“เติ้ง” เข็ด “มาร์ค” ไม่เชื่ออีกแล้ว

สถานการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงเวลานี้ไม่ ว่าจะเป็นความสัมพันธ์กับพรรคร่วมรัฐบาล หรือการลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้ง เป็นสิ่งที่เข้าทำนอง “นํ้าลดตอผุด” อย่างยิ่ง

อะไรที่เคยปกปิดด้วยการสงวนท่าทีต่อกัน รวมถึงอะไรที่ไม่เคยปรากฏให้เห็นเป็นการแสดงออกต่อประชาชน ก็เห็นกันชัดเจนในช่วงเวลานี้

พุ่งเป้าไปที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยเฉพาะ

มีการวิเคราะห์ว่าท่าทีของนายบรรหาร ศิลปอาชา ต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้นแทบไม่ปรากฏเยื่อใยของคนเคยจูบปากจับมือจัดตั้งรัฐบาลด้วยกันแม้แต่น้อย

คำพูดเสียงดังฟังชัดของนายบรรหารต่อการสนับสนุน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ สะท้อนว่า “พรรคชาติไทยพัฒนา” พร้อมจะมีการเปลี่ยนขั้ว ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรในการเมืองไทย

นายบรรหารผูมี้บุคลิกชัดเจนเหมือนคุณสมบัติของสินค้าการเมืองคือ การยึดถือสัจจะ ไม่เชื่อถือนายอภิสิทธิ์อีกแล้ว จึงออกมาระบุชัดเจนว่าต้องการเปลี่ยนตัวนายกฯ เพราะทำงานกับนายอภิสิทธิ์ยาก

“การอยู่กับใคร ทำงานกับใคร มันสำคัญที่การพูดจา… เขาทำแต่ทำไม่หมด”

ก่อนจะแย้มว่าถ้าเป็นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็พร้อมจะให้การสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี (โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ตอบกลับทันทีด้วยการระบุว่า ต้องขออภัยหนึ่งเรื่องที่เขาไม่ได้ทำตามที่สัญญาเอาไว้คือ “ไม่ได้พาครอบครัวไปเที่ยวบึงฉวาก จ.สุพรรณบุรี ตามที่นายบรรหารชวนไว้ก่อนยุบสภา”

ใครๆก็รู้ว่าสิ่งที่นายบรรหารบอกว่านายอภิสิทธิ์ “ทำไม่หมด” นั้นไม่เกี่ยวกับเรื่องไปเที่ยวที่ไหน แต่เป็นเรื่องของสัญญาที่เคยให้ไว้กับพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อครั้งที่ประชาธิปัตย์ไปเชิญพรรคร่วมมาจัดตั้งรัฐบาลได้รับปากเอาไว้ใน เรื่องของ “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 237”

เรื่องนี้ต่างหากที่นายอภิสิทธิ์ “ไม่ทำ” และเป็นเรื่องที่รับปากพรรคร่วมเอาไว้แต่ “ทำไม่หมด”

ซึ่งนายอภิสิทธิ์ก็ยอมรับออกมาเองเช่นกันว่า “ทำไม่ได้” ด้วยการระบุถึงการแก้ไขมาตรา 237 ว่า “เรื่องการแก้ไขมาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญ ต้องยึดถือความถูกต้องของบ้านเมือง ทำไม่ได้ เพราะวันนั้นพรรคประชาธิปัตย์มีคดียุบพรรคอยู่ ตนไม่อาจเป็นนายกฯที่จะไปออกกฎหมายล้างความผิดเพื่อให้ตัวเองหลุดคดีได้ฉะนั้นหากจะโกรธเคืองกันก็ต้องยอม เพราะต้องยึดหลักการตรงนี้เพื่อความถูกต้อง”

แปลไทยเป็นไทยว่า “นายบรรหารจะให้ออกกฎหมายล้างความผิดให้ตัวเอง จึงทำไม่ได้” (เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่ใครหรือไม่?)

ปฏิกิริยาของนักการเมืองด้วยกันเองต่อการรักษาคำพูดของนายกรัฐมนตรีไม่ ได้จบแค่นายบรรหารเท่านั้นแม้แต่พรรคภูมิใจไทยที่เคยร่วมเป็นกำลังหลัก เปลี่ยนขั้วมาจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันก็เริ่มจะมองว่านอกจากการ “ทำไม่หมด” หรือ “ทำให้ไม่ได้” แล้ว การ “ไม่ทำ” เลยของพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นปัญหา

ป้ายโฆษณาหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยที่มีคำขวัญว่า “พูดแล้วทำ” มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ใช่แค่การแขวะหรือเสียดสี ปชป. แต่เป็นการไม่ต้องการติดภาพ“ดีแต่พูด” มาจาก ปชป.

การ “ไม่ทำ” เลยนั้นสะท้อนออกมาจากปฏิกิริยาของประชาชนทั่วไปในการลงพื้นที่หาเสียงของ พรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงโพลหลายสำนักที่ชี้ชัดว่าพรรคเพื่อไทยดูจะได้รับความเชื่อถือมากกว่า

ไม่ใช่เพราะนโยบายหาเสียง แต่เพราะผลงานที่ผ่านมาในยุครัฐบาลพรรค “ไทยรักไทย” ว่า “คิดได้ พูดได้ ทำได้จริง”

ความจริงข้อนี้ทำให้ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะผลิตวาทกรรมประเภทใดออกมา ไม่ว่าจะเป็นถูกกลั่นแกล้งถูกขัดขวางการหาเสียง ฯลฯ ก็จุดไม่ติด เพราะประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่เชื่อถือนายอภิสิทธิ์ในเรื่องของการรักษา คำพูด

ปัญหาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์ในวันนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าจะพูดอะไรอีกต่อไปแต่อยู่ที่ว่า

“พูดแล้วจะมีใครเชื่ออีกหรือเปล่า”

อย่าว่าแต่ประชาชนเลย แม้แต่นักการเมือง “เขี้ยวลากดิน” ด้วยกันก็ยังเข็ด!

ที่มา : โลกวันนี้รายวัน 2 มิถุนายน 2554



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s