แรงจริงๆ!! ยิ่งลักษณ์

“เราพูดกันอยู่เหมือนกันว่าขอให้พี่น้องเสื้อ แดงระวัง เพราะยิ่งเราอยากได้ชัยชนะ เราก็ต้องยิ่งระวังมากขึ้น ก็อาจมีบางคนที่ไม่ได้เป็นเสื้อแดงและปลอมเข้ามาเป็นเสื้อแดงเพื่อมาทำสิ่ง เลวร้าย นี่คือความรุนแรงอย่างหนึ่ง”

นางฐิติมา ฉายแสง ผู้สมัคร ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย ยอมรับว่าเป็นห่วงเรื่องคนเสื้อแดงที่ยังออกมาต่อต้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ พรรค ประชาธิปัตย์ เพราะอาจนำไปสู่การยุบพรรคเพื่อไทยได้ ยิ่งพรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมากและสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะกลุ่มอำนาจเก่าหรือ “มือที่มองไม่เห็น” ต้องสกัดกั้นทุกวิถีทาง

“ความจริงแล้วเราไปทำอะไรได้ยากเหมือนกัน เพราะเราไม่ได้อยู่ในฝ่ายที่มีอำนาจอะไรเลย เราเป็นฝ่ายที่น่าจะเรียกว่าถูกกระทำ เราก็ปกป้องตัวเองแค่เพียงว่าเราเองอย่าไปทำผิด อย่างที่พูดกับพรรคพวกเพื่อนฝูงว่าพวกเรารู้การเมืองมาก แต่บางทีเราไปตายน้ำตื้น กฎหมายง่ายๆเราควรจะรู้ คือเราเป็นฝ่ายป้องกันตัวเองอยู่ตลอดเวลา แต่เราไม่มีสิทธิที่จะไปรุกเขา หรือจะไปห้ามปรามเขา เราไม่มีอำนาจตามนั้น”

นางฐิติมาพูดถึงกระแสโจมตี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ลงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยกับนายอภิสิทธิ์ว่าเป็นโคลนนิ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่าเป็นโคลนนิ่งที่นำสิ่งดีๆมาให้ประเทศไทย และดีกว่า “โคลนนิ่งอำมาตย์” ที่จ้องแต่ปฏิวัติรัฐประหารที่ทำให้ประเทศชาติยิ่งถอยหลังเข้าคลอง

“แดง-แม้ว” ดิสเครดิตเพื่อไทย

ความเห็นของนางฐิติมาถึง “มือที่มองไม่เห็น” เพื่อสกัดพรรคเพื่อไทยไม่ให้เป็นรัฐบาล โดยเฉพาะการใช้กลไกรัฐหรือกระบวนทางกฎหมายนั้น จึงสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ซึ่งที่ผ่านมากว่า 2 สัปดาห์พรรคประชาธิปัตย์พยายามนำเรื่องนิรโทษกรรมให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณและแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อ ต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ยังอยู่ระหว่างการดำเนินคดีข้อหา “ก่อการร้าย” และ “ล้มเจ้า”

รวมถึงกรณีคนเสื้อแดงส่วนหนึ่งชูป้ายประณามและขับไล่นายอภิสิทธิ์ระหว่าง หาเสียงมาโจมตีพรรคเพื่อไทย ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ความเห็นว่าหากแค่ชูป้ายและขับไล่ก็ไม่ถือว่ากระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่นายอภิสิทธิ์ ก็แสดงความไม่พอใจและถากถางกลับว่าต้องรอให้ หัวร้างข้างแตกก่อนหรืออย่างไรจึงจะมีความผิด

“แดงเทียม” จ้องป่วน!

อย่างไรก็ตาม แกนนำ นปช. และพรรคเพื่อไทยก็ขอร้องให้คนเสื้อแดงเลิกการต่อต้านดังกล่าว ทั้งยังวิตกว่าอาจมีการสวมรอยนำ “แดงเทียม” เพื่อสร้างสถานการณ์ใส่ร้ายป้ายสีพรรคเพื่อไทยเพื่อนำไปฟ้องร้องให้ยุบพรรค เพื่อไทย

อย่างที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้สมัคร ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. กล่าว ถึงคนเสื้อแดงว่า ไม่มีความจำเป็นที่คนเสื้อแดงจะต้องทำเช่นนั้นหรือล้มการเลือกตั้ง เพราะทุกคนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ทั้งขณะนี้ก็มีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาต่อต้านนาย อภิสิทธิ์อยู่แล้ว ตรงกันข้ามคนเสื้อแดงต้องระวังไม่ให้ตกเป็นแพะให้ฝ่ายตรงข้ามนำไปสร้าง สถานการณ์แทรกซ้อนขึ้นมาได้ คนเสื้อแดง ตัวจริงจึงไม่ไปปั่นป่วนการเลือกตั้ง แต่ที่น่าวิตกคือ “แดงเทียม” ที่บางพรรคถนัดทำเรื่องแบบนี้

ฟ้อง “สุเทพ”-ยุบ ปชป.

