ไพ่สุดท้าย‘อภิสิทธิ์’‘ยุบ’ก่อน‘ยึด’

“ให้นายอภิสิทธิ์ลาออกจากตำแหน่งเพื่อเปิด โอกาสให้บุคคลที่มีความสามารถ กล้าหาญ เข้ามาบริหารราชการแทน พิจารณาตัวเองด้วยการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ กล้าหาญ กล้าตัดสินใจในการปกป้องดินแดนและอธิปไตยของชาติ มุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในชาติให้หมดสิ้น มีวุฒิภาวะ และมีความเป็นผู้นำที่ซื่อสัตย์ต่อชาติ ต่อประชาชน ไม่โกหกหลอกลวงประชาชน มีคุณธรรม ศีลธรรม เข้ามาบริหารชาติบ้านเมืองต่อไป”

แถลงการณ์ยกระดับการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อวัน ที่ 5 กุมภาพันธ์ เรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ล้มเหลวในการแก้ไขปัญหากัมพูชาที่รุกล้ำและยึด ครองดินแดนไทย ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดและเกิดการปะทะกันจนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ แทนที่จะปกป้องดินแดนและอธิปไตยของชาติ กลับกระทำการในลักษณะสมยอมจำนน หรือมีพฤติกรรมยอมรับการเข้ายึดครองและรุกล้ำดินแดนไทยของกัมพูชา

นอกจากนี้ยังระบุว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่าง ประเทศ ตลอดจนคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ล้วนมีพฤติกรรมสมคบกันทำให้ส่วนหนึ่งส่วนใดของราชอาณาจักรไทยต้องตกอยู่ภาย ใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา ทำลายเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของประเทศชาติและประชาชนไทย ก่อความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อชาติและแผ่นดินไทยอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ทำให้ราชอาณาจักรไทยต้องเสียดินแดนให้แก่กัมพูชาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบัน

เปลี่ยนแผนเพราะม็อบเหี่ยว!

อย่างไรก็ตาม การยกระดับการเคลื่อนไหวไปยังสถานที่สำคัญต่างๆในวันศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ เพื่อกดดันนายอภิสิทธิ์นั้น พันธมิตรฯได้ประกาศเปลี่ยนแผนเป็นการเคลื่อนคาราวานนำสิ่งของไปมอบให้กับ ทหารในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีษะเกษ หลังจากมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 9-23 กุมภาพันธ์ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ 7 เขตคือ เขตดุสิต เขตพระนคร เขตวัฒนา เขตราชเทวี เขตวังทองหลาง เขตปทุมวัน และเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย พร้อมตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) โดยมี พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นผู้อำนวยการ

“จะคลี่คลายสถานการณ์ให้เรียบร้อยให้ได้” พล.ต.อ.วิเชียรประกาศงานแรกของ ศอ.รส. โดยออกมาตรการห้ามเข้าถนนสายสำคัญรอบทำเนียบรัฐบาล และจะเจรจาให้กลุ่มพันธมิตรฯเปิดเส้นทางสัญจรตามปรกติ หากไม่ยอมจะดำเนินการเคลื่อนย้ายคนและสิ่งของออกจากพื้นที่ตามข้อบังคับใช้ กฎหมาย โดยจะใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก 20 กองร้อย เป็น 50 กองร้อย แต่หากพื้นที่ใดมีสถานการณ์ความวุ่นวายก็จะประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯเพิ่มเติม เช่น บริเวณศาลอาญา ซึ่งกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จะชุมนุมกันในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ซึ่งนายสุเทพไฟเขียวให้เพิ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เต็มที่

อย่างไรก็ตาม รายงานของฝ่ายความมั่นคงและรัฐบาลยังเชื่อว่ากลุ่มพันธมิตรฯจะมีการเคลื่อน ไหวเพื่อยกระดับกดดันรัฐบาล แต่เพราะจำนวนผู้ชุมนุมยังไม่มากพอจึงต้องปรับแผน ซึ่งอาจสร้างเงื่อนไขให้เกิดสถานการณ์ที่จะทำให้มวลชนออกมาร่วมมากขึ้น จึงต้องมีการเตรียมพร้อม 100% ทั้งกำลังตำรวจและทหาร เพราะในทางการข่าวของเจ้าหน้าที่สืบทราบว่าทางกลุ่มพันธมิตรฯจะไม่ประกาศ ชัดเจนบนเวทีว่าจะไปไหนในวันที่ 11 กุมภาพันธ์นี้ แต่ได้ใช้การพูด “ปากต่อปาก” ซึ่งคาดว่าอาจมีการปิดล้อมอาคารรัฐสภาก็เป็นได้

