ใครสวาปาล์ม? แก้จนพุงปลิ้น!

ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันปาล์มบริโภคที่ใช้สำหรับ การปรุงอาหาร นอกจากจะเป็นการประจานความอ่อนด้อยในเรื่องเศรษฐกิจของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้ว สิ่งที่ประชาชนอยากจะรู้มากที่สุดคือ การขาดแคลนครั้งนี้เป็นไปตามธรรมชาติ อันเกี่ยวกับฝนฟ้าอากาศที่แล้งบ้าง น้ำท่วมบ้าง เป็นไปตามกลไกตลาดหรือไม่?

หรือว่ามีใครจงใจทำให้มันขาดแคลนเพื่อที่จะปั่นราคา

ผู้ที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงน้ำมันปาล์มกางตัวเลขให้ดูว่า ในปี 2553 มีปริมาณผลปาล์มดิบออกสู่ตลาดประมาณ 8.2 ล้านตัน สามารถนำมาสกัดเป็นน้ำมันปาล์มดิบได้ 1.4 ล้านตัน รวมกับของเก่าที่ค้างสต็อกมาจากปี 2552 อีก 130,000 ตัน รวมปริมาณน้ำมันปาล์มดิบได้ 1.53 ล้านตัน

ขณะที่ความต้องการบริโภคน้ำมันปาล์มในประเทศปี 2553 อยู่ที่ 9.24 ล้านตัน ความต้องการในการใช้ทำไบโอดีเซลอยู่ที่ 470,000 ตัน ความต้องการใช้รวมอยู่ที่ 1.39 ล้านตัน ปริมาณการส่งออกอยู่ที่ 230,000 ตัน รวมความต้องการใช้ทั้งปีอยู่ที่ 1.61 ล้านตัน

เมื่อหักลบกลบหนี้กับจำนวนน้ำมันปาล์มที่มี 1.53 ล้านตัน จะเห็นว่าปริมาณน้ำมันน้อยกว่าความต้องการใช้อยู่เพียงประมาณ 8,000 ตัน
สรุปก็คือปัญหาการขาดแคลนไม่น่าจะถึงขั้นวิกฤตอย่างที่เห็นในปัจจุบันที่ ประชาชนต้องเข้าแถวแย่งกันซื้อและราคาแพงขึ้นกว่าเดิม

คำถามคือรัฐบาลรับรู้หรือไม่ว่าน้ำมันปาล์มจะขาดตลาด ไม่พอต่อความต้องการใช้ในประเทศ

คำตอบคือ “รู้” แต่ไม่ทำอะไร เหมือนมีคนจงใจอยากจะให้มันขาดแคลนเพื่อปั่นราคา

กลางปี 2553 เริ่มมีสัญญาณของการขาดแคลนเมื่อผลผลิตปาล์มดิบออกสู่ตลาดน้อยลงจากปัญหาภัย แล้งช่วงต้นปี ทำให้ราคาปาล์มดิบขยับขึ้นจากกิโลกรัมละ 4 บาท เป็นประมาณ 6 บาท ซึ่งราคาในตลาดโลกก็ขยับตามขึ้นด้วยเพราะผลผลิตออกน้อยลงทั่วโลก

เมื่อต้นทางสินค้าขึ้นราคา โรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบก็ขยับราคา มาถึงโรงกลั่น โรงบรรจุขวดก็ขอขยับราคาขาย จากราคาควบคุมขวดละ 38 บาท เป็น 46-48 บาท แต่กระทรวงพาณิชย์ไม่ให้ปรับ

เมื่อไม่ให้ปรับราคาผู้ค้าก็หันไปส่งออกมากขึ้นเพราะราคาตลาดโลกดีกว่า และเริ่มมีการกักตุนเอาไว้ทั้งระบบ ตั้งแต่โรงสกัด โรงกลั่น โรงบรรจุขวด เพราะรู้ว่าถึงอย่างไรก็อั้นไม่อยู่ ต้องยอมให้ปรับราคา

ผลคือสินค้าหายไปจากตลาด

เมื่อสินค้าหายไปจากตลาดในขณะที่ความต้องการเท่าเดิมหรือมากขึ้น ราคาขายจึงปรับพุ่งพรวด แม้กระทรวงพาณิชย์จะยอมให้ปรับราคาภายหลังเป็นขวดละ 48 บาท แต่ราคาซื้อขายจริงในตลาดก็ปาเข้าไปขวดละ 60-70 บาทแล้ว

ประเด็นคำถามคือ

1.กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้คุมสต็อกสินค้า เมื่อรู้ว่าของจะขาดทำไมไม่ห้ามหรือลดการส่งออก ปล่อยให้ส่งออกเสรีเพื่อให้สินค้าขาดตลาดมากขึ้นเพื่ออะไร ต้องการปั่นราคาหรือไม่

2.คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นั่งเป็นประธานอยู่นั้น ทำไมนั่งดูเฉยๆ ไม่แก้ปัญหาก่อนที่ปัญหาจะบานปลาย

3.โง่เพราะไม่มีฝีมือ บริหารจัดการไม่เป็น หรือแกล้งโง่เพื่อปั่นราคา

4.ใครได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ ใช่โรงสกัดกว่า 60 โรงที่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ตั้งแต่ชุมพรลงไป ซึ่งเป็นพื้นที่ฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ที่บรรดาเจ้าของโรงงานส่วนมาก ล้วนสนิทสนมกับนักการเมืองในพื้นที่ หรือบางทีก็เป็นเครือญาติของนักการเมืองหรือไม่?

5.กระแสข่าวเรื่องกิน 3 เด้งคือ ขอ 10% จากบริษัทนำเข้า ขอขวดละ 1 บาทจากโรงงานบรรจุขวด และส่วนต่างของราคาที่กักตุนสินค้าเอาไว้ เป็นจริงหรือไม่?

หากจริงถือเป็นการทุจริตเชิงนโยบายที่เข้าขั้นอำมหิตเลือดเย็นอย่างที่ สุด เพราะหากินบนความเดือดร้อนของประชาชน

ถ้าจะถามว่าใครได้ประโยชน์ก็ขอให้ดูที่ตัวละครว่ามีใครเกี่ยวข้องกับ เรื่องนี้บ้าง

งานนี้แก้ปัญหากันจนพุงปลิ้นเลยก็แล้วกัน

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 300 วันที่ 26 กุมภาพันธ์ – 4 มีนาคม พ.ศ. 2554 หน้า 8
คอลัมน์ : จับกระแสการเมือง
โดย : ลอย ลมบน

 



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s