ส่วนกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 17 และ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทยเป็นผู้ก่อการร้าย แม้ต่อมาจะบอกว่าไม่ได้หมายถึงผู้สมัครพรรคเพื่อไทยทุกคนเป็นผู้ก่อการร้าย แต่ให้ประชาชนได้ตั้งข้อสังเกตและพิจารณาว่าในบรรดาผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อประมาณ 22 คนนั้น บางคนมีพฤติกรรมที่เกี่ยวกับเรื่องการก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมืองอย่างชัดเจน เช่น นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นต้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องการใส่ร้าย แต่คนไทยทั้งประเทศเห็นภาพการกระทำของคนกลุ่มนี้ว่ากระทำการอย่างไม่กลัว เกรงกฎหมายบ้านเมือง ประกาศชักชวนให้คนไปเผาบ้านเมือง เผาศาลากลาง และชักชวนคนไปปล้นทรัพย์ ซึ่งมีการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน และสื่อก็นำข่าวไปเผยแพร่ทั้งทางโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ ซึ่งตนก็เก็บรวบรวมหลักฐานเหล่านี้ไว้ทั้งหมด

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เดินทางมายื่นหนังสือที่สำนักงาน กกต. เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ให้ตรวจสอบการกระทำของนายสุเทพว่าเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 53 (5) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง กรณีกล่าวหาใส่ร้าย น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายจตุพร นายณัฐวุฒิ นายเหวง โตจิราการ และผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งทำให้เสียความนิยมในพรรคและตัวผู้สมัคร

ด้านนายณัฐวุฒิกล่าวว่า จะติดตามความคืบหน้าว่า กกต. จะดำเนินการกับนายสุเทพอย่างไร เพราะการกล่าวหาใส่ร้ายผู้สมัครและพรรคการเมืองในช่วงหาเสียงเลือกตั้งมี ความผิดถึงขั้นยุบพรรค ถือว่าคำพูดของนายสุเทพได้นำพิษภัยมาสู่พรรคตัวเอง ที่สำคัญการต่อสู้ในคดียังไม่ถึงที่สุด

ยื่นฟ้อง “ธาริต” กระทำโดยมิชอบ

นอกจากนี้นายณัฐวุฒิยังกล่าวถึงกรณีที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมเรียกแกนนำ นปช. 19 คน ไปรับทราบข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 112 และ 116 ว่าด้วยความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ โดยการล่วงละเมิดต่อสถาบันในวันที่ 2 มิถุนายน และจะสั่งให้ทั้ง 19 คนไปรายงานตัวต่อศาลอาญาในวันเดียวกันเพื่อยื่นคำร้องขอฝากขังพร้อมคัดค้าน การประกันตัว เพราะผู้ถูกกล่าวหาหลายคนมีรายชื่อตรงกับผังขบวนการล้มเจ้าของศูนย์อำนวยการ แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่เคยนำมาร้องทุกข์กับดีเอสไอก่อนหน้านี้ว่าเป็นการรับส่งลูกเป็นทอดกับนาย สุเทพ การกระทำของนายธาริตจึงขัดต่อกฎหมาย เพราะศาลก็พิจารณาว่าพวกตนไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าว

“นี่เป็นการกระทำตามมาตรา 57 ของกฎหมายเลือกตั้ง ที่ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายกระทำการ ใดๆเพื่อเป็นคุณเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง เพราะการกระทำของนายธาริต กระทำโดยมิชอบ”

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า การเร่งรีบแจ้งข้อกล่าวหาของนายธาริตในช่วงเลือกตั้งทำให้ดูเหมือนว่าพรรค เพื่อไทยเต็มไปด้วยพวกละเมิดสถาบัน จึงถือเป็นการใส่ร้ายที่จะมีผลต่อคะแนนเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยจึงจะยื่นฟ้องนายธาริตต่อ กกต. เช่นกัน

ส่วนนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธาน นปช. เห็นว่าดีเอสไอใช้อำนาจไม่ถูกต้อง ทั้งการจับกุมแกนนำ นปช. เข้าคุกก็ไม่ใช่ทางออกที่จะทำให้บ้านเมืองสงบสุข หากไม่มีแกนนำ กลุ่มคนเสื้อแดงที่มีอยู่ทั่วประเทศก็จะกระจัดกระจายไม่มีคนคุม เมื่อมีการชุมนุมตามสถานที่ต่างๆ ก็อาจเสี่ยงต่อความรุนแรง ดีเอสไอควรมองภาพรวมปัญหาของประชาชนในขณะนี้ว่าต้องการอะไร