แต่ฝ่ายพันธมิตรฯกลับมองว่าการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯเท่ากับสะท้อนถึง “ความไม่มั่นคง” ของรัฐบาล จึงจำเป็นต้องใช้กฎหมายพิเศษเพื่อให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจ “เคลียร์พื้นที่” และอ้างสถานการณ์ความมั่นคงจัดการกับผู้ชุมนุมอย่างเด็ดขาดทันทีที่ผู้ ชุมนุมมีปฏิกิริยาตอบโต้ แม้จะเสี่ยงต่อสถานการณ์ที่อาจลุกลามจนนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหาร หรือมีการใช้ “อำนาจพิเศษ” เพื่อจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลอย่างแถลงการณ์ของพันธมิตรฯก็ตาม

ปูดสุมหัวรัฐประหาร!

แม้ผู้นำกองทัพจะออกมาปฏิเสธกระแสข่าวการปฏิวัติรัฐประหาร แต่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. ที่อ้างว่ามีบุคคลกลุ่มหนึ่งวางแผนรัฐประหาร โดยหารือที่จังหวัดเพชรบูรณ์และโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และมีการหารือกันที่บ้านไฮโซเจ้าของเหมืองแร่จังหวัดภูเก็ตที่มีความใกล้ชิด กับกลุ่มอำมาตย์ ทั้งยังอ้างถึงนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสนาธิการทหารบก พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร อดีตผู้ช่วย ผบ.ทบ. และนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ โดยมีคำขวัญในการหารือว่า “ใช้มวลชนปฏิวัติ เปลี่ยนแปลง การปกครอง”

“เหลืออย่างเดียวที่บรรดาคณะผู้วางแผนยึดอำนาจยังตกลงกันไม่ได้คือจะให้ ใครเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะกลุ่มหนึ่งสนับสนุน พล.อ.ป.ปลา ที่โหรวารินทร์เคยทำนายไว้ว่าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี และกลุ่มที่สองสนับสนุนนายสุรเกียรติ์ ที่ผมออกมาพูดเรื่องนี้เพราะไม่ต้องการให้บ้านเมืองถลำลึกไปมากกว่านี้”

นายจตุพรกล่าวอีกว่า การพูดคุยเหมือนบรรยากาศที่บ้านนายปีย์ก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทั้งยังเปิดเผยภายหลังว่าก่อนการปะทะระหว่างไทยกับกัมพูชา 2 วัน มีนายทหารยศ “พันเอก” ที่เจื้อยแจ้วอยู่ในขณะนี้ไปพูดกับเพื่อนๆว่าอีก 2 วันจะยิงเขมรและเกิดเหตุปะทะขึ้นจริง จึงตั้งคำถามว่าใครเป็นคนสั่งการให้นำรถแทรกเตอร์เข้าไปบริเวณวัดแก้วสิกขา คีรีสวาระจนเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้เกิดการปะทะ เหมือนสอดรับกับการปลุกกระแสคลั่งชาติในขณะนี้ที่ต้องการจะนำไปสู่การรัฐ ประหาร

“อภิสิทธิ์” ใช้โวหารสู้!

