เบื้องหน้าเบื้องหลังพันธมิตรฯ-รัฐบาลอภิสิทธิ์

เป็นที่น่าสนใจว่าในวันนี้กลุ่มการเมืองที่โจมตีและแสดงความเป็นปฏิปักษ์มากที่สุดกับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับไม่ใช่กลุ่มเสื้อแดง แต่กลายเป็นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือฝ่ายเสื้อเหลือง ที่นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ดังคำกล่าวตอนหนึ่งของนายสนธิเมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมาว่า

“ผมยังไม่เคยเห็นนายกฯคนไหนโกหกเท่านายกฯคนนี้ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกฯที่ปลิ้นปล้อนที่สุด แต่นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯที่โกหกมากที่สุด นอกจากเขาจะใช้วิชามารเรื่องข่าวแล้ว เขายังฝันว่าเราจะมีอยู่แค่หยิบมือเดียว แต่เขาเข้าใจผิด ที่ผ่านมาเราไม่ได้สู้เพื่อประชาธิปัตย์ แต่เราสู้เพื่อชาติบ้านเมือง เมื่อเราสู้เพื่อชาติบ้านเมืองพี่น้องก็ออกมาเอง ไม่ต้องขอร้องแม้แต่นิดเดียว”

กลุ่มพันธมิตรฯนั้นจัดตั้งขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 เพื่อต่อต้านรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะนั้น มีความสัมพันธ์ที่ดีมากกับพรรคประชาธิปัตย์ที่นำโดยนายอภิสิทธิ์ ดังนั้น ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2549 ทั้งสองฝ่ายต่างก็ร่วมกันเสนอขอใช้มาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อขอรัฐบาลพระราชทาน จากนั้นทั้งสองฝ่ายก็ร่วมมือกันต่อมาจนนำมาสู่การรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549

เมื่อมีการเลือกตั้งเดือนธันวาคม พ.ศ. 2550 สมาชิกฝ่ายพันธมิตรฯหลายคนก็ลงสมัคร ส.ส. ในนามพรรคประชาธิปัตย์ เช่น นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายประพันธ์ คูณมี นายสำราญ รอดเพชร นายพิเชฐ พัฒนโชติ เป็นต้น จากนั้นฝ่ายพันธมิตรฯและพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังคงร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดอีก ครั้งใน พ.ศ. 2551 เมื่อฝ่ายพันธมิตรฯเป็นแกนนำสำคัญในการต่อต้านรัฐบาลพรรคพลังประชาชนภายใต้ การนำของนายสมัคร สุนทรเวช ขณะที่ฝ่ายพันธมิตรฯเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล และต่อมาเข้ายึดสนามบินนานาชาติ พรรคประชาธิปัตย์ก็แสดงท่าทีสนับสนุนเสมอมา

ดังนั้น จึงถือได้ว่าทั้งฝ่ายพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ต่างก็เป็นกลไกคนละด้าน ของฝ่ายอำมาตยาธิปไตยในการทำลายหลักการประชาธิปไตยในสังคมไทย ซึ่งผลจากการเคลื่อนไหวของฝ่ายพันธมิตรในครั้งนั้น ก็เปิดทางให้พรรคประชา ธิปัตย์ได้อาศัยคำสั่งยุบพรรคพลังประชาชนของศาลรัฐธรรมนูญและกลไกฉ้อฉลทางรัฐสภาให้ได้เป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาล และทำให้นายอภิสิทธิ์ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในที่สุด นายอภิสิทธิ์ก็ตอบแทนฝ่ายพันธมิตรฯเป็นอย่างดี เช่น การตั้งให้นายกษิต ภิรมย์ ที่ร่วมกับฝ่ายพันธมิตรฯ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นต้น

หลังจากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายพันธมิตรฯกับพรรคประชาธิปัตย์กลับ เริ่มห่างเหินกัน ฝ่ายพันธมิตรฯถือว่าได้รับประโยชน์จากการเคลื่อนไหวล้มรัฐบาลพลังประชาชนไม่ คุ้มค่า ขณะที่ฝ่ายนายอภิสิทธิ์ได้ประโยชน์เต็ม นอกจากนี้ฝ่ายพันธมิตรฯยังเป็นปฏิปักษ์กับบางปีกในพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะปีกของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ถูกโจมตีเสมอว่าเป็นผู้ร่วมมือของนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำจากพรรคภูมิใจไทย ต่อมาฝ่ายพันธมิตรฯจึงตั้งพรรคการเมืองของตนเองคือ พรรคการเมืองใหม่ ซึ่งตั้งในวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2552 และเริ่มส่งผู้สมัครในการเลือกตั้งท้องถิ่นกรุงเทพมหานครในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2553 แต่กระนั้นสื่อของฝ่ายพันธมิตรฯก็ยังมิได้โจมตีนายอภิสิทธิ์มากนัก นอกจากเรื่องที่นายอภิสิทธิ์อ่อนแอไม่จัดการกับฝ่ายเสื้อแดงให้เด็ดขาดพอ

จนกระทั่งเมื่อนายวีระ สมความคิด นำคณะ 7 คน ไปสำรวจชายแดนเขมรและถูกจับกุมในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ในคณะนั้นมีนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมไปด้วย ซึ่งยังเป็นปริศนา เนื่องจากนายพนิชน่าจะเดินทางไปโดยความรับรู้ของนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม กรณีนายวีระและคณะถูกจับดำเนินคดีในกัมพูชานี้เอง กลายเป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการเสื้อเหลืองในการเปิดฉากการชุมนุมกดดันรัฐบาลอภิสิทธิ์ โดยเริ่มจากกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติที่นำโดยนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และนายการุณ ใสงาม ได้เริ่มปักหลักชุมนุมเมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2554 บนถนนพิษณุโลก หน้าทำเนียบรัฐบาล และยังคงชุมนุมต่อเนื่องมาจนถึงขณะนี้ โดยมีสมณะโพธิรักษ์นำกำลังกองทัพธรรมเข้าร่วมสนับสนุน

ที่น่าสนใจคือ ในวันที่ 18 มกราคม นายไชยวัฒน์พร้อมทั้ง พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ได้นำประชาชนราว 1,000 คน ไปถวายฎีกาที่สำนักพระราชวัง ในกรณีรัฐบาลนายอภิสิทธิ์สมคบกับรัฐบาลต่างชาติ อันเป็นเหตุทำให้ไทยเสียดินแดน

ในวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554 กลุ่มพันธมิตรฯจึงได้จัดการชุมนุมใหญ่ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ และยังชุมนุมต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันแม้จะมีประชาชนเข้าร่วมไม่มากนัก โดยนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกกลุ่มพันธมิตรฯ แถลงว่า เป้าหมายในการชุมนุมคือ การกดดันรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ให้ดำเนินการตามข้อเรียกร้อง 3 ข้อคือ 1.ให้ประเทศไทยถอนตัวออกจากการเป็นคณะกรรมการมรดกโลก 2.ยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และ 3.ผลักดันชาวกัมพูชาออกไปจากแผ่นดินไทย

แต่ที่น่าสังเกตคือ การชุมนุมของฝ่ายพันธมิตรฯ ครั้งนี้ไม่ได้ร่วมกับฝ่ายคนไทยหัวใจรักชาติ และใช้สื่อคนละสื่อกัน เพราะฝ่ายคนไทยหัวใจรักชาติที่หน้าทำเนียบรัฐบาลนั้นไม่ได้ออกถ่ายทอดทางเอเอสทีวีเลย แต่ไปถ่ายทอดทางช่อง 13 สยามไท ที่มี พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน เป็นประธาน นอกจากนี้ทั้ง 2 ฝ่าย ออกข่าวแสดงการไม่ยอมรับกันอย่างชัดเจน กลุ่มพันธมิตรฯก็ไม่ได้ตั้งข้อเรียกร้องที่จะกดดันเรื่องการปล่อยตัวนายวีระเลย

ดังนั้น การเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อเหลืองครั้งนี้ไม่ได้มีความเป็นเอกภาพมากเช่น ครั้งก่อน และมิตรเก่าของฝ่ายพันธมิตรฯอีกหลายคนที่ยังร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ เช่น นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เป็นต้น ไม่ได้เข้าร่วมการเคลื่อนไหวในครั้งนี้

ประเด็นสำคัญคือ ในการชุมนุมยืดเยื้อครั้งนี้ ฝ่ายคนไทยหัวใจรักชาติและกลุ่มพันธมิตรฯต้องการบรรลุเป้าหมายอะไรกันแน่ หรือที่มากกว่านั้นก็คือ ฝ่ายอำมาตยาธิปไตยที่เป็นผู้สนับสนุนฝ่ายพันธมิตรฯต้องการอะไรกับการเคลื่อน ไหวครั้งนี้ ต้องการบีบรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ให้ไปกดดันกัมพูชาปล่อยตัวนายวีระและ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ที่ถูกศาลตัดสินจำคุกไปแล้ว หรือต้องการที่จะสร้างสถานการณ์ตึงเครียดตามชายแดนเพื่อนำไปสู่สงคราม ระหว่างไทยกับกัมพูชา

ถ้าเกิดสงครามเช่นนั้นแล้ว ฝ่ายพันธมิตรฯและผู้อยู่เบื้องหลังฝ่ายพันธมิตรฯ และกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติจะได้อะไร?

ดูเหมือนว่าเป้าหมายที่แท้จริงของฝ่ายพันธมิตรฯ น่าจะอยู่ที่การเมืองภายในประเทศมากกว่า เพราะฝ่ายพันธมิตรฯ เป็นกลุ่มสำคัญที่ไม่ต้องการการเมืองแบบที่มีการเลือกตั้ง เนื่องจากไม่ว่าพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์จะชนะเลือกตั้ง ฝ่ายพันธมิตรฯ ล้วนไม่ได้รับประโยชน์ การเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงเป็นการเริ่มเปิดฉากที่จะสร้างสถานการณ์อันนำมาสู่การก่อรัฐประหาร หรือนำมาซึ่งรัฐบาลแห่งชาติ หรือรัฐบาลพระราชทาน ซึ่งจะเป็นทางออกทางการเมืองที่ดีสำหรับฝ่ายพันธมิตรฯ

ดังนั้น ระเบียบวาระของฝ่ายพันธมิตรฯจึงไม่อาจจะสนับสนุนได้ เพราะฝ่ายพันธมิตรฯปลุกชาตินิยมและต่อต้านรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ในฐานะขั้นตอนที่จะนำไปสู่การล้มเลิกประชาธิปไตย ขณะที่ฝ่ายประชาชนคนเสื้อแดงต่อต้านรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เพื่อนำไปสู่การรื้อฟื้นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

ในภาวะเช่นนี้ขบวนการคนเสื้อแดงจึงควรทำหน้าที่เป็นคนดู ไม่ร่วมและไม่สนับสนุนพันธมิตรฯ และปล่อยให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ไปแก้ปัญหาเอง การที่ทั้งสองฝ่ายอ่อนกำลังทั้งคู่จึงเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายประชาชน และลดอำนาจของฝ่ายอำมาตยาธิปไตยที่อยู่เบื้องหลัง

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 299 วันที่ 19-25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 หน้า 9 คอลัมน์ ถนนประชาธิปไตย โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ


One Comment on “เบื้องหน้าเบื้องหลังพันธมิตรฯ-รัฐบาลอภิสิทธิ์”

  1. […] This post was mentioned on Twitter by Siam Parade, ThaiNEWSpace. ThaiNEWSpace said: เบื้องหน้าเบื้องหลังพันธมิตรฯ-รัฐบาลอภิสิทธิ์: เป็นที่น่าสนใจว่าในวันนี้กลุ่มการเมือง ที่โจมตีและแสดงความเป็นปฏิ… http://bit.ly/dIizTD […]


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s