรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ (ร.31 รอ.) จ.ลพบุรี เข้าปฏิบัติการต่อจุดศูนย์ดุล (ทำเนียบรัฐบาล, ถนนพิษณุโลก ,ถนนศรีอยุธยา, ถนนราชดำเนินนอก, ลานพระบรมรูปทรงม้า, วังปารุสกวัน, สำนักข่าวกรองแห่งชาติ)โดยให้นำรถถังจากกองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ม.พัน 4 รอ.) เกียกกาย และกำลังจากกองพันสารวัตรทหารที่ 11 (พัน สห.11) ถนนศรีอยุธยา ปิดล้อมสถานที่สำคัญ โดยให้ ผบ.ม.พัน 4 รอ.เป็นบก.ควบคุม

นำ กำลังจาก ร.1 รอ.กระจายวางกำลังตามเส้นทางสำคัญที่เข้าสู่จุดศูนย์ดุล ดูแลเขตพระราชฐาน รปภ.สถานที่สำคัญ สถานีวิทยุโทรทัศน์ ระบบสาธารณูปโภค และระบบการสื่อสาร

ส่วนกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) บางเขน รับผิดชอบพื้นที่สาธารณะ อาทิ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สนามม้านางเลิ้ง และบ้านพิษณุโลก

ให้กองพลปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน (พล.ปตอ.) เกียกกาย และหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก วางกำลังสกัดกั้น บก.สส., กสช. และสถานีไทยคม และให้ดูแลสะพานพระราม 7 ร่วมกับกองพันทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (ม.พัน 2 รอ.) สนามเป้า เพื่อป้องกันการตอบโต้จากฝ่ายตรงข้าม
7.ระลอกที่สอง ส่งกำลังจากต่างจังหวัด ประกอบด้วยกองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) จ.กาญจนบุรี ดูแลพื้นที่กทม.ฝั่งตะวันตก ตั้งแต่พุทธมณฑล มาจนถึงสนามหลวง ถนนพระอาทิตย์ ถนนราชดำเนินกลาง ศาลาว่าการกทม. กระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย และให้กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) จ.ปราจีนบุรี ดูแลพื้นที่กทม.ฝั่งตะวันออก ทั้งเส้นทางรังสิต-องครักษ์, มอเตอร์เวย์ และบางนา-สุวรรณภูมิ

8.ระลอก ที่สาม ให้กำลังจากกองทัพภาคที่ 2 กองทัพภาคที่ 3 และหน่วยขึ้นตรงต่อกองทัพบก เข้ามาเสริม เพื่อป้องกันการตอบโต้ และเป็นกองหนุน เฝ้าระวัง และคลี่คลาย สถานการณ์ในพื้นที่รอบนอก

9.อย่า ลืมส่งกำลังเข้า ปิดล้อมสถานีโทรทัศน์ช่องสำคัญๆ ทั้ง 3, 5, 7, โมเดิร์นไนน์ทีวีและเอ็นบีที โดยให้หน่วยที่จะเข้ายึดสถานีโทรทัศน์แต่ละช่อง ศึกษาเส้นทางก่อนล่วงหน้า จะได้ไม่เกิดเหตุการณ์หน้าแตก เหมือนเหตุการณ์ 19 กันยาฯ ที่ปล่อยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออนแอร์ออกคำสั่งปลดผบ.ทบ.ผ่านโมเดิร์นไนท์ทีวีได้ เพราะทหารที่จะต้องเข้าไปยึดไปผิดตึก!

10.ร่างเหตุผลที่จะแถลงต่อ ประชาชนถึงการ รัฐประหารครั้งนี้ ถ้าไปศึกษาแถลงการณ์ฉบับแรกของทั้งรสช.ในปีพ.ศ.2534 หรือคปค.ในปีพ.ศ.2549 เหตุผลพื้นฐานที่จะต้องอ้างคือ รัฐบาล “คอร์รัปชั่น” ตามด้วยแทรกแซง “ข้าราชการ-องค์กรอิสระ” ทำให้ประชาชนเกิดความแตกแยก ที่สำคัญ จะต้องปิดท้ายด้วย “มีการกระทำที่หมิ่นเหม่ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์”

จาก นั้นให้เรียกมือกฎหมาย-เนติบริกร “ขาประจำ” มาทำหน้าที่ร่างแถลงการณ์ ประกาศ หรือคำสั่ง ที่จะออกต่อไป ยกตัวอย่าง คำสั่งเรียกตัว “นาย ส.” อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และ “นาย น.” แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลสำคัญให้มารายงานตัว

เมื่อมั่นใจว่าควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดไว้ได้แล้ว ให้ออกแถลงการณ์ “ฉบับแรก” เพื่อประกาศชื่อคณะรัฐประหาร  พร้อมแจกแจงเหตุผล

———————————————————————————–
ล้อมกรอบ 1

“ทหารจะถูกกระชับวงล้อม”

นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักคิด นักเขียน และนักประวัติศาสตร์