แม้นายสุรเกียรติ์และนายสนธิจะออกมาปฏิเสธ แต่นายสนธิยังปล่อยข่าวว่าเดินทางไปคูเวตเพื่อร่วมมือกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โค่นล้มรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ซึ่งนายสนธิระบุว่า นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กับนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เป็นคนปล่อยข่าว ซึ่งนายเทพไทก็ออกมาปฏิเสธทันทีเช่นกันและให้นายสนธิแก้ข่าว ไม่เช่นนั้นอาจฟ้องนายสนธิเป็นคนแรก ทั้งที่ตั้งใจจะไม่ฟ้องใครเลย

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ก็ตั้งคำถามถึงคำพูดของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ที่ว่าการชุมนุมของพันธมิตรฯทุกครั้งจะไม่จบด้วยดีว่า มองไม่เห็นว่าการปฏิวัติจะช่วยประเทศได้อย่างไร เพราะปฏิวัติทุกครั้งมีบาดแผลตกค้างทุกครั้ง กระบวนการเสื้อแดงก็เป็นบาดแผลที่ยังไม่จบจากครั้งที่แล้ว ลองไปถามคนที่ต้องทำงานหลังการปฏิวัติดูว่าเหนื่อยแค่ไหน จึงเข้าใจยากว่าทำไมจึงมีข้อเรียกร้องอย่างนี้

“ถึงบอกว่าถ้าไม่ชอบรัฐบาลนี้ก็อีกไม่กี่เดือนจะไปเลือกตั้งกันแล้ว แต่ถ้าไม่เชื่อในกระบวนการการเลือกตั้งอีก แล้วเชื่อประชาธิปไตยแบบไหน ถ้าไม่เชื่อประชาธิปไตยอีก ก็ถามว่าคุณจะอยู่ในโลกนี้ยุคนี้อย่างไร มีคนพูดว่ารัฐประหาร ไม่รัฐประหารอย่างไร”

จึงเห็นได้ชัดเจนว่านอกจากนายอภิสิทธิ์ไม่กลัวการกดดันของกลุ่มพันธมิตรฯ แล้ว ยังใช้ทุกโอกาส ทุกเวทีเพื่อตอบโต้และสร้างภาพการเป็นนักการเมืองที่เชื่อมั่นในระบอบ ประชาธิปไตยและพร้อมจะยุบสภา ซึ่งเหมือนการดิสเครดิตพันธมิตรฯไปโดยปริยายว่ายังมีความคิดอิงแอบอำนาจ เผด็จการ อย่างที่ พล.ต.จำลองตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า ที่ออกมาชุมนุมก็เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 เท่านั้น ส่วนใครจะปฏิวัติหรือใครจะมาเป็นรัฐบาลไม่ได้สนใจ แต่ถ้ามาแล้วทำไม่ถูกต้อง พันธมิตรฯก็ต้องออกมาอีก

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ก็สร้างภาพเรื่องยุบสภาโดยใช้โวหารเดิมๆ อย่างในงานสัมมนา ASEAN-CLSA Forum ซึ่งมีนักการเงินการธนาคารทั้งในและต่างประเทศ โดยยืนยันว่าพร้อมให้มีการเลือกตั้งภายในช่วงครึ่งปีแรกนี้ เพราะขณะนี้เศรษฐกิจถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว เหลือเพียงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะพิจารณาวาระ 3 ในวันศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ และต้องแน่ใจว่าการเลือกตั้งไม่มีความรุนแรง โดยก่อนหน้านี้นายอภิสิทธิ์ได้แถลงกับผู้สื่อข่าวว่าพร้อมคืนอำนาจให้ ประชาชนอยู่แล้ว ส่วนฝ่ายค้านยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วบอกว่ารัฐบาลจะทอดเวลา ยุบสภา นั้นก็อยากให้ยื่นมาเร็วๆ รีบอภิปรายให้จบๆไป จะได้ยุบสภาได้ เพราะการจัดทำงบ ประมาณกลางปี 2554 เดือนมีนาคมก็เสร็จแล้ว จึงไม่มีเงื่อนไขเรื่องการจัดทำงบประมาณปี 2555 มาเกี่ยวข้อง อย่างนั้นมันไม่จบ

แม้นายสุเทพจะออกมาพูดภายหลังว่ารัฐบาลไม่ถึงทางตัน ยังสามารถแก้ไขปัญหาได้ และหวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามปฏิทินที่กำหนดไว้ก็ตาม แต่นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และ ส.ส.มหาสารคาม พรรคภูมิใจไทย เชื่อว่านายอภิสิทธิ์ส่งสัญญาณว่าพร้อมยุบสภานานแล้วหลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 เพราะขณะนี้ปัจจัยทุกอย่างครบหมดแล้ว โดยเชื่อว่าจะยุบสภาไม่เกินเดือนเมษายนนี้

