ยุบสภา.. หรือลาออก

วันนี้ (28 กุมภาพันธ์ 2554) เป็นวันที่ www.pub-law.net เปิดให้บริการมาครบ 10 ปี โดยเราเปิดตัววันแรกในวันที่ 1 มีนาคม 2554  ปีแรกเรามีผู้ใช้บริการประมาณ 20,000 กว่าครั้งแต่ในปีที่ผ่านมาคือปี 2553 เรามีผู้เข้าใช้บริการตลอดทั้งปีประมาณ 950,000 ครั้ง ผมต้องขอขอบคุณผู้ใช้บริการทุกคนที่ให้การสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมทาง วิชาการของผมตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา คงจำกันได้นะครับว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้วการเข้าถึงระบบ internet ในบ้านเราไม่ได้ง่ายดายเหมือนเช่นในวันนี้ ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ มีมากมายแต่เราก็สามารถฟันฝ่ามาได้ ผมขอขอบคุณเพื่อนนักวิชาการทุกคนที่ช่วยกรุณาส่งบทความมาร่วมกับเรา ขอขอบคุณสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญและสมาคมกฎหมายมหาชนแห่งประเทศไทยที่กรุณาจัด พิมพ์หนังสือ “รวมบทความกฎหมายมหาชนจากเว็บไซต์ www.pub-law.net เล่ม 1 ถึงเล่ม 9  เพื่อแจกจ่ายให้กับนิสิตนักศึกษา ประชาชนและห้องสมุดต่าง ๆ  รวมทั้งขอขอบคุณสื่อมวลชนทุกแขนงที่นำบทบรรณาธิการและบทความจาก www.pub-law.net ไปเผยแพร่ต่อ และท้ายที่สุด ขอขอบคุณทีมงานทั้งในอดีตและปัจจุบันทุกคนที่เป็นส่วนสำคัญในการทำให้ http://www.pub-law.net พัฒนากลายมาเป็นเว็บไซต์กฎหมายมหาชนที่ดีที่สุดและสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย ในวันนี้ครับ

เมื่อวันครบรอบ 5 ปีของเราคือปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2549 ผมเขียนบทบรรณาธิการครั้งที่ 128 โดยใช้ชื่อว่า “ทักษิณ…….ออก ไป” ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลา “ขาลง” ของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร ที่คนไทยเริ่มแบ่งเป็น 2 ขั้วคือขั้วที่เอาและขั้วที่ไม่เอา พ.ต.ท.ทักษิณฯ ในบทบรรณาธิการครั้งนั้นผมได้ตั้งประเด็นไว้ 2 ประเด็นด้วยกันคือ ใครจะมาแทน “ทักษิณ” และ “คนที่มาแทน “ทักษิณ” จะพาสังคมกลับเข้าไปสู่ปัญหาเดิมที่ “ทักษิณ” เคยเจอมาหรือไม่” ซึ่ง 5 ปีผ่านไป เราก็คงเห็นชัดแล้วนะครับว่าอะไรเป็นอะไร ในบทบรรณาธิการครั้งนั้นผมได้พูดถึงปัญหาที่เกิดจากรัฐธรรมนูญฉบับ ปี พ.ศ. 2540 โดยเฉพาะกลไกในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่ ยังไม่ได้ผล ทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันตามมามากมายซึ่งผมก็ได้เสนอให้มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญใหม่เพื่อแก้ปัญหาของประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่กี่เดือนต่อมา ก็เกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ขึ้น รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 ถูกฉีกทิ้งและเราได้รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 มา แต่ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นจากช่วงเวลาที่รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 ใช้บังคับก็ยังคงอยู่ต่อไป

5 ปีผ่านไป ไม่มีอะไรดีขึ้นเลยจากการรัฐประหาร จากการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และจากการมีรัฐบาลใหม่ที่มีคนสนับสนุนกันมาก

