วาทกรรมก่อการร้ายรัฐไทย ใช้ไม่ได้ในความรู้สึกของนานาชาติ

สถานการณ์ทางการเมืองของไทยมีความสัมพันธ์กับ ปัญหาขีดความสามารถของรัฐบาลที่ถูกเลือกสรรจากผู้มีอำนาจตัวจริงตามโครง สร้างอำนาจของรัฐไทยให้นั่งบริหารบ้านเมือง ดูเหมือนว่าสถานการณ์ทางสากลจะไม่เอื้ออำนวยให้รัฐเผด็จการในประเทศต่างๆ ทั่วโลกจะสามารถรักษาอำนาจของตนไว้เช่นที่เกิดในตะวันออกกลาง

กรณีของไทยยิ่งกว่านั้น เพราะเผด็จการเหล่านั้นไม่ยอมรับว่าตนเป็นเผด็จการ แต่อาศัยฉาบหน้าความเป็นประชาธิปไตยอ้างว่ารัฐบาลนี้มาจากสภา แต่มีปัญหาเรื่องความชอบธรรมและการสังหารราษฎรที่มีความเห็นตรงข้าม รวมถึงได้สร้างวาทกรรมกล่าวหาราษฎรกลุ่มดังกล่าวว่าเป็นผู้ก่อการร้าย

ท้ายที่สุดปรากฏการณ์เรื่องการไร้ความสามารถในการบริหารบ้านเมือง ประกอบกับสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้นกำลังทำให้กลุ่มผู้มีอำนาจรวมถึงรัฐบาล นี้ต้องเริ่มคิดใหม่

การที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล้าประกาศจะยุบสภาในต้นเดือนพฤษภาคมและจะจัดให้มีการเลือกตั้งต่อไปย่อม แสดงให้เห็นว่า ด้านหนึ่งรัฐบาลนี้ รวมทั้งกลุ่มอำนาจ เริ่มรู้สึกแล้วว่าสิ่งที่กระทำลงไป โดยเฉพาะการสังหารราษฎรที่มีความเห็นตรงกันข้ามนั้น เป็นเรื่องที่ไม่อาจจะถูกยอมรับได้ทั้งระดับสากลและภายในประเทศเอง ดังนั้น ควรจะมามองในแง่มุมของกฎหมายที่รัฐไทยใช้สร้างวาทกรรมเพื่อหาความชอบธรรมใน การสังหารประชาชนว่ามีข้ออ่อนอยู่ที่ใดบ้าง

อันที่จริงแล้วเคยมีชาวต่างชาติชื่อ Martin Scheinin ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของ UN ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องการก่อการร้าย ได้ทำการวิจารณ์ปัญหากฎหมายก่อการร้ายของไทย โดยได้ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ไปเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2554 ซึ่งในเนื้อหาได้อรรถาธิบายว่า กฎหมายก่อการร้ายของไทยออกจะขยายขอบเขตมากเกินไปหรือไปไกลเกินไป

ผู้เขียนเห็นว่าปรกติแล้วกฎหมายอาญาของไทยที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการ ป้องกันเรื่องอาชญากรรมนั้น ได้ถูกขยายความเพิ่มเติมให้ครอบคลุมเรื่องปัญหาก่อการร้ายมาตั้งแต่ พ.ศ. 2546 อย่างไรก็ตาม ปัญหาของกฎหมายนี้คือมิได้มีการระบุถึงลักษณะการกระทำอันใดที่จะเรียกว่า เป็นการก่อการร้าย เช่น ที่จริงแล้วถ้าจะให้ครอบคลุมจะต้องบอกว่า คณะบุคคลที่ประกอบกันเป็นการก่อการร้ายต้องมีสาระสำคัญคือ

ประการแรก มีการรวมตัวเป็นกลุ่มอย่างชัดเจน มีวัตถุประสงค์ของกลุ่มซึ่งจะต้องแสดงออกด้วยว่ามีวัตถุประสงค์ที่จะขัดแย้ง กับรัฐหรือต่อต้าน เปลี่ยนแปลง และอุดมการณ์ของกลุ่มนี้ก็ควรจะชัดเจนและถูกประกาศ ถูกนำไปปฏิบัติ จนเห็นผลหรือเป็นที่รับทราบกันทั่วไปคือ จะต้องเป็นกลุ่มที่มีอุดมการณ์ขัดแย้งกับรัฐและมุ่งใช้ความรุนแรงอย่าง ชัดเจน

ประการต่อมา ต้องมีการรวมตัวกัน และบรรดาสมาชิกมีเจตจำนงร่วมกัน มีลักษณะความเป็นองค์กร รวมถึงมีระยะเวลาดำเนินงานที่ต่อเนื่อง แต่กฎหมายของไทยที่กล่าวถึงเรื่องก่อการร้าย โดยเฉพาะในมาตรา 135 ที่ได้ขยายความประมวลกฎหมายอาญาให้ครอบคลุมการก่อการร้ายนั้น ไม่ได้นิยามเรื่องลักษณะดังที่กล่าวข้างต้นไว้