“ธาริต” ขู่อาจฟ้องกลับ

ขณะที่นายธาริตออกมาตอบโต้นายณัฐวุฒิที่ระบุว่าตนออกหมายเรียกแกนนำ นปช. ให้มารับทราบข้อกล่าวหาคดีละเมิดสถาบันว่ามีการรับลูกและสั่งการเป็นทอดๆว่า แกนนำ นปช. กระทำผิดกฎหมายบ้านเมืองในคดีก่อการร้าย ซึ่งอัยการได้ส่งฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลแล้ว นอก จากนี้ยังมีคดีคู่ขนานคือกระทำเข้าข่ายผิดกฎหมาย ดีเอสไอก็จำเป็นต้องดำเนินคดี แกนนำ นปช. จึงไม่ควรมาติติงเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งเป็นข้าราชการประจำทำหน้าที่บังคับใช้ กฎหมาย โดยไม่ดูว่าใคร เป็นผู้ก่อเหตุหรือต้นเหตุของการละเมิดกฎหมายบ้านเมือง ถ้าดีเอสไอไม่ทำแล้วใครจะทำ ซึ่งดีเอสไอทำหน้าที่รักษากฎหมายตามปรกติ

นายธาริตกล่าวถึงความรู้สึกของตนเองว่า ขณะนี้มีปรากฏการณ์แปลกๆ คือเมื่อใครกระทำผิดกฎหมายจะหันไปลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. เพื่อให้มีเอกสิทธิ์คุ้มครองทางการเมือง โดยเฉพาะคดีก่อการร้ายมีให้เห็นแล้ว ผู้ที่เป็นจำเลยในคดีหลายคนด้วยกัน อาจทำให้การดำเนินคดีมีปัญหาได้ ในฐานะที่เป็นผู้บังคับใช้กฎหมายยืนยันว่าทำงานตามหน้าที่และไม่ได้ท้าทาย ฝ่ายการเมือง ตราบใดที่ยังมีหน้าที่อยู่ก็จะทำหน้าที่ต่อไป ไม่ได้รู้สึกท้อแท้หรือหวาดกลัวคำขู่หรือคำวิจารณ์ แต่อยากเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอคนอื่นๆด้วย

“ถือเป็นการวิพากษ์ที่รุนแรงว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง ยืนยันว่าไม่เคยรับออเดอร์จากฝ่ายการเมืองหรือรัฐบาลปัจจุบัน เราทำตามหน้าที่ ซึ่งคงไม่ฟ้องร้องดำเนินคดี แต่ถ้ามีการก้าวล่วงหรือละเมิดมากไปกว่านี้ ผมอาจพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายก็ได้”

ยิ่งลักษณ์ฟีเวอร์!

ระยะเวลาแค่ 2 สัปดาห์ของการเปิดตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นคู่ชกนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ กระแสการเมืองก็พุ่งไปที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์แทบทุกการเคลื่อนไหว หรืออาจเรียกว่า “ยิ่งลักษณ์ฟีเวอร์” ก็คงไม่ผิด ไม่ใช่กระแสโจมตีเรื่องส่วนตัวที่พรรคประชาธิปัตย์นำมาโจมตีตั้งแต่วันแรก หรือกรณีจะนำ พ.ต.ท.ทักษิณกลับบ้านเกิดอย่างไร ซึ่งถือเป็นกระแสที่ท้าทาย น.ส.ยิ่งลักษณ์อย่างมากว่าเหมาะสมและมีความสามารถที่จะเป็น “นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย” หรือไม่

แม้แต่โพลสำนักต่างๆก็ได้ผลสำรวจคล้ายกันว่าพรรคเพื่อไทยจะได้ ส.ส. มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ แต่ก็ไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ ทั้งที่คนส่วนใหญ่ต้องการให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยก็ตาม

อย่างกรุงเทพโพลล์ที่สำรวจความคิดเห็นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน เขตกรุงเทพฯระหว่างวันที่ 20-22 พฤษภาคม พบว่าพรรคเพื่อไทยได้คะแนนนิยมมากที่สุด 25% พรรคประชาธิปัตย์ 14% แต่อีก 52% ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคใด ส่วนคำถามที่ว่าอยากได้ใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ปรากฏว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ 26.9% นายอภิสิทธิ์ 17.4% อีก 49.2% ยังไม่แน่ใจ

ขณะที่พรรคเพื่อไทยเปิดเผยโพลของพรรคช่วงเดือนพฤษภาคมก่อนการเปิดตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่าคะแนนของพรรคพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะ ความล้มเหลวของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยประเมินเบื้องต้นว่า ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์จะได้ 60-65 ที่นั่ง ส.ส.เขต ภาคเหนือ จะได้ 53-57 ที่นั่ง ภาคอีสาน 93-107 ที่นั่ง ภาคกลาง 35 ที่นั่ง กรุงเทพฯ 12-15 ที่นั่ง และภาคใต้ 5 ที่นั่ง รวมทั้งหมดมากถึง 260-270 ที่นั่ง

“ยิ่งลักษณ์” แรงจริง แต่…?