กอง ทัพเป็นตัวละครหนึ่ง ซึ่งมีผลประโยชน์, ความต้องการ, ความใฝ่ฝัน ฯลฯ ที่เป็นของตัวเอง แต่ตัวละครตัวเดียวนี้ไม่สามารถปฏิบัติการทางการเมืองแต่ลำพังได้ ต้องเชื่อมโยงกับอำนาจอื่นๆ ทั้งที่อยู่ในระบบ, นอกระบบ, และปริ่มๆ ระบบ โดยหลายครั้งก็สถานการณ์ชักจูงไป

ประโยชน์ของการเข้ามามีอำนาจและ บทบาททางการเมือง 1.เป็นหลักประกันว่าจะได้งบประมาณจำนวนมาก 2.คงทรัพยากรทั้งที่ดินและคลื่นความถี่ไว้ในมือ ทั้งนี้ ไม่รวมผลประโยชน์อุดมการณ์ เช่นได้พิทักษ์ราชบัลลังก์ หรือคงความเป็นไทยไว้

นอก จากกองทัพแล้ว หุ้นส่วนการเมืองไทยปัจจุบัน ประกอบด้วย 1.อำนาจนอกระบบ 2.ทุน 3.ข้าราชการพลเรือนหรือเทคโนแครต 4.เทคโนแครตนอกระบบราชการ ในตลาดหุ้น ในมหาวิทยาลัย หรือในเอกชน 5.ชนชั้นกลาง และ 6.สื่อ

ความเปลี่ยนแปลงในสังคม จะทำให้หุ้นส่วนข้างต้น ขยับความสัมพันธ์กับกองทัพไปด้วย

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวละครต่างๆ จะทำให้กองทัพอยู่ในฐานะลำบากพอสมควร เพราะกลุ่มที่เอาจริงเอาจัง

ด้วย มีเพียงชนชั้นกลางระดับบน ส่วนหุ้นส่วนอื่นๆ ทั้งทุน, สื่อ, ปัญญาชน, เทคโนแครต ข้าราชการพลเรือน ฯลฯ ล้วนวางใจไม่ได้ อย่างดีก็ให้กองทัพมีส่วนแบ่งทางการเมืองเท่าเดิม ไม่มากไปกว่านี้ หรืออาจทำให้น้อยกว่านี้ด้วยซ้ำ

“เพราะภาวะผู้นำทางการเมืองที่กองทัพแสดงนั้นดูไร้เดียงสาเกินไป”

———————————————————————————–

ล้อมกรอบ 2

“จอมพลสฤษดิ์ 2 เกิดยาก”

สุรชาติ บำรุงสุข   คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์การทหาร

ที่ ผ่านมากองทัพไทยมักใช้ข้ออ้างพิทักษ์ราชบัลลังก์ เพื่อเข้ามาแทรกแซงการเมืองไทย โดยมีสาเหตุมาจากประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ยึดอำนาจจากรัฐบาลหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ รัฐบาลของคณะราษฎรชุดสุดท้าย เมื่อปี พ.ศ.2490

หลังจากนั้น บรรดานายพลก็อาศัยเล่นการเมืองแบบนี้ โดยเฉพาะยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกฯ ระหว่างปี พ.ศ.2501-2506 มีการรื้อฟื้นราชประเพณีโบราณสำคัญหลายอย่าง อาทิ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ มีการเริ่มต้นพิธีถวายสัตย์ปฎิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ รวมทั้งการเปลี่ยนวันชาติจากเดิม 24 มิ.ย.ไปเป็นวันที่ 5 ธ.ค. ขณะเดียวกัน ก็มีการเผยแพร่แนวคิดว่าทหารเป็น “เทศบาลการเมือง” เมื่อใดก็ตาม ที่การเมืองอุดตัน ทหารจะต้องออกมาช่วยล้างท่อ

กองทัพจะยังเข้ามายุ่งกับการเมืองไทยต่อไป เพราะที่ผ่านมาพัวพันมากเกินไป จนถอนตัวออกไปลำบากมาก อาจจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี

เหตุการณ์ 19 กันยาฯ ทำให้ประเทศเสียต้นทุนไปมาก หากเป็นบริษัทก็ต้องบอกว่าตัวเลขติดลบ ทว่ารูปแบบการรัฐประหารในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป คือมีทั้งรัฐประหาร “ดัง” เคลื่อนรถถังยึดสถานที่สำคัญ กับรัฐประหาร “เงียบ” เช่น ตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร

“ผมตอบไม่ได้ว่าจะมีการรัฐประหารอีกครั้งหรือ ไม่ แต่มองว่าการเลือกตั้งในปีพ.ศ.2554 นี้ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น เพราะหวยมันล็อคไว้หมดแล้ว ถ้าฝ่ายค้านแพ้ก็ง่ายหน่อย แต่ถ้าฝ่ายค้านชนะ ก็จะมีวิธีที่ทำให้จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ แต่ใครก็ตามที่หวังจะเป็นสฤษดิ์ 2 หรือสฤษดิ์น้อย ขอเตือนไว้เลยว่า ไม่ง่าย”

ที่มา : มติชนออนไลน์ 6 กุมภาพันธ์ 2554
โดย : พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฎิรูปประเทศไทย สถาบันอิศรา



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s