ผู้เขียนเห็นว่าคำว่า “ก่อการร้าย” ก็มีปัญหาในตัวของมันเองเช่นกัน เพราะในเชิงการเมือง นักทฤษฎีการเมืองหลายคนก็ถกแถลงกันว่า ปรกติอาชญากรนั้นเข้าใจง่าย เพราะผู้ประกอบอาชญากรรมจะมีการกระทำที่ใช้ความรุนแรง มีวัตถุประสงค์เพื่อกระทำหรืองดเว้นกระทำให้บรรลุความต้องการของตนเอง อันอาจเป็นความประสงค์ต่อทรัพย์ การข่มขู่บังคับหรืออื่นๆ และแรงจูงใจของอาชญากรก็สามารถมองได้ว่าเป็นเรื่องของความต้องการทางวัตถุ หรือนามธรรมในระดับต้นๆ แต่ปัญหาเรื่องการก่อการร้ายมักจะถูกถกแถลงและมองในลักษณะต่างกันไป เช่น สำหรับเป้าประสงค์หรืออุดมการณ์ของคนที่จะทำการก่อการร้าย บางส่วนเป็นลักษณะการกระทำตามแรงจูงใจอันมีพื้นฐานมาจากความรักในหมู่คณะ เช่น เป็นชนกลุ่มน้อยแล้วถูกกดดันจากดินแดนที่ตนเองไปอยู่อาศัย ชนกลุ่มใหญ่ในดินแดนนั้นมีการกระทำที่เป็นการลำเอียง หรือเลือกปฏิบัติ หรือไม่ยอมรับในสถานภาพความเป็นชนกลุ่มน้อย

ดังนั้น หากชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ต่อสู้ จะเห็นว่าการต่อสู้เหล่านี้มีมิติทางการเมือง การจะตีความว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการก่อการร้ายหรือไม่จึงต้องดูที่ลักษณะ ของการกระทำ แต่ในเชิงของเป้าประสงค์มักจะถกเถียงกัน ไม่มีใครแพ้ใครชนะ

ในกรณีนี้ Martin มีความเห็นว่า ที่จริงแล้วผู้ต้องสงสัยเรื่องการก่อการร้ายจะต้องถูกหรือได้รับการปฏิบัติ ทำนองเดียวกับผู้ที่ทำความผิดปรกติ เพราะการก่อการร้ายไม่ใช่สงคราม ไม่ใช่การขัดแย้งทางทหาร ไม่ใช่สภาพของภาวะฉุกเฉิน แต่เป็นเรื่องของความผิดที่ร้ายแรง ดังนั้น ผู้ต้องหาเหล่านี้จะต้องถูกสอบสวน ฟ้องร้อง และพิจารณาอย่างเป็นธรรมเช่นคดีปรกติธรรมดา ไม่จำเป็นต้องเป็นคดีพิเศษ ต้องเป็นเพียงอาชญากรรมที่ร้ายแรงเท่านั้น ไม่เห็นจำเป็นต้องกำหนดอะไรเป็นพิเศษ

ที่สำคัญ Martin ยังเห็นว่าลักษณะการกระทำที่ก่อให้เกิดความรุนแรงต่อชีวิตมนุษย์จำนวนมาก การสะพรึงกลัวหรือส่งผลให้เกิดการบังคับให้รัฐบาลกระทำบางสิ่งบางอย่าง หรือความร้ายแรงอื่นใดที่มุ่งต่อประชาชนทั้งหมดหรือบางส่วน จะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะพิจารณาได้ว่าการกระทำนั้นเป็นการก่อการร้ายหรือไม่ ดังนั้น การนิยามการก่อการร้ายของไทยจึงกว้างเกินไป

ถ้าดูตามมาตรา 135/1 วรรค 3 ของกฎหมายไทยก็จะเข้าใจได้เองว่า จริงๆแล้วการประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นการกระทำผิดฐานก่อการร้าย ส่วนความรุนแรงอันเกิดจากชายเสื้อดำก็จะถือได้ว่าเป็นเพียงอาชญากรรมร้ายแรง ของคนกลุ่มนั้นเท่านั้น เนื่องจากคนกลุ่มดังกล่าวไม่ได้มีการรวมตัวกันประกาศตัวเป็นองค์กร ประกาศอุดมการณ์ หรือมีบริบทอื่นใดที่จะเรียกว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย

ดังนั้น รัฐบาลจะมามั่วนิ่มว่าคนเสื้อดำเป็นผู้ก่อการร้าย แล้วเผอิญคนเสื้อดำไปยืนอยู่ในพื้นที่การประท้วงแล้วจะมาหาว่าคนเสื้อแดง เป็นเจ้าของปฏิบัติการของคนเสื้อดำ เท่ากับเป็นผู้ก่อการร้ายไปด้วยนั้น ถือเป็นการมั่วนิ่มและหาเหตุเพื่อทำการปราบปราม

ที่สำคัญหากพิจารณาให้ดีจะเห็นว่ารัฐไทย โดยเฉพาะรัฐบาลที่สั่งปราบประชาชน กลัวว่างานนี้จะทำให้ตนเองต้องขึ้นสู่ศาลอาชญากรระหว่างประเทศและอื่นๆ จึงพยายามสร้างความชอบธรรมเพื่ออ้างว่ารัฐได้ทำการปราบปรามกลุ่มก่อการร้าย เหมือนกับจะบอกว่าตนเองไม่ได้สังหารหมู่ประชาชน แต่ข้อเท็จจริงเหล่านี้กำลังถูกเปิดเผยออกมาเป็นระยะๆ แม้แต่ชาวต่างชาติยังเห็นเลยว่ากฎหมายก่อการร้ายของไทยกว้างขวางมากเกินไป เท่ากับว่าการกระทำของรัฐบาลเป็นการสังหารประชาชนอย่างชัดเจน

เห็นทีรัฐจะเอาตัวไม่รอดเสียแล้ว!

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 303 วันที่ 19 – 25  มีนาคม พ.ศ. 2554 หน้า 10 คอลัมน์ ทหารใหม่วันนี้ โดย ชายชาติ ชื่นประชา



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s