“ปฏิวัติ” เพราะดื้อด้าน

ด้านนายประพันธ์ คูณมี หนึ่งในโฆษกการชุมนุมพันธมิตรฯ ตอบโต้นายอภิสิทธิ์ว่า ใส่ร้ายพันธมิตรฯผ่านสื่อให้เข้าใจผิดว่า พล.ต.จำลองและพันธมิตรฯเรียกร้องให้มีการปฏิวัติ ทั้งที่ พล.ต.จำลองเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกหากทำหน้าที่ไม่ได้ จึงพูดว่าจบไม่สวย แต่นายอภิสิทธิ์กลับบิดเบือนใส่ร้าย ไม่เคารพสิทธิและไม่ฟังความเห็นของประชาชน นายอภิสิทธิ์ไม่ยอมแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองและไม่เป็นประชาธิปไตย ทั้งที่เคยประกาศว่านักการเมืองต้องมีจิตสำนึกสูงกว่าสำนึกทางกฎหมาย ดังนั้น หากรัฐบาลถูกปฏิวัติจริงก็เป็นเพราะดื้อด้านไม่สนใจประชาชน

นอกจากนี้มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยการประเมินสถานการณ์ทางการ เมืองของแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ โดยยก 4 เหตุการณ์คือ การชุมนุมของพันธมิตรฯ การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง กรณีพิพาทระหว่างทหารไทย-กัมพูชา และการพิจารณารัฐธรรมนูญวาระที่ 3 รวมถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นมีผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง 3 อย่างคือ ยุบสภา การปฏิวัติ และนายกรัฐมนตรีลาออก ซึ่งนายอภิสิทธิ์ยืนยันว่าทางเลือกมีทางเดียวคือประกาศยุบสภาเท่านั้น ไม่เช่นนั้นจะเสี่ยงกับการเกิดการปฏิวัติ

ส่วน พล.ต.จำลองก็ยืนยันว่ารัฐบาลมี 2 ทางเลือกคือ ลาออก หรือสลายการชุมนุม แต่จะกลับมาใหม่จนกว่าจะได้ชัยชนะ ไม่ว่าจะประกาศใช้กฎหมายใดก็ตามกระแสข่าวการปฏิวัติรัฐประหารเป็นไปได้ทั้ง นั้น และตนก็เชื่อด้วย เพราะการเมืองประเทศไทยยังไม่มั่นคง ขอย้ำว่าพันธมิตรฯไม่ได้เปิดทางให้มีการปฏิวัติ แต่หากเกิดขึ้นจริงก็ไม่สามารถห้ามได้ เพราะพันธมิตรฯไม่มีอำนาจไปห้ามได้

“ขณะนี้ประเทศไทยเหมือนคนไข้ที่กำลังป่วยร้ายแรง เราไม่เลือกแพทย์แผนปัจจุบันหรือหมอฝังเข็มที่จะมารักษาเรา แต่ต้องเป็นหมอที่สามารถรักษาโรคเราได้ ทั้งในเรื่องการสูญเสียดินแดนอธิปไตย และปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะมาจากกระบวนการใด”

ยกระดับเปิดทาง “ปฏิวัติ”!

สถานการณ์การเมืองขณะนี้ การปฏิวัติรัฐประ-หารเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพราะทุกฝ่ายรู้ดีว่าการปฏิวัติรัฐประหารของไทยนั้น ที่ผ่านมาในอดีตส่วนใหญ่เกิดจากการยื้อแย่งอำนาจทางการเมืองระหว่างทหารและ พลเรือน หรือเพราะทหารสูญเสียอำนาจและผลประโยชน์ โดยทหารจะอ้างเรื่องความมั่นคง การปก ป้องสถาบันเบื้องสูง และการทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมือง แต่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นการจัดฐานอำนาจของกลุ่มอำมาตย์กับกลุ่มทุนเก่าหลังจากถูกกลุ่มทุนใหม่ แย่งชิงไป ไม่ได้เป็นไปตามอุดมการณ์การเมือง โดยอ้างเรื่องความมั่นคง และอิงแอบสถาบันเบื้องสูง ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯและพรรคประชาธิปัตย์รู้ดี

