ข้อกล่าวหา “หมิ่นสถาบันหรือหมิ่นเบื้องสูง” นั้นไม่เป็นผลดีแก่ทั้งผู้ถูกกล่าวหาและผู้กล่าวหา

ตามประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะที่ ๑ ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร และหมวด ๑  ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มาตรา ๑๑๒ บัญญัติว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี  รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงห้าปี”

องค์ประกอบความผิดต้องประกอบด้วย

๑. หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย

๒. พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

๓. มีเจตนาตามมาตรา ๕๙ วรรคสอง

ความหมายขององค์ประกอบทั้งสาม

๑. หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย

หมิ่นประมาท คือ ใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง คือเป็นการกระทำผิดตมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ นั่นเอง

ดูหมิ่น ได้แก่การกระทำความผิดตามประมวลอาญากฎหมายอาญามาตรา ๑๓๖ ดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ โดยไม่จำต้องเกี่ยวกับหน้าที่ราชการแต่อย่างใด หรือตามประมวลอาญากฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๓ คือ ดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า หรือด้วยการโฆษณา

แสดงความอาฆาตมาดร้าย ได้แก่ การแสดงออกด้วยกิริยาหรือวาจาด้วยความพยาบาทมาดร้ายว่าจะทำให้เสียหายในทาง ใด ๆ อันมิใช่เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย การกล่าวว่า จะใช้สิทธิฟ้องคดีที่ศาล เช่นนี้เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย

๒. พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

ความผิดตามมาตรา ๑๑๒ นี้ เป็นความผิดพิเศษ เพื่อถวายความเคารพสักการะความจงรักภักดี และความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระมหากษัตริย์ รวมทั้งพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จึงจะนำบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๒๙, มาตรา ๓๓๐, และมาตรา ๓๓๑ มาใช้กับความผิดมาตรา ๑๑๒ ไม่ได้ เพราะมาตราทั้งสามดังกล่าวเป็นบทบัญญัติไว้สำหรับบุคคลธรรมดาสามัญที่ถูก หมิ่นประมาทเท่านั้น ความเป็นพิเศษของบทบัญญัติมาตรา ๑๑๒ อาจต้องทำความเข้าใจถึงข้อต่อไปนี้

๒.๑  ต้องตีความโดยเคร่งครัด ว่าให้ใช้ได้เฉพาะพระมหากษัตริย์ ราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เท่านั้น ส่วนการกระทำต่อบุคคลอื่นนอกจากที่บัญญัติไว้ชัดแจ้ง ผู้กระทำต้องมีความผิดตามกฎหมายที่ใช้สำหรับบุคคลทั่ว ๆ ไปคือประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๒๖ซึ่งมีโทษจำคุกเพียงไม่เกิน ๑ ปีหรือปรับไม่เกินสองพันบาท และอยู่ในประมวลกฎหมายอาญาหมวดที่ ๓ กล่าวให้ชัดคือถือว่าไม่ใช่ดูหมิ่นสถาบัน ตามมาตรา ๑๑๒

๒.๒  ถ้าไม่ใช่บุคคลที่บัญญัติไว้ตามมาตรา ๑๑๒ อย่างชัดแจ้ง ผู้กระทำความผิดอาจนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๙,๓๓๐,๓๓๑ มาใช้ต่อสู้คดีได้ เช่น ผู้กระทำความผิดอาจพิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าหมิ่นประมาทนั้นเป็นความจริง

ยกเว้นข้อที่หาว่าหมิ่นประมาทนั้นเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน เช่น ครูใหญ่โรงเรียนกล่าวว่า นายอำเภอไม่เป็นประชาธิปไตย โดยบังคับให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาเลือกตั้งคนที่นายอำเภอชอบ ถ้าใครไม่เลือกก็ไม่ขอเงินเดือนขึ้นให้นั้น ถ้าเป็นความจริงก็ถือได้ว่าเป็นประโยชน์แก่สาธารณะชน ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๕๑/๒๕๐๓)