กุมภาพันธ์ 2554 แม้จะแตกต่างไปจากกุมภาพันธ์ 2549 อยู่บ้างโดยเฉพาะในเรื่อง กระแสของการ “ไล่” นายกรัฐมนตรีที่ยังปลุกไม่ขึ้น แต่สภาพปัญหาที่อยู่รอบ ๆ รัฐบาลนั้นไม่แตกต่างกันเท่าไรนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการทุจริต คอร์รัปชันและการเลือกปฏิบัติครับ

ผมคงไม่พูดเรื่องทุจริตคอร์รัปชันเพราะมีคนพูดกันมากเหลือเกินและจนบัดนี้ก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนสักเรื่องหนึ่ง แต่ผมอยากจะมองดูปัญหาอื่นที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรามากกว่า  เริ่มจากปัญหา ภายในประเทศก่อน ก็อย่างที่ทุกคนทราบดีว่าในวันนี้ สังคมของเราแตก แยกอย่างมาก มีการแบ่งเป็นพวก แบ่งเป็นฝ่าย แบ่งเป็นสีอย่างชัดเจน ไม่มีใครเรียกพวกเสื้อเหลืองหรือพวกเสื้อแดงว่า เป็นคนไทยที่มีความเห็นพ้องหรือเห็นต่างจากรัฐบาล เห็นเรียกแต่พวกเสื้อเหลืองพวกเสื้อแดงกันทั้งเมือง

เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า การที่คนไทยแบ่งออกเป็นพวกเป็นฝ่ายในวันนี้ รัฐบาลชุดปัจจุบันมีส่วนเป็นอย่างมากครับ เริ่มมาจากเดิมเมื่อรัฐบาลชุดนี้ยังเป็นฝ่ายค้านอยู่ในสภาก็ออกมาเล่นการ เมืองนอกสภา เมื่อได้เป็นรัฐบาลในช่วงแรกก็ตั้งหน้าตั้งตา “จัดการ” รัฐบาลชุดก่อนทุกวิถีทางจนในบางครั้งดู ๆ แล้วก็ออกจะ “มากเกินไป” เสียด้วยซ้ำ  นอกจากนี้แล้ว ยังมีการใช้มาตรการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางกฎหมาย ทางทหาร ทางตำรวจและทางอื่น ๆ ห้ามการชุมนุม สกัดการชุมนุมและสลายการชุมนุมของ “ฝ่ายตรงข้าม” ซึ่งเราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่านี่คือส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายชัดเจนขึ้น  ปัจจุบัน รัฐบาลเริ่มมีปัญหากับฝ่ายที่เคยเป็น “พันธมิตร” มาแล้ว ปัญหาเริ่มรุนแรงขึ้น เชื่อได้ว่าหาก “จุดไฟติด” รัฐบาลคงอยู่ไม่ได้เช่นเดียวกับรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร ที่ถูกไล่อยู่ทุกวัน  วันนี้ เริ่มได้ยินเสียง “อภิสิทธิ์……. ออกไป” บนเวทีการชุมนุมของคนเสื้อเหลืองกันบ้าง แล้วนะครับ  แม้จะมีคนไม่มากแต่เท่าที่ผมทราบคนที่ติดตามดู ASTV ก็ยังมีจำนวนมากอยู่และหัวข้อในการสนทนาของคนจำนวนหนึ่งก็มาจาก “ข้อมูล” ที่ได้จากการดูการฟัง ASTV นั่นเองครับ  ส่วนเสื้อแดงนั้น ดูไปแล้วมีพัฒนาการไปในทางที่เป็นระบบมากขึ้น การชุมนุมแต่ละครั้งมีกำหนดเวลาที่แน่นอน มีเส้นทางที่แน่นอน มีจุดหมายที่แน่นอน ประเด็นที่นำมาใช้เรียกร้องในการชุมนุมก็เป็นประเด็นที่เป็นเหตุเป็นผลมาก ขึ้น เช่น ความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี การทุจริตคอร์รัปชัน  นอกจากนี้ เสื้อแดงก็ยังมีความกล้ามาก ขึ้น กล้าชุมนุมหน้าศาลอาญาและศาลฎีกาเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและเรียกร้องให้ แก้ปัญหาสองมาตรฐาน

การเมืองในประเทศจึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามองด้วยความระมัดระวังว่า จะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคตครับ

ส่วนปัญหาภายนอกประเทศนั้น ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของเรายังคงเป็นปัญหาหนักและต่อเนื่องตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าทหารจะซื้ออาวุธมากขนาดไหน เราก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ รัฐบาลเองก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องดังกล่าวมากมายนัก เห็นได้จากการที่ไม่ มีรัฐมนตรีคนใดเลยเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องดังกล่าวโดยตรง มีระเบิดทีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงก็ให้ข่าวที ใน ฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ผมอยากทราบว่า ปัญหาที่แท้จริง ของภาคใต้คืออะไรและจะต้องทำอย่างไรพี่น้องประชาชนของเรา ที่นั่นถึงจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างสงบปลอดภัยครับ ถ้าตอบไม่ ได้ก็อย่าเป็นรัฐบาลเลยนะครับ !!!  ส่วนปัญหาไทย กับกัมพูชานั้นยิ่งแย่ใหญ่ เรื่องลุกลามบานปลายจนกลายเป็นข้อขัดแย้งทั้งภายนอกและภายในประเทศไปแล้ว เหตุเกิดขึ้นเพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครัฐบาลกับพันธมิตร “เสื้อ เหลือง” ถูกจับไปขังคุกกัมพูชา  ต่อมาก็กลายเป็นการ “สู้ รบ” กันระหว่างทหารทั้ง 2 ประเทศ  ในตอนต้นที่มีการสู้รบกันนั้น ผมนึกว่าจะได้เห็น “แสนยานุภาพ” ของทหารไทยและอาวุธของเราแล้ว เพราะเห็นตอนเสื้อแดงชุมนุมในกรุงเทพมหานครเมื่อปีที่ผ่านมา ทหารใหญ่ของเราก็ออกมา “ขึงขัง” กันเหลือเกิน เอาเป็นเอาตายกับพี่น้องร่วมชาติ แต่พอมีปัญหากับกัมพูชาซึ่งเป็น “หนามยอกอก” ของไทยมาตลอด ทำไมทหารใหญ่ถึงไม่ “นำทัพ” ไป “ออกศึก” ก็ไม่ทราบนะครับ จริง ๆ ในประวัติศาสตร์ของการทำสงครามหรือการสู้รบเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ ส่วนใหญ่แล้วพวกขุนศึก แม่ทัพนายกองระดับสูงก็จะ “นำทัพ” ออกไปสู้รบกันทั้งนั้น ไม่ใช่ลูกน้องออกไปรบแล้วนั่งบัญชาการอยู่ในห้องแอร์ ก็น่าเสียดายที่เห็นบทบาทของทหารใหญ่แต่เพียงการ “จัดการ” กับพี่น้องร่วมชาติ !!!  ส่วนแสนยานุภาพทางอาวุธนั้น ผมไม่ทราบว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยเราเสียเงินไปกับการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เท่าไร (สื่อมวลชนช่วยกรุณาหาข้อมูลมาให้ประชาชนดูหน่อยนะครับ) แต่พอมีปัญหาเกิดขึ้น อาวุธส่วนใหญ่ก็มีปัญหา ขนาดเครื่องบินขับไล่ยังมีเอาไว้ตกเวลาซ้อมแล้วจะไปสู้กับใครเขาได้ครับ !!!

น่าสงสารประเทศไทยจริง ๆ  บุคคลที่มีอำนาจจำนวนหนึ่งพยายามที่จะทำอะไรไม่ทราบกับพี่น้องประชาชนของ เราแต่กับผู้ที่มารุกรานเรากลับทำอะไรไม่ได้เลย

ปัญหาทั้ง 2 ประการจึงเป็นปัญหาหนักสำหรับกลไก ในวันนี้ที่จะกำหนดทิศทางของตัวเองว่าจะทำอย่างไรต่อไป !!!  จะยุบสภาเพื่อหนีปัญหาหรือจะอยู่ต่อเพื่อ หาทางแก้ปัญหาครับ !!!

