นักวิชาการออสเตรเลียวิเคราะห์เลือกตั้งไทย อาจไม่ใช่ “ยิ่งลักษณ์” แต่เป็น “ทักษิณ” ปะทะ “อภิสิทธิ์”

“แอนดรูว์ วอล์คเกอร์” นักวิชาการประจำมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ได้เขียนบทความชื่อ “อภิสิทธิ์ ปะทะ ทักษิณ” ลงเผยแพร่ในเว็บล็อก “นิว มันดาลา” (นวมณฑล) มติชนออนไลน์ขออนุญาตแปลสรุปความบทงานเขียนดังกล่าว มานำเสนอดังต่อไปนี้

การที่พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ในฐานะผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่ออันดับที่ 1 ของพรรค ส่งผลให้สนามเลือกตั้งของประเทศไทยเดินทางมาถึงยังจุดที่ควรจะเป็น

นี่อาจไม่ใช่การปะทะกันระหว่าง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กับ “ทักษิณ ชินวัตร” เสียทีเดียว แต่ การเลือกตั้งครั้งนี้ก็นำพาประเทศไทยมาสู่จุดที่ใกล้เคียงที่สุดของ “การเผชิญหน้าครั้งประวัติศาสตร์” ซึ่งถูกก่อรูปขึ้นในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา

ทักษิณ ชินวัตร มีอิทธิพลครอบงำการเมืองไทยมาร่วมหนึ่งทศวรรษ ในสนามเลือกตั้ง เขาคือนักการเมืองที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากประชาชน เท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา การเผชิญหน้ากับพรรคประชาธิปัตย์ในการลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งหลังสุดของ ทักษิณเมื่อปี พ.ศ. 2548 พรรคไทยรักไทยของเขาสามารถเอาชนะพรรคประชาธิปัตย์ไปได้อย่างถล่มทลาย

เช่นเดียวกันกับผู้นำทางการเมืองทั่วไป ทักษิณมี “จุดเปราะบาง” ของตนเอง ทว่า กลุ่มพลังทางการเมืองต่างๆ ที่แสดงจุดยืนต่อต้านเขาในปี พ.ศ.2548 และ 2549 ก็มิได้ใช้สติปัญญาและความอดทนอดกลั้นในการสลายอำนาจของอดีตนายกฯ ผู้นี้ ผ่านมรรควิธีทางการเลือกตั้ง

พรรคประชาธิปัตย์ได้ปฏิเสธที่จะใช้โอกาสของตน เอง เมื่อทักษิณทำตามข้อเรียกร้องของพวกเขา ด้วยการประกาศยุบสภาและจัดให้มีเลือกตั้งใหม่อย่างทันทีทันใดในเดือนเมษายน 2549

การบอยค็อตต์การเลือกตั้งครั้งนั้นของพรรคประชาธิปัตย์ อาจถือเป็นส่วนหนึ่งของการกรุยทางไปสู่การรัฐประหารโดยกองทัพในอีก 5 เดือนต่อมา

ด้วยเหตุนี้ “ความจริงประการสำคัญ” ของการเมืองไทยร่วมสมัย จึงได้แก่ การที่ทักษิณคือนายกรัฐมนตรีผู้ชนะการเลือกตั้งทั่วไปถึง 3 ครั้ง ซึ่งต้องถูกบีบบังคับให้หลุดออกจากตำแหน่งด้วยกลไกการรัฐประหารที่ผิดกฎหมาย โดยกองทัพ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้คนจำนวนมากในประเทศไทย  สิทธิธรรมที่ทักษิณได้รับจากการเลือกตั้งยังคงดำรงอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง

พรรคประชาธิปัตย์ยังมีอาการหวาดกลัวทักษิณในการแข่งขันอีกหนึ่งสนามที่พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับอดีตนายกฯ ผู้นี้

โดยความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรต่างๆ พรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายดังกล่าวพยายามทำทุกวิถีทางที่จะธำรงรักษาอำนาจของตนเองเอาไว้

การรัฐประหาร 19 กันยา เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ก่อนจะตามมาด้วยการยุบพรรคการเมือง, การห้ามผู้ที่เคยร่วมงานทางการเมืองกับทักษิณเข้ามาทำงานการเมือง, การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งสามารถถูกนำไปใช้บ่อนทำลายกระบวนการตัดสินใจผ่านบัตรเลือกตั้งของ ประชาชนได้, การตัดสินลงโทษทักษิณ ผ่านหนึ่งในคดีความปลีกย่อยว่าด้วยการละเมิดกฎหมายของเขา, ตลอดจนการลงโทษยึดทรัพย์อดีตนายกฯ เนื่องจากเขาประสบความสำเร็จในการมีส่วนทำให้ตลาดหลักทรัพย์ไทยมีอัตราการ เจริญเติบโตพุ่งสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ยังต้องพบกับศึกหนักระดับเข็นครกขึ้นภูเขา ในการเลือกตั้งปี พ.ศ.2550 นักการเมืองผู้มีบุคลิกเป็นสุภาพบุรุษอย่างอภิสิทธิ์ ต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งขันผู้เป็นนักการเมืองที่มักถูกมองว่ามีบุคลิกภาพ น่ารังเกียจอย่าง “สมัคร สุนทรเวช” ประชาธิปัตย์อาจมีผลงานน่าพอใจ หากพิจารณาจากจำนวน ส.ส.ระบบสัดส่วน แต่ก็ต้องพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงหากพิจารณาผลงานของพวกเขาจากจำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขต

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็น “ตัวแทน” ของทักษิณ ได้ดีกว่าสมัคร เพราะยิ่งลักษณ์ปรากฏตัวในที่สาธารณะโดยไม่ปริปากพูดจามากนัก และที่สำคัญไปกว่านั้น คือ เธอมิได้เป็นผู้มีประสบการณ์ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยอันยาวนานและผันผวน และมิได้เป็นนักการเมืองอิสระที่คาดเดาการตัดสินใจต่างๆ ได้ยาก เหมือนกับสมัคร

ยิ่งลักษณ์เป็น “ผู้หญิง” ของทักษิณอย่างชัดเจน  เธอแตกต่างจากสมัครตรงที่ เธอเป็นสัญลักษณ์อย่างสมบูรณ์แบบซึ่งสื่อถึงความปรารถนาให้เกิดการเปลี่ยน แปลงในระดับ “รุ่นอายุคน” (เจเนอเรชั่น) ของทักษิณ, ความเป็นสตรีเพศอันอ่อนโยนของเธอได้ช่วยขับเน้นถึงความต้องการของทักษิณที่ จะแสดงออกให้ผู้คนเห็นถึงอำนาจอันแข็งแกร่งของเขา, ภูมิหลังทางเศรษฐกิจของเธอเป็นดังเสียงสะท้อนถึงวิถีซีอีโอของทักษิณ, การประสบความสำเร็จทางธุรกิจของเธอกระตุ้นให้สังคมระลึกถึงความทะเยอทะยาน ที่ทักษิณบ่มเพาะปลูกฝังเอาไว้ และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ก็คือ เธอมีนามสกุล “ชินวัตร”

ดังนั้น ในแง่มุมทางการเมืองแล้ว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงมีสถานะประดุจดัง “เสื้อคลุม” ซึ่งทำหน้าที่ห่อหุ้มเรือนร่างของทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นพี่ชาย เอาไว้

รัฐบาลประชาธิปัตย์สามารถโจมตียิ่งลักษณ์ได้ตามที่พวกเขาต้องการ ในประเด็นที่ว่าเธอเป็นตัวแทนของทักษิณ

แต่ประเด็นดังกล่าวก็ถือเป็น “จุดใหญ่ใจความสำคัญ” ของการเมืองไทยเช่นกัน

การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 3 กรกฎาคม จะถือเป็นการแข่งขันอันชวนระทึกใจอย่างยิ่ง หากอภิสิทธิ์ชนะ เขาจะสามารถกล่าวอ้างได้ว่าตนเองได้รับสิทธิธรรมบางประการจากการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ในภาวะเช่นนั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คงจะต้องกล่าวอ้างถึงสิทธิธรรมดังกล่าวอย่างระมัด ระวัง หากพิจารณาถึง “โซ่ตรวน” จำนวนมากมายที่ถูกใช้เหนี่ยวรั้งกักกันบรรดานักการเมืองฝ่ายตรงข้ามพรรคประ ชาธิปัตย์ในชั่วระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา

ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเกมการเมืองไทย มิใช่สนามการแข่งขันที่มีความยุติธรรมแท้จริงแต่อย่างใด

แต่อย่างน้อยที่สุด ชัยชนะของอภิสิทธิ์ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554  ก็ย่อมเป็นการบีบให้พรรคเพื่อไทยต้องกลับไป “คิดใหม่” เกี่ยวกับศักยภาพของแบรนด์ “ทักษิณ”

แต่ถ้ายิ่งลักษณ์ชนะ สังคมไทยก็จะย้อนกลับไปยังปี พ.ศ.2548 เพียงแต่เป็นบรรยากาศของ 6 ปีที่แล้ว ซึ่งมีความแตกแยกทางการเมืองปรากฏชัดเจนมากขึ้น และภาวะสุญญากาศของอำนาจเชิงสัญลักษณ์ได้เปิดช่องให้สังคมไทยมีโอกาสพิจารณา ถึง “อนาคต” ของตนเอง

ชัยชนะที่ตระกูลชินวัตรได้รับ จึงอาจนำไปสู่ฉากแห่งช่วงเวลาอันน่าสนใจของประเทศไทยอย่างแท้จริง

ที่มา : มติชน 21 พฤษภาคม 2554



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s