อาจทำความเข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ถ้าผู้กระทำความผิดต่อบุคคลตามมาตรา ๑๑๒ ไม่อาจจะยกมาตรา ๓๒๙, มาตรา ๓๓๐ และมาตรา ๓๓๑  ขึ้นมากล่าวอ้างเพื่อให้ไม่ต้องรับความผิด หรือเพื่อให้ได้รับการยกเว้นโทษได้ ส่วนบุคคลอื่นที่ไม่ใช่บุคคลตามมาตรา ๑๑๒ ผู้กระทำความผิดอาจยกกฎหมายมาตราทั้งสามขึ้นต่อสู้ได้

๓.  มีเจตนาตามมาตรา ๕๙ วรรคสอง อันได้แก่

๓.๑  กระทำโดยรู้สำนึกในการกระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผลของงการกระทำนั้น หรือ

๓.๒  กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ และในขณะเดียวกันผู้กระทำย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น

นอกจากนั้น ยังมีประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๓๓ บัญญัติว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาทดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐ ต่างประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสีพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ” และมาตรา ๑๓๔ บัญญัติว่า

“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายผู้แทนรัฐต่างประเทศซึ่งได้รับแต่งตั้งให้มาสู่พระ ราชสำนัก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

ถ้าจะถามว่า บุคคลอื่นบอกจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าถูกกล่าวหาทำให้เสียชื่อเสียงจะมีสิทธิป้องกันชื่อเสียงเกียรติยศตนเอง ได้หรือไม่ ก็ตอบว่าได้ แต่ต้องไปกล่าวหากันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ ซึ่งเป็นบททั่วไปสำหรับคุ้มครองบุคคลธรรมดา และผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยมีสิทธิจะใช้บทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๙ ,มาตรา ๓๓๐ และมาตรา ๓๓๑ มาต่อสู้ได้

ความเข้าใจตัวบทกฎหมายในเรื่องนี้นับว่ามีประโยชน์ต่อประเทศชาติของเราใน ปัจจุบันนี้ เพราะการเมืองแตกแยกเป็นสองขั้วและแต่ละขั้วก็มักจะกล่าวอ้างว่าฝ่ายตรงข้าม หมิ่นสถาบันหรือหมิ่นเบื้องสูง เพราะผู้กล่าวหาทราบดีว่าถ้าคิดข้อกล่าวหาอะไรเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ ก็กล่าวหาในเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้กล่าวหามากที่สุด เพราะจะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาถูกโกรธแค้นชิงชัง เราจึงได้ยินคำพูดออกมาจากปากของผู้คนในสังคมอยู่เนือง ๆ บางทีก็เลยเถิดไปถึงว่าผู้ใดมีความคิดเห็นตรงข้ามกับตนก็ถือว่าไม่จงรัก ภักดี

ความจริงผู้กล่าวหาบุคคลอื่นในข้อหานี้อาจจะไม่รู้ตัวเองว่า ตนเองหรือกลุ่มของตนนั้นเองที่ขาดความจงรักภักดี เพราะอาจแปลเจตนาได้เลยว่านำข้อกล่าวหานี้มาเป็นประโยชน์ของตนหรือกลุ่มของ ตน เพราะการกล่าวหาเช่นนี้ ถือ ได้ว่าประสงค์จะให้สังคมเข้ามาเป็นพวกตนและให้เห็นว่าฝ่ายตรงข้ามชั่วร้าย อันความจงรักภักดีนั้นเป็นเรื่องภายในจิตใจของบุคคลยากที่ผู้อื่นจะล่วงรู้ ได้ เว้นแต่จะอนุมานจากเรื่องที่บุคคลผู้นั้นทำ หรือคำที่บุคคลผู้นั้นพูด

ถ้ากล่าวหาบุคคลอื่นบ่อย ๆ หรือพูดพร่ำเพรื่อพูดโดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน หากแต่เป็นการข่มผู้อื่นว่าไม่มี ผู้ใดจงรักภักดีเท่าตนหรือกลุ่มของคน น่าจะถือได้ว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้นขาดความจงรักภักดี ดังนั้นผลเสียหายที่จะเกิดแก่ทั้งผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาอาจสรุปได้ดังนี้

ผลเสียหายแก่ผู้กล่าวหา

๑. ขาดความจงรักภักดีอย่างจริงใจ เพราะได้นำสถาบันอันเป็นที่เคารพสักการะ มาเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์มาสู่ผู้กล่าวหากับพวก

๒. หากผู้กล่าวหาเกี่ยวพันอยู่ในสถาบันการเมือง และกล่าวหาผู้อยู่ในสถาบันเดียวกันในข้อกล่าวหานี้ ยิ่งเป็นการกระทำที่ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง เพราะสถาบันเบื้องสูงไม่อาจเกี่ยวข้องกับการเมืองไม่ว่าในทางใด ๆ  การนำข้อกล่าวหานี้มากล่าวหาฝ่ายตรงข้ามแสดงว่าประสงค์จะดึงสถาบันเบื้องสูง มามัวหมองกับการเมือง

๓. เป็นการเอาเปรียบผู้ถูกกล่าวหาโดยวิถีทางที่น่าอัปยศและไม่ขอบธรรม เพราะผู้ถูกกล่าวหาไม่อาจจะนำกฎหมายในกรณีนี้ซึ่งอาจใช้ต่อสู้กับผู้กล่าวหา ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดามาต่อสู้ได้ (เอาเปรียบในเชิงคดี)

๔. หากสังคมพิจารณาอย่างลึกซึ้ง และทราบเจตนามาลึก ๆ ของผู้กล่าวหาว่าเป็นการกลั่นแกล้งทำลายกัน จะไม่ให้ความเชื่อถือ ผู้กล่าวหาอีกต่อไป

ผลเสียหายแก่ผู้ถูกกล่าวหา

๑. ถูกสังคมดูหมิ่น เกลียดชัง และมีผลถึงครอบครัวและสังคมรอบ ๆ ตัวผู้ถูกกล่าวหาด้วย

๒. ถ้าผู้ถูกกล่าวหาเป็นนักการเมือง อนาคตทางการเมืองดับไป (เคยมีตัวอย่างมาแล้ว)

๓. เป็นความเจ็บปวดแก่ผู้ถูกกล่าวหา  ยิ่งถ้าเป็นการใส่ร้ายกัน โดยไม่เป็นความจริงแล้วก็ยิ่งเกิดการแตกแยกจนยากที่จะสมานรอยร้าว

๔. ไม่สามารถนำข้อต่อสู้ทางกฎหมายที่ใช้กับบุคคลธรรมดามาต่อสู้ได้ (กฎหมายปิดปาก)

๕. เป็นการกระทำที่ไม่ฉลาด หากผู้ถูกกล่าวหากระทำการดังกล่าวจริง สมควรปรับแนวความคิดใหม่ เพราะต้องเป็นที่เข้าใจว่าคนไทยไม่ยอมรับแนวความคิดนี้อย่างแน่นอน และไม่เป็นผลดีแก่ผู้ถูกกล่าวหาในทุก ๆ ด้าน

การกล่าวหากันในข้อหาดังกล่าว นอกจากจะทำความเสียหายแก่ทั้งผู้กล่าวหา และผู้ถูกกล่าวหาแล้ว ยังก่อให้เกิดความเสียหายอันใหญ่หลวงแก่ประเทศชาติ หากยังให้มีการกล่าวหากันต่อไปอีก แสดงว่าทั้งสองฝ่ายไม่มีความจริงใจในการที่จะรักษาเทิดทูนสถาบันอันเป็นหลัก ของประเทศ และทั้งสองฝ่ายไม่มีความจริงใจในการแสวงหาแนวทางอยู่ร่วมกันโดยสันติ เมื่อเป็นเช่นนี้ความปรองดองของคนในชาติจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ที่มา : มติชน ออนไลน์ 3 พฤษภาคม 2554
โดย : สมลักษณ์ จัดกระบวนพล



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s