มีกระแสเรียกร้องให้ยุบสภา นายกรัฐมนตรีเองก็บอกว่าจะยุบสภาในเร็ววันนี้ นักการเมืองหลายคนก็ออกมาพูดถึงเรื่องการยุบสภา แต่จริง ๆ แล้วการ ยุบสภาคือสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศไทยหรือไม่ ?

กระแสยุบสภามีที่มาจากการแก้รัฐธรรมนูญเรื่องระบบเลือกตั้ง ผมได้พูดไว้แล้วหลายครั้ง รวมทั้งในบทบรรณาธิการครั้งก่อนหน้านี้ว่า ประเทศ ชาติและประชาชนไมได้อะไรเลยจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เพราะการ แก้ไขรัฐธรรมนูญแบบนี้ไม่ได้แก้ปัญหาของประเทศที่มีอยู่เลย การยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ แม้ระบบจะเปลี่ยนกลับไปเป็นของเดิม แต่ผมก็ค่อนข้างมั่นใจเต็มร้อยว่าเราคงได้คนเดิมเข้ามา เพราะฉะนั้นจะยุบสภาไปทำไมครับ

ในวันนี้ ปัญหาของประเทศชาติมีอยู่มาก เป็นที่รับรู้กันอยู่ว่ามีความแตกแยกระดับสูงในสังคม มีปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย มีปัญหาเศรษฐกิจ มีปัญหาเงินเฟ้อ มีปัญหาชายแดน มีปัญหากัมพูชา การยุบสภาแล้วจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่คงไม่ ใช่วิธีการแก้ปัญหาเหล่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ในแง่จิตวิทยา การยุบสภาอาจดีกว่าการอยู่เฉย ๆ แล้วไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้เลย เพราะความสนใจของผู้คนในช่วงเวลา 3 เดือน คงไปอยู่ที่การเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาล เสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ก็คงลดน้อยลง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหาจะลดน้อยลงไปด้วย และนอกจากนี้ เมื่อเกิดรัฐบาล ใหม่ ความแตกแยกในสังคมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ก็จะกลับมาอีก เสื้อเหลืองสนับสนุนรัฐบาลก็หมายความว่าเสื้อแดงคงคัดค้าน ในทางกลับกัน เสื้อแดงสนับสนุนรัฐบาล เสื้อเหลืองก็คงคัดค้านเช่นกัน ความวุ่นวายก็ยังคงมีอยู่ต่อไป ปัญหาก็ยังคงมีอยู่ต่อไปไม่มีวันจบ

แต่อย่างไรก็ตาม คงต้องมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น อย่างน้อย ก็เพื่อพยายามแก้ปัญหาสำคัญของประเทศ

ในความเห็นส่วนตัวของผมนั้น หากนายกรัฐมนตรีตัดสินใจ เลือกใช้วิธียุบสภา มีปัญหาตามมาแน่นอนครับ เรื่องแรกก็คือ กติกาในการเลือกตั้งที่ควรจะต้องให้รัฐสภาเป็นคนแก้ไขกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ให้สอด คล้องกับระบบเลือกตั้งที่ถูกรัฐธรรมนูญแก้ไข การเลือกให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ในการเลือกตั้งแทนที่จะให้ รัฐสภาเป็นคนวางเกณฑ์เป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง ดังที่ผมได้แสดงความเห็นไว้ในบทบรรณาธิการครั้งก่อนหน้านี้แล้ว นอกจากนี้แล้ว การเลือกตั้งก็ต้องเสียเงินมากมายหลายพันล้านบาทเพื่อ ให้คนแบบเดิม ๆ  เข้ามาใหม่ และไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลก็ต้องถูกต่อต้านอยู่แล้ว เนื่องจากสังคมยังคงแตกแยกแบ่งเป็นฝ่ายอยู่

ผมจึงขอเสนอให้นายกรัฐมนตรีลาออกครับ ผมคิดว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย หากนายกรัฐมนตรีลาออกแล้วเราได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่มีท่าทีปรอง ดองและเป็นมือประสานเข้ามาสร้างความ ปรองดองอย่างจริงจัง แก้ปัญหาสองมาตรฐานที่ค้าง คาใจผู้คนจำนวนมากให้เรียบร้อย มีคำตอบสำหรับความสูญเสียที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาการชุมนุมเมื่อพฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา มีนโยบายที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม สามารถปฏิบัติได้เกี่ยวกับการสร้างรัฐสวัสดิการ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของสังคม ส่วนรัฐสภาก็รีบเร่งจัดทำ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ ซึ่งควรใช้เวลาประมาณ 6 เดือน หากกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเสร็จและมีความชัดเจนแล้วว่า ปัญหาของประเทศคลี่คลายลงไปในทางปรองดอง ค่อยคิดเรื่องการยุบสภาครับ

ผมไม่หวังว่า ข้อเสนอผมจะมีผู้เห็นด้วย แต่อยากจะขอกล่าวไว้  ณ ที่นี้ว่า หากนายกรัฐมนตรีตัดสินใจเลือกวิธียุบสภาและพรรคประชาธิปัตย์ได้กลับมาเป็น รัฐบาล ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีครับ เพราะจากที่ปรากฏอยู่ในเวลานี้ ทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดงต่างก็ไม่เอานายกรัฐมนตรีคนนี้เหมือน ๆ กัน ยุบสภาไปแล้ว เลือกตั้งเข้ามาใหม่ นายกรัฐมนตรีคนเดิม เราก็คงต้องอยู่กับปัญหาเดิมๆ ต่อไปครับ

ลองพิจารณาดูด้วยว่า การลาออกอาจเป็นอีกวิธีหนึ่งที่อย่างน้อยก็จะช่วยประหยัดงบประมาณ ของประเทศในการเลือกตั้ง แล้วก็อาจแก้ปัญหาได้ก็ได้นะครับ

ไม่ลองก็ไม่รู้นะครับ!!!

ในสัปดาห์ที่เรามีอายุครบ 10 ปี เรามีบทความมานำเสนอถึง 5 บทความด้วยกัน บทความแรกเป็นตอนที่สองของบทความเรื่อง “กรณีศึกษา – case study คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๑๕/๒๕๕๓ (กรณียุบพรรคประชาธิปัตย์) ตอนที่ 2” ที่เขียนโดย ศาสตราจารย์ ดร. อมร จันทรสมบูรณ์  บทความที่สองเป็นบทความเรื่อง “ระบบ กึ่งรัฐสภาเพื่อการพัฒนาประเทศตามแนวเสนอของ ศาสตราจารย์ ดร.อมร จันทรสมบูรณ์” ที่เขียนโดย คุณมนูญ โกกเจริญพงศ์ นิติกรชำนาญการพิเศษ กรมบังคับคดี  บทความที่สามเป็นบทความที่เขียนโดย คุณ ชำนาญ จันทร์เรือง เรื่อง “ยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาค” บทความที่สี่ “เกร็ดแนวคิดจากกฎหมายนิวเคลียร์ของประเทศเขาเพื่อ กฎหมายนิวเคลียร์ของโรงไฟฟ้าประเทศเรา” ที่เขียนโดยคุณ กนกศักดิ์  ทองพานิชย์  นักกฎหมายอาวุโส สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ  ส่วนบทความสุดท้าย  “ส.ว.สรรหา ต้องลาออกก่อนสมัครเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่หรือไม่?” เป็นบทความที่เขียนโดย ดร.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย  แห่งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ผมขอขอบคุณเจ้าของบทความทุกๆบทความครับ

พบกันใหม่วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม 2554

ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์

 



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s