ประชาธิปัตย์ ‘นอมินีอีลิต’?

ตั้งแต่พรรคเพื่อไทยประกาศตัวผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บรรยากาศทางการเมืองก็ร้อนแรงขึ้นมาทันที โดยเฉพาะจากฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ที่พากันใช้ความถนัดจัดเจนหรือพฤติกรรม เดิมๆออกมากล่าวหา ตั้งแต่ประวัติส่วนตัว รวมถึงข้อกล่าวหาสำคัญเรื่องเป็น “นอมินี” ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์มีสถานะเป็นตัวแทนของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แถมยังกล่าวหาว่าเข้าสู่การเลือกตั้งเพื่อจะนำ พ.ต.ท.ทักษิณกลับบ้านเป็นด้านหลักอีกด้วย

ความจริงปัญหาเรื่องนอมินีถือเป็นคำกล่าวที่ถูกต้อง แต่ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าในภาวะความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน สาเหตุหลักคือกลุ่มผู้มีอำนาจที่แท้จริงต่างก็ใช้นอมินี หากพูดกันตรงไปตรงมากล่าวหาว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ พรรคประชาธิปัตย์เองก็ต้องยอมรับด้วยว่าเป็นนอมินีของกลุ่มอีลิต แล้วยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีความเลวร้ายยิ่งกว่าอีก เพราะได้อำนาจมาจากการยึดอำนาจโดยตรง และใช้วิธีการฉ้อฉลจากอำนาจปากกระบอกปืน บังคับให้นักการเมืองบางส่วนร่วมจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร

ตรงข้ามกับพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นนายสมัคร สุนทรเวช นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ หรือท้ายสุด น.ส.ยิ่งลักษณ์ หากมองว่าเป็นนอมินีทั้งพรรคเพื่อไทยหรือพลังประชาชนในอดีตก็ทำเพื่อเจ้าของ พรรคตัวจริงคือ พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งเป็นฝ่ายถูกกระทำ จึงต้องอาศัยช่องว่างตามกระบวนการประชาธิปไตยเข้าสู่อำนาจโดยประชาชนเป็นผู้ เลือกเข้ามา

ดังนั้น ลักษณะการเป็นนอมินีจึงไม่เหมือนกัน พรรคประชาธิปัตย์เป็นนอมินีให้พวกกลุ่มน้อยที่อยากมีอำนาจ โดยมีอำนาจจากกระบอกปืนมาบังคับ ขณะที่พรรคเพื่อไทยต้องการให้ประชาชนเป็นผู้เลือก แต่จะเพราะเข้าอกเข้าใจในเนื้อหาหรือนโยบายของพรรคหรือไม่ก็ต้องพิจารณาใน บริบทการเป็นนอมินีด้วย

การจะมองปัญหาหรือวิเคราะห์เรื่องดังกล่าวจึงต้องเข้าใจรากเหง้าความขัด แย้งทางการเมืองที่ผ่านมาก่อน หากมองแค่ปรากฏการณ์หรือความรุนแรงที่เกิดขึ้นก็ไม่อาจสรุปได้ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดมาตลอด 4 ปีนั้นอาจสรุปได้ว่าเบื้องลึกแล้วเป็นความขัดแย้งและแก่งแย่งผลประโยชน์กัน ของกลุ่มทุนเก่าที่มีอำนาจทางการเมืองมาก่อน แต่พ่ายแพ้กลุ่มทุนใหม่อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจหรือการเมือง เมื่อกลุ่มทุนเก่าสู้ไม่ได้จึงหันไปขอความร่วมมือจากกลุ่มอีลิต ซึ่งเผอิญผลประโยชน์ตรงกันทั้งด้านอุดมการณ์ เศรษฐกิจ และการเมือง จึงเป็นปัญหาที่สั่งสมมาจนเกิดความรุนแรงและแบ่งข้างแยกสีจนปัจจุบัน

ต้นเหตุความขัดแย้งเพราะกลุ่มทุนเก่าไม่ยอมใช้แนวทางประชาธิปไตยต่อสู้ เมื่อปี 2549 กลุ่มทุนเก่าจึงใช้วิธีการเถื่อนและดิบสำหรับสังคมศิวิไลซ์คือทำรัฐประหาร ซึ่งโง่พออยู่แล้ว แต่ที่เลวกว่านั้นคือตั้ง “ผู้เฒ่า” ที่ไม่มีความสามารถมาบริหารประเทศในยุคโลกาภิวัตน์ เวลา 1 ปีกว่าจึงมีแต่ความเสื่อม จนต้องมีการเลือกตั้งใหม่โดยไม่มีการแก้ปัญหาด้านโครงสร้างอำนาจเลย

