คดีล้มเจ้า! เลื่อนลอยไม่มีหลักการ

เรื่องคดีล้มเจ้านี้เริ่มต้นในวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553 เมื่อ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้แถลงข่าวโดยกล่าวถึงเครือข่ายที่มีการส่อถึงการล้มสถาบันเบื้องสูง ปรากฏว่าในแผนผังของเครือข่ายกลุ่มบุคคลที่ พ.อ.สรรเสริญกล่าวถึงได้ปรากฏชื่อของผมอยู่ด้วย และทำให้พี่น้อง เพื่อนฝูงโทร.มาถามข่าวด้วยความแปลกใจ จากนั้นต่อมาในวันที่ 27 เมษายน รายการต่างๆทางวิทยุและโทรทัศน์ก็นำเอาข่าวและแผนผังนี้มาเผย และมีรายการบางรายการได้โจมตีกลุ่มบุคคลที่ปรากฏชื่อในแผนผังอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นการจงใจบิดเบือนให้ร้ายโดยไม่ไต่ถามที่มาหรือข้อเท็จจริงแต่อย่างใด ต่อมานายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ก็ออกมาแถลงซ้ำว่าจะออกหมายจับบุคคลตามแผนผังนี้ด้วย

ลักษณะเครือข่ายตามแผนผังนี้จะมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นใจกลางหลัก และมีโครงข่ายต่างๆคอยแวดล้อมเชื่อมโยงอยู่ โดยหลักๆได้แก่ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) อันประกอบด้วย นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายวิสา คัญทัพ และนายก่อแก้ว พิกุลทอง นอกจากนี้ยังมีนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายอดิศร เพียงเกษ นายแพทย์เหวง โตจิราการ นายชูพงษ์ ถี่ถ้วน รวมทั้ง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และโยงผมเข้าไปด้วยในฐานะที่ปรึกษาหนังสือพิมพ์วอยซ์ ออฟ ทักษิณ และผู้ประกันดา ตอร์ปิโด

เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ผมเองในฐานะครูสอนประวัติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยคนหนึ่งคิดว่ามีความจำเป็นที่ จะต้องปกป้องสิทธิของตนเอง ก่อนที่จะถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องสกปรกทางการเมืองมากกว่านี้ จึงได้ออกคำแถลงมีสาระว่า ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่าเครือข่ายที่มีพฤติกรรมล้มสถาบัน ตามที่ ศอฉ. กล่าวอ้าง แต่ที่สำคัญผมไม่เห็นว่าจะมีเครือข่ายอะไรในลักษณะเช่นนี้ นอกจากการใส่ร้ายป้ายสีที่ ศอฉ. สร้างขึ้นมาเอง เพื่อทำลายล้างทางการเมืองฝ่ายตรงข้ามที่กำลังต่อต้านและเรียกร้องรัฐบาลให้ ยุบสภา

ดังนั้น ผมจึงต้องปกป้องสิทธิโดยการดำเนินการฟ้องร้องแก่ พ.อ.สรรเสริญและ ศอฉ. โดยจะดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางแพ่ง เพราะเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเพียงความพยายามของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่จะใส่ร้ายป้ายสีผู้บริสุทธิ์ ทำลายสิทธิเสรีภาพของสื่อสารมวลชน และนำเอากรณีล้มล้างสถาบันมาเป็นเครื่องมือที่จะกวาดล้างปราบปรามประชาชน ซึ่งต่อมารัฐบาลก็ได้ปราบปรามประชาชนจริง โดยก่อการเข่นฆ่าสังหารจนทำให้ประชาชนเสียชีวิต 91 คน บาดเจ็บนับพันคน

ในวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 ผมเสนอให้ทนายความยื่นฟ้องต่อศาลอาญา โดยฟ้องนายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยที่ 1 นายสุเทพ ในฐานะ ผอ.ศอฉ. เป็นจำเลยที่ 2 และ พ.อ.สรรเสริญ เป็นจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หมิ่นประมาทโดยการโฆษณากรณี ศอฉ. เผยแพร่แผนผังเครือข่ายล้มเจ้า นอกจากนี้ยังได้ยื่นฟ้องศาลแพ่งในข้อหาละเมิดให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 300,554.80 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ปรากฏว่าเพียงวันที่ 10 พฤษภาคม ศาลแพ่งก็พิจารณาไม่รับฟ้อง เพราะอ้างว่าจำเลยทั้ง 3 คนกระทำในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นอกจากนี้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ก็ได้ให้อำนาจไว้ จึงถือว่าโจทย์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลพิพากษายกฟ้อง

การยกฟ้องของศาลแพ่งดังกล่าวความจริงมีข้อกังขาหลายประการ เช่น ศาลไม่ได้พิจารณาเลยว่าฝ่าย ศอฉ. ออกข่าวเรื่องเครือข่ายล้มเจ้านี้มีหลักฐานเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่มีหลักฐานเหตุใดจึงปล่อยให้ผู้ที่มีอำนาจตามกฎหมายมาใส่ร้ายป้ายสีโดย ไม่มีความผิด และศาลแพ่งยังไม่ได้คำนึงถึงความเสียหายทางสังคมที่ผมและคนอื่นที่ถูกระบุ ชื่อในผังจะได้รับ หลังจากมีการเผยแพร่แผนผังนี้ออกไป จึงกลายเป็นว่าถ้าอยู่ในอำนาจรัฐเสียแล้ว จะแถลงอย่างไร สร้างความเสียหายต่อใคร ก็ไม่มีความผิด การอธิบายของศาลก็สามารถโต้แย้งได้ เพราะตามมาตรา 17 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเขียนว่า การใช้อำนาจตามพระราชกำหนดนี้ต้องเป็นการกระทำที่สุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุ

ปัญหาคือการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยสุจริตและสมควรแก่เหตุหรือไม่ เพราะการที่จำเลยทั้งสามคือ นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีในฐานะ ผอ.ศอฉ. และโฆษก ศอฉ. นำเอกสารเครือข่ายล้มเจ้ามาเผยแพร่โดยไม่ปรากฏที่มาที่ไปของเอกสารฉบับนี้ ประกอบกับข้อความในเอกสารยังเป็นที่สงสัยว่าจะเป็นความจริงเพียงไร เพราะมีชื่ออดีตนายกรัฐมนตรี อดีตผู้บัญชาการเหล่าทัพหลายคนอยู่ในเอกสาร โดยไม่ได้มีข้อมูลหรือหลักฐานที่ชัดเจน แต่รีบนำมาแถลงเพื่อหวังผลทางการเมือง ดังนั้น จึงตีความได้ด้วยซ้ำว่าทั้ง 3 คนกระทำโดยจงใจ เพื่อให้ตัวเองและพรรคพวกตนเองได้เปรียบทางการเมือง โดยไม่คำนึงข้อเท็จจริง ไม่คำนึงถึงความเสียหายของผู้ที่ถูกใส่ร้าย โดยอาศัยข้อได้เปรียบและความเคร่งครัดของกฎหมายข้างต้นมาใช้จัดการปรปักษ์ ทางการเมืองของรัฐบาล

สำหรับศาลอาญา ที่คดียังคงค้างอยู่ปรากฏว่าทางศาลขอให้มีการไกล่เกลี่ยยอมความ ได้มีการนัดไกล่เกลี่ยถึง 3 ครั้ง แต่ฝ่ายนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ และ พ.อ.สรรเสริญ ไม่ได้สนใจต่อคดีเลย ได้มีการตั้งพนักงานอัยการมาเป็นทนายเพื่อแก้ต่างฝ่ายจำเลย ในที่สุดเมื่อขั้นตอนการไกล่เกลี่ยล้มเหลว เรื่องก็ได้ถูกนำขึ้นไต่สวนในศาลตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ที่ผ่านมา

แต่ปรากฏว่าศาลอาญาเองก็ไม่ต้องการให้มีการดำเนินคดี จึงยังคงพยายามเสนอทางไกล่เกลี่ย โดยรับฟังจากฝ่ายอัยการว่า การที่ พ.อ.สรรเสริญเสนอแผนผังต่อสื่อมวลชนไม่มีคำว่า “ผังล้มเจ้า” หรือ “เครือข่ายล้มสถาบัน” แต่เป็นเรื่องที่สื่อมวลชนเอาไปเติมกันเอง พ.อ.สรรเสริญยังเสนอด้วยซ้ำไปว่า แผนผังนี้เป็นเพียงข้อวิเคราะห์ ไม่ได้มุ่งจะกล่าวหาใคร ดังนั้น ดูเหมือนว่าศาลต้องการให้ฝ่ายโจทย์คือผม ถอนคดีไปเอง โดยเลิกฟ้องต่อจำเลยทั้งสาม

ในกรณีนี้ความจริงแล้ว แม้ว่าในแผนผังที่แจก พ.อ.สรรเสริญจะไม่ได้ใส่คำว่า “ผังล้มเจ้า” ลงไป แต่สาระสำคัญในการแถลงข่าวก็ต้องการเช่นนั้น ซึ่งเป็นการเปิดทางให้สื่อมวลชนนำไปโจมตีบุคคลที่ถูกระบุในเครือข่ายว่าเป็น พวกล้มเจ้า ส่วนที่อ้างว่าผังนี้เป็นเพียงข้อวิเคราะห์เพราะ พ.อ.สรรเสริญรู้ดีว่าข้อกล่าวหาเป็นเรื่องเลื่อนลอย ไม่มีหลักฐาน จึงได้ออกตัวไว้ก่อนเช่นนั้น

ดังนั้น การประนีประนอมจะเป็นไปได้โดยฝ่ายรัฐบาลหรือ พ.อ.สรรเสริญต้องแถลงว่า “ผังล้มเจ้า” ดังกล่าวเป็นเรื่องเหลวไหล เป็นเรื่องของการใส่ร้ายป้ายสีทางการเมือง และชนชั้นนำต้องเลิกนำเอาข้อหาเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่อง มือโจมตีทางการเมืองต่อฝ่ายตรงข้าม การเมืองไทยจึงยกระดับขึ้นจากวงจรน้ำเน่าเช่นที่ผ่านมา

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 297 วันที่ 5 –  11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 หน้า 9 คอลัมน์ ถนนประชาธิปไตย โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

 



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s