ดังนั้น จะเกิดการปฏิวัติรัฐประหารหรือไม่จึงอยู่ที่ว่า “อีแอบ” จะเลือกฝ่ายใดให้ขึ้นมารับใช้ และกดปุ่มไฟเขียวเมื่อไร โดยมีกองทัพเป็น “ยักษ์สีเขียว” ถือกระบอง เพราะกองทัพไทยไม่ได้ให้คำปฏิญาณว่าจะปกป้องรักษารัฐธรรมนูญ หรือให้ปฏิเสธคำสั่งของผู้บังคับบัญชา แม้คำสั่งนั้นจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ละเมิดสิทธิเสรีภาพ และความเป็นมนุษย์ของประชาชน

อย่างวลีอมตะของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่ว่า “รัฐบาลเป็นแค่จ๊อกกี้ แต่ไม่ใช่เจ้าของคอกม้า” ซึ่งขัดกับหลักประชาธิปไตยอย่างชัดเจน กองทัพไทยจึงไม่ใช่กองทัพของประชาชนและรัฐบาล แต่เป็นทาสรับใช้ “เจ้าของคอกม้า”

ไล่ไปเรื่อยๆจนกว่าจะปฏิวัติ!

“การผลักดันให้ยกระดับการต่อสู้ เดือดร้อนประชาชนคนอีสานใต้นับหมื่นราย ผมนึกถึงที่อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พูดว่า ถ้าท่านตายก็ไม่อยากตายด้วยความโง่จากสงครามที่คนอื่นก่อ นี่คือสงครามของคนที่ไม่ได้อยู่ชายแดนก่อ คนก่อคือคนอยู่เมืองหลวง ใช้การเมืองเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองร่วมกับการที่ในประเทศเองก็มีความแตก แยกมาก จนอาจนำไปสู่การปฏิวัติได้ บ้านเมืองจะยิ่งจมดิ่งไปกว่านี้”

นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหา-วิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นเรื่องชายแดน และกระแสชาตินิยมกรณีพิพาทไทย-กัมพูชา ซึ่งถูกชูขึ้นมาตั้งแต่ปี 2551 เพื่อต่อต้านและล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างเสียม โป๊ย กั๊ก แล้วใช้ประเทศเป็นข้ออ้าง ซึ่งปลุกระดมได้ง่าย

“การปลุกกระแสในขณะนี้ก็เพื่อขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ไล่ไปเรื่อยๆ ก็จะมีการยึดอำนาจ แล้วก็จะไม่มีประชาธิปไตย คนที่ไม่อยากใช้วิถีประชาธิปไตย คือคนไม่อยากเลือกตั้ง เพราะลงเลือกตั้งไปก็ไม่ได้สักที เลยรอเอาส้มหล่น ก็ไม่รู้ว่าส้มจะหล่นที่ใคร แต่เคยเห็นคนรุ่นเดียวกับผมได้ส้มหล่นไปหลายคน”

ชิงยุบสภาก่อนปฏิวัติ!

ดังนั้น นายอภิสิทธิ์จึงรู้ดีว่าถ้าไม่ชิงยุบสภาโดยเร็วก็ยิ่งเสี่ยงที่จะเกิด ปฏิวัติรัฐประหาร หรือมี “อำนาจพิเศษ” ให้ลาออก เพื่อจัดตั้ง “รัฐบาลเฉพาะกาล” ซึ่งกลุ่มผู้มีอำนาจจะอ้างเข้ามาเพื่อแก้ไขสถานการณ์บ้านเมืองเหมือนเมื่อ ครั้งกลุ่มพันธมิตรฯขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ โดยอ้างเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน ความแตกแยก และการหมิ่นสถาบันเบื้องสูง

การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯจึงไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแต่ไม่มีใครรู้ชัดเจนว่า ขณะนี้ “อีแอบ” ที่มีอำนาจที่แท้จริงนั้นตัดสินใจอย่างไรกับการเมืองไทย ไม่ใช่ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจตามระบอบประชาธิปไตย

แม้แต่สำนักข่าวรอยเตอร์ยังรายงานว่า สาเหตุการปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชายังคลุมเครือ แต่นักวิเคราะห์มองว่า สาเหตุอาจมาจากพวกนายพลสายเหยี่ยวในกองทัพไทยและกลุ่มพันธมิตรฯที่ปลุกกระแส ชาตินิยม พยายามโค่นล้มรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ หรือพยายามสร้างเงื่อนไขเพื่อให้เกิดการรัฐประหารอีกครั้ง และล้มการเลือกตั้ง

ไม่เช่นนั้นกลุ่มพันธมิตรฯคงจะไม่ประกาศยกระดับขับไล่นายอภิสิทธิ์ให้ตาย กันไปข้างหนึ่ง แม้แต่การโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. อย่างรุนแรง อาจเป็นละครฉากใหญ่ หลายฝ่ายจึงเชื่อว่ากลุ่มพันธมิตรฯกำลังสร้างเงื่อนไขเพื่อเปิดประตูสู่การ ปฏิวัติรัฐประหารมากกว่าให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งไม่มีผลดีใดๆกับกลุ่มพันธมิตรฯเลย โดยเฉพาะพรรค การเมืองใหม่ที่ไม่มีโอกาสได้ ส.ส. แม้แต่คนเดียว

อย่างแถลงการณ์ของพันธมิตรฯที่ระบุชัดเจนว่า ต้องการเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความรู้ความ สามารถ กล้าหาญ กล้าตัดสินใจที่จะปกป้องดินแดนและอธิปไตยของชาติ มุ่งมั่นแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันให้หมดสิ้น มีวุฒิภาวะ และมีความเป็นผู้นำ ซื่อสัตย์ต่อชาติ ต่อประชาชน ไม่โกหกหลอกลวงประชาชน มีคุณธรรม ศีลธรรม เข้ามาบริหารชาติบ้านเมืองต่อไป

คนที่พันธมิตรฯต้องการจึงมีแค่ “พระเอกขี่ม้าขาว” ซึ่งจะโผล่ออกมาตาม “กลไกหรืออำนาจพิเศษ” จาก “มือที่มองไม่เห็น” ไม่ว่าจะผ่านทางกองทัพหรือตุลาการภิวัฒน์ก็ตาม

จากเหตุการณ์ปะทะกันที่ชายแดนไทย-กัมพูชาโดยไม่มีความชัดเจนในสาเหตุ บวกกับการเคลื่อน ย้ายกำลังและการประชุมกันในที่รโหฐานของบรรดาบิ๊กๆทั้งหลายที่ถูกปูดออกมา เป็นระลอก สอดประสานกับ “ม็อบมีเส้น” ที่แม้จะ “หะรอมหะแรม” แต่กลับมีกำลังภายในจนทำให้ “รัฐบาลเส้นใหญ่ผัดซีอิ๊ว” ฉวยโอกาสประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯคุมการชุมนุมของคนเสื้อแดงไปในคราวเดียวกัน ย่อมแสดงถึงความหวั่นไหวของนายกรัฐมนตรีเบบี๋ที่สามารถเปลี่ยนสนามการค้าให้ เป็น “สนามรบและสนามเด็กเล่น” ได้ในคราวเดียวกัน

“การยุบสภาเพื่อหนีการถูกยึดอำนาจ” จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ล้านเปอร์เซ็นต์

ยุบสภาดีกว่า โดนปฏิวัติแน่นอน

บ๊ายบาย… เบบี๋มาร์ค!!

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 298 วันที่ 12 – 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 หน้า 16
คอลัมน์ : เรื่องจากปก
โดย : ทีมข่าวรายวัน



One Comment on “ไพ่สุดท้าย‘อภิสิทธิ์’‘ยุบ’ก่อน‘ยึด’”

  1. […] This post was mentioned on Twitter by Siam Parade, ThaiNEWSpace. ThaiNEWSpace said: ไพ่สุดท้าย‘อภิสิทธิ์’‘ยุบ’ก่อน‘ยึด’: “ให้นายอภิสิทธิ์ลาออกจากตำแหน่งเพื่อเปิด โอกาสให้บุคคลที่มีความสามารถ กล้าห… http://bit.ly/gbCGIi […]


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s