เสียงสนับสนุนที่ดีวันดีคืนของพรรคเพื่อไทยและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ยิ่งทำให้พรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มอำนาจที่ไม่ต้องการให้ พรรคเพื่อไทยมีอำนาจยิ่งหากลยุทธ์ต่างๆมาสกัดกั้นให้ได้มากที่สุด ซึ่งก็มีแต่วาทกรรมเก่าๆที่ประชาชนเองก็เบื่อหน่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการนิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ หรือคดีของคนเสื้อแดง

ส่วนจุดอ่อนที่จะดิสเครดิต น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ยังวนเวียนอยู่กับเรื่องส่วนตัว เรื่องในอดีต ขณะที่พื้นที่สื่อทุกสำนัก (ยกเว้นสื่อรัฐ) กลับเกาะติด น.ส.ยิ่งลักษณ์ทุกเรื่อง ทุกฝีก้าว ไม่ใช่แค่วิสัยทัศน์ทางการเมืองหรือความรู้ความสามารถว่าสู้นายอภิสิทธิ์ได้ หรือไม่ แต่ยังนำเสนอนโยบายที่พรรคประชาธิปัตย์ตามแทบไม่ทัน

ที่สำคัญแม้แต่การหาเสียงของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็กลายเป็นสีสันทางการเมืองที่ประชาชนอยากรู้และเห็นบรรยากาศ ที่แท้จริง ตรงข้ามกับพรรคประชาธิปัตย์แม้จะมีนายอภิสิทธิ์ที่ถือว่ามีแม่ยกพ่อยกไม่ น้อย แต่กลับไม่มีสีสันอะไรใหม่นอกจากคำพูดหาเสียงเดิมๆว่าไม่ได้เป็นรัฐบาลหุ่น เชิดที่ล้มเหลว หรือดีแต่พูด

อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะได้เป็นรัฐบาลหรือ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี หากพรรคเพื่อไทยไม่ได้ ส.ส. เกินกึ่งหนึ่ง หรือ 250 เสียงขึ้นไป ก็คงไม่สามารถส่งให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรีได้ และพรรคเพื่อไทยแม้จะได้เสียงมากที่สุดก็ไม่มีทางได้เป็นรัฐบาล

อย่างที่นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวอย่างเชื่อมั่นว่า แม้พรรคเพื่อไทย จะได้ ส.ส. มากที่สุด น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ไม่ได้เป็นนายก รัฐมนตรี เพราะไม่สามารถฝืนกระแสสังคมได้ เนื่องจากจะทำให้เกิดความแตกแยกเหมือนเมื่อครั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณผลักดันนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี จึงคิดว่า พ.ต.ท.ทัก-ษิณอาจตัดสินใจเปลี่ยนตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นบุคคลอื่น แต่ยอม รับว่าการชู น.ส.ยิ่งลักษณ์ขึ้นมาในขณะนี้ทำให้กระแสและคะแนนของพรรคเพื่อไทยเพิ่มขึ้น

ในขณะที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เชื่อว่าบุคลิกของ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะชนะใจประชาชน เพราะเก่งและเรียนรู้ได้เร็ว มีความจริงใจ มีสปิริต คำถามอะไรตอบได้หมด ไม่ปิดบังความจริง แต่สุดท้ายก็อยู่ที่ประชาชนจะตัดสินเอง

สังเวียนเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ธรรมดา เพราะไม่ใช่แค่สงครามครั้งสุดท้ายของ พ.ต.ท.ทักษิณเท่านั้น แต่ยังเป็นการต่อสู้ระหว่าง “พลังประชาชนบริสุทธิ์” กับ “อำนาจพิเศษอำมหิต”

จึงไม่แปลกแม้พรรคเพื่อไทยจะชนะคะแนน แต่เป็นไปได้ว่า…พรรคประชาธิปัตย์จะถูกชูมือให้เป็นผู้ชนะฟาวล์อีกครั้ง!!?

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 312 วันที่ 28 พฤษภาคม – 3 มิถุนายน พ.ศ. 2554 หน้า16
คอลัมน์ : ฟังจากปาก
โดย : ทีมข่าวรายวัน



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s