วิเคราะห์บันทึก ‘มาร์ค’ สะท้อนความรู้สึกโดดเดี่ยวคุมสถานการณ์ไม่ได้

นักวิชาการวิเคราะห์บันทึก “อภิสิทธิ์” ที่เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ค สะท้อนให้เห็นว่ากำลังถูกโดดเดี่ยว และเริ่มคุมปัจจัยต่างๆให้เอื้อกับฝ่ายตัวเองไม่ได้ แถมยังเป็นการปิดโอกาสตัวเองกลับเข้าทำเนียบ เพราะจะหาคนร่วมทำงานด้วยยากในอนาคต ข้องใจท่าทีที่แสดงออกต่อสื่อต่างประเทศแตกต่างกับการแสดงออกต่อคนไทยอย่างสิ้นเชิง หลังพบให้สัมภาษณ์สื่อนอกว่ากำลังเจรจากับเพื่อไทย เพื่อหาทางทำงานร่วมกันหลังเลือกตั้ง “ชุมพล” ยัวะไม่ให้เกียรติพรรคร่วมรัฐบาล เผยหากไม่ถูกอำนาจนอกระบบบีบให้หนุนประชาธิปัตย์ไม่มีทางไปร่วมงานด้วยแน่นอน “ณัฐวุฒิ” ยุให้เขียนออกมาอีก เพราะเป็นใบเสร็จมัดคอและประจานตัวเองว่าทำอะไรเอาไว้บ้าง

หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เขียนบันทึกจากใจถึงคนไทยทั้งประเทศ เผยแพร่ผ่านทางเฟซบุ๊คส่วนตัวจำนวน 2 ตอน ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความโดดเดี่ยวของนายอภิสิทธิ์ที่ไม่สามารถสื่อสารกับคนทั้งประเทศ จึงเลือกที่จะสื่อสารกับผู้สนับสนุนตัวเองผ่านทางเฟซบุ๊ค

“อภิสิทธิ์” กำลังรู้สึกโดดเดี่ยว

“สะท้อนให้เห็นความรู้สึกโดดเดี่ยวในตัวนายอภิสิทธิ์ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาไปปราศรัยหาเสียงที่ไหนไม่ค่อยปรากฏเป็นข่าว เพราะไม่มีเนื้อหาสาระที่โดดเด่น เป็นการแสดงให้เห็นว่านายอภิสิทธิ์กำลังควบคุมปัจจัยต่างๆไม่ได้”

ดร.พิชญ์กล่าวอีกว่า ข้อเขียนทั้ง 2 ตอนไม่เป็นผลดีกับนายอภิสิทธิ์เอง ต่อไปจะหาคนทำงานร่วมด้วยลำบากมากขึ้น เพราะเป็นไปในลักษณะโยนความผิดให้คนอื่น ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นว่าแม้จะเป็นนายกรัฐมนตรีก็ไม่มีอำนาจจัดการอะไรเลย

งงพูดกับสื่อนอกต่างกับคนไทย

ดร.พิชญ์กล่าวอีกว่า งงกับท่าทีของนายอภิสิทธิ์ที่มักพูดผ่านสื่อต่างประเทศแตกต่างกับการพูดหรือแสดงออกกับสื่อในประเทศ โดยล่าสุดให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ ยอมรับว่ากระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงความขัดแย้งทางการเมืองเมื่อปีที่แล้วมีความล่าช้า และบอกว่ากำลังเจรจากับพรรคเพื่อไทยว่าจะร่วมกันทำงานได้อย่างไรหลังการเลือกตั้ง ซึ่งต่างจากการพูดกับคนในประเทศที่ไม่เคยบอกว่าจะปรองดองกับใคร นอกจากบอกว่าต้องเดินหน้าตามกฎหมาย

นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลลำบากใจ พูดออกมาได้อย่างไรว่าที่ดึงพรรคต่างๆมาร่วมรัