รัฐบาล ‘อภิสิทธิ์’ สอบตกทั้งคณะ!

ผมได้ประเมินการทำงาน 2 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลภายใต้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผมให้สอบตก เพราะสิ่งที่รัฐบาลประกาศเป็นแนวนโยบายแห่งรัฐนั้นทำได้น้อยมาก ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาเห็นรัฐบาลทำได้ดีอยู่อย่างเดียวคือเรื่องการศึกษาเท่านั้น ที่เหลือถือว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

โดยเฉพาะเรื่องของกระทรวงการคลัง ซึ่งมีการใช้เงินคงคลังอย่างไร้ระเบียบวินัย เพราะเงินงบประมาณหรือเม็ดเงินที่รัฐบาลมีอยู่นั้นคือเงินภาษีของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ แต่รัฐบาลนำมาใช้ในการหาเสียงหรือเป็นนโยบายในการหาเสียง เพราะจะเห็นได้เมื่อมีการตั้งรัฐบาลขึ้นมาใหม่ๆนั้น นายกรณ์ จาติกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศเป็นนโยบายแห่งรัฐในการสร้างความเท่าเทียมกันในสังคมว่าด้วยภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้เรื่องดังกล่าวหายไปแล้ว ไม่มีการพูดถึงอีกเลย หรือพูดแค่แตะๆเอาไว้เท่านั้น ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน

ส่วนของภาษีบุหรี่ของบริษัทฟิลิป มอร์ริส ประเทศไทย นั้นอยากบอกว่า มีอดีตผู้ใหญ่ในกระทรวงการคลังบางท่านวิ่งเต้นเรื่องนี้อยู่จริง ซึ่งในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ยอมที่จะให้เรื่องนี้ผ่านไปง่ายๆ แต่ไม่รู้ว่าทำไมรัฐบาลนี้ถึงยอม ด้วยเหตุผลอะไรไม่มีใครตอบได้ เพราะการกระทำหลายกรณีส่อไปในทางไม่สุจริต

โดยสรุปการทำงานของกระทรวงการคลังเป็นการทำงานที่สวนทางกับแนวนโยบายแห่งรัฐอย่างสิ้นเชิง เพราะเป็นการสร้างความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมมากขึ้น เป็นการใช้งบประมาณในการหาเสียง ซึ่งไม่เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ในทางกลับกัน การดำเนินนโยบายประชาวิวัฒน์รัฐบาลอาจจะได้เสียง แต่ก็ไม่เหมาะสม เพราะเงินที่นำมาใช้เป็นเงินของประชาชน ไม่ใช่เงินของพรรครัฐบาล เป็นเงินที่ต้องกลับคืนสู่ประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ใช่ให้เฉพาะกลุ่มอย่างที่เป็นอยู่

ส่วนการแก้ปัญหาเงินเฟ้อรัฐบาลก็ต้องดูความเป็นจริงมากกว่าจะมาพูดให้ดูสวยงาม เพราะการปล่อยให้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้นไม่ใช่เวลานี้อย่างแน่นอน แต่รัฐบาลกลับมาปล่อยให้ปรับดอกเบี้ยขณะนี้ ซึ่งส่งผลให้ผู้ผลิตเดือดร้อนและไม่กล้าจะลงทุนเพิ่ม เพราะมีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น หมายถึงต้นทุนการผลิตจะสูงตามไปด้วย ในขณะที่เราต้องพึ่งเอกชนในการฟื้นเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมามั่นคง ซึ่งเราจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนและสร้างแรงจูงใจให้มาลงทุน มากขึ้น ไม่ใช่ไปเพิ่มภาระให้

ด้านการศึกษาที่ผ่านมาผมให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ไม่มีอะไรเสีย แต่ก็ยังไม่ตรงกับความจริงที่เกิดขึ้น เพราะนโยบายเรียนฟรีไม่ได้ฟรีจริง แทบทุกโรงเรียนยังมีการเก็บเงินเพิ่มทั้งๆที่เป็นนโยบายของรัฐ ซึ่งรัฐบาลน่าจะทำได้ดีกว่านี้

ในขณะเดียวกันการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่กลับหนักไปเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งหลายเรื่องยังเป็นข้อกังขา แต่ถ้าสรุปเรื่องการศึกษาก็ถือว่าผลงานออกมาดี แต่ไม่ดีพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงสังคมการศึกษาได้ เพราะหลายสิ่งหลายอย่างยังอยู่ที่ผลประโยชน์มากกว่า

สำหรับการทำงานของกระทรวงพาณิชย์นั้นถือว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะเรื่องของการบริหารและจัดการสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดคือ น้ำมันปาล์ม เพราะไม่น่าเชื่อว่าประเทศไทยจะขาดแคลนน้ำมันปาล์มและปล่อยให้เงินเฟ้อสูง ขึ้นจากราคาสินค้า ถือเป็นความล้มเหลวอย่างยิ่งของรัฐบาล

เท่าที่ทราบมีตัวเลข จริงๆแล้วน้ำมันปาล์มไม่ได้ขาดแคลน แต่มีคนทำให้ขาดแคลน ไม่ว่าจะเป็นการลอยเรืออยู่ในทะเลหรือเก็บไว้ในโกดัง เป็นการร่วมกันกระทำทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำเพื่อให้น้ำมันปาล์มขาดตลาด ประชาชนจึงเดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า แต่นายทุนกลับรวยกันถ้วนหน้า

นายอภิสิทธิ์ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลจึงต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ ปล่อยให้มีการหากินกันได้อย่างไร หรือจงใจปล่อยปละละเลยทำให้ประชาชน ตลอดจนเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนกันทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคจึงต้องรับผิดชอบกับ เรื่องที่เกิดขึ้น

ดังนั้น ตลอดการบริหารงาน 2 ปีที่ผ่านมา นโยบายด้านการศึกษา การเงิน การคลัง การดูแลสินค้า และเรื่องปากท้องของพี่น้องร่วมชาติ ยังเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้รัฐบาลพังได้ตลอดเวลา เพราะนำรัฐบาลเข้าสู่จุดอับทั้งๆที่รัฐบาลทำได้มากกว่าที่เป็นอยู่ แต่กลับเลือกที่จะไม่ทำ นอกจากใช้เงินงบประมาณในลักษณะเพื่อการหาเสียงมากกว่า

ประชาชนจึงต้องจับตามองทุกเรื่องในการใช้งบประมาณของรัฐบาล ซึ่งเป็นภาษีของประชาชน

สิ่งที่รัฐบาลทำมากที่สุดตลอด 2 ปีที่ผ่านมาคือ การใช้ “ทฤษฎีเฮลิคอปเตอร์มันนี่” หรือการโปรยเงินจากเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งไม่มีทิศทาง เป็นการใช้เงินที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มของเงิน แต่เงินกลับกระจายไปอยู่ในกระเป๋านักการเมืองมากกว่า

ที่เศรษฐกิจไทยดีนั้นไม่ใช่ฝีมือของรัฐบาล แต่เป็นฝีมือของเอกชนล้วนๆ ซึ่งหลังจากนี้ต่อไปสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือวิกฤตเศรษฐกิจโลกรอบใหม่ ที่อาจจะรุนแรงกว่าภัยพิบัติของญี่ปุ่น กำลังซื้อส่วนใหญ่จะหดหายไป ขณะเดียวกันตลาดอเมริกาก็จะลดลงด้วย เนื่องมาจากการส่งเสริมการใช้จ่ายในประเทศมากขึ้น หรือซื้อสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น เรื่องแบบนี้รัฐบาลที่ทำงานเพื่อประชาชนต้องออกมาบอกหรือพูดความจริง

ไม่ใช่มัวแต่หลงระเริงกับอำนาจที่มีคนบางกลุ่มอุ้มชูอยู่ ทั้งที่จริงแล้วประชาชนต่างหากที่เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง

บทสรุป 2 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลอภิสิทธิ์จึงสอบตกแทบทุกกระทรวง หากให้คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ผมให้กระทรวงคมนาคม 3 คะแนน กระทรวงมหาดไทย -3 คะแนน เพราะมีปัญหาในการแต่งตั้งโยกย้ายและข่าวทุจริตมากที่สุด กระทรวงศึกษาฯได้ 8 คะแนน กระทรวงการต่างประเทศ -2 คะแนน กระทรวงอุตสาหกรรมไม่สามารถประเมินฝีมือได้เพราะไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน กระทรวงสาธารณสุข 4 คะแนน กระทรวงพาณิชย์ 3 คะแนน กระทรวงพลังงาน 3 คะแนน และกระทรวงกลาโหม 3 คะแนน

รัฐบาลอภิสิทธิ์จึงสอบตกทั้งคณะ โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แม้จะมีความตั้งใจแต่ก็ถือว่าไร้ความสามารถในการเป็นผู้นำ!

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 303 วันที่ 19 – 25  มีนาคม พ.ศ. 2554 หน้า 8 คอลัมน์ เศรษฐกิจตกสะเก็ด โดย รศ.ดร.กิตติ ลิ่มสกุล



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s