ครั้นพรรคพลังประชาชนได้อำนาจ กลุ่มอำนาจเดิมก็ไม่พอใจ จึงคิดแบบโง่ๆ ซ้ำซาก ระดมมวลชนมาเป็นเครื่องมือต่อสู้และให้กองทัพแสดงความขัดขืนหรือหลีกเลี่ยง จะปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รวมถึงใช้ระบบตุลาการภิวัฒน์ ซึ่งท้ายสุดก็กินเนื้อและทำลายสถาบันตุลาการ แม้จะสามารถทำให้นายสมัครและนายสมชายต้องหมดสภาพนายกรัฐมนตรีก็ตาม เพื่อให้รัฐบาลนอมินีบริหารบ้านเมืองต่อ

ยุคของนายอภิสิทธิ์จึงถูกมองว่าเป็นรัฐบาลนอมินีที่สืบทอดอำนาจการทำรัฐ ประหาร 2549 และเป็นนอมินีกลุ่มอีลิตที่ไม่สนใจจะลงเลือกตั้ง ไม่สนับสนุนระบอบประชาธิปไตย จึงใช้เครื่องมือทางกองทัพและสร้างวาทกรรม “ล้มเจ้า” มาทำลายฝ่ายตรงข้าม เพราะรู้ดีว่าสังคมไทยอ่อนไหวมากกับเรื่องนี้และมีอานุภาพร้ายแรงเหมือนใน ยุคนายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส ที่ถูกกระทำจนได้ผลมาแล้ว

แต่เมื่อผลที่เกิดขึ้นไม่เป็นไปอย่างที่ต้องการ เพราะประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารและเรียนรู้จากระบบสารสนเทศใหม่ๆมากขึ้น จึงเข้าใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดี การใส่ร้ายป้ายสีก็เสื่อมความขลังจนหมดสิ้น เหมือนเสียงตะโกนในอากาศที่ว่างเปล่า คนส่วนใหญ่รู้ว่าพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงไม่ได้ล้มเจ้า แต่มีความเคารพเทิดทูนและอยากให้ระบอบพระมหากษัตริย์เทียบเคียงได้อย่าง อังกฤษหรือญี่ปุ่น

กลุ่มนอมินีที่รวมหัวกันระหว่างทหารปัญญาทึบ เผด็จการ และบรรดานักวิชาการที่แวดล้อมพรรคประชาธิปัตย์ คือการพยายามสร้างวาทกรรมเพื่อทำให้ประชาชนที่ออกมาชุมนุมเรียกร้อง ประชาธิปไตยและความเป็นธรรมมีสภาพเป็น “ผู้ก่อการร้าย” เพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้กำลังปราบปราม ซึ่งเป็นจุดผิดพลาดที่พรรคประชาธิปัตย์เองก็คาดไม่ถึง เพราะบ้านเมืองยังมีเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีกลุ่มผู้ก่อการร้ายจากภายนอกชักจูงให้คนไทยมุสลิม ก่อการร้าย แต่รัฐบาลก็ไม่สามารถแก้ปัญหาและจับแกนนำได้จริงๆได้เลย จึงเรียกกลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้เพียง “ผู้ก่อความไม่สงบ” หรือ “เหตุการณ์ความไม่สงบ” ไม่ใช่ “การก่อการร้าย”

แต่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังผิดพลาดอีกเมื่อมีการสังหารประชาชนถึง 91 ศพในเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภา” ซึ่งสื่อต่างประเทศ รวมถึงรัฐบาลญี่ปุ่นและอิตาลีต่างก็จี้ให้รัฐบาลไทยเร่งผลการสอบสวนการเสีย ชีวิตของผู้สื่อข่าวของตน เพราะมีทั้งภาพข่าว คลิปวิดีโอ และพยานชัดเจนว่ามีการใช้กำลังทหารปราบปรามและทำให้ประชาชนเสียชีวิตอย่าง ไร้เหตุผล

วันนี้คนไทยทุกคนจึงต้องคิดอย่างละเอียดรอบคอบว่าระหว่างความเป็นนอมิ นีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กับความเป็นนอมินีของพรรคประชาธิปัตย์นั้นแตกต่างกันอย่างไร รัฐบาลที่มาจากปากกระบอกปืนกับรัฐบาลที่มาจากประชาชน ใครดีใครเลวกว่ากัน อำนาจพิเศษที่คุ้มหัวแล้วยังเข่นฆ่าประชาชนอีก?

พรรคประชาธิปัตย์จึงน่าจะเลิกพูดคำว่า “นอมินี” ได้แล้ว หรือแม้แต่การขุดคุ้ยเรื่องส่วนตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ขึ้นมานั้น ในที่สุดก็จะสะท้อนกลับไปที่พรรคประชาธิปัตย์ว่าใครเลวกว่า!!

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 312 วันที่ 28 พฤษภาคม – 3 มิถุนายน พ.ศ. 2554 หน้า 10
คอลัมน์ : ทหารใหม่วันนี้
โดย : ชายชาติ ชื่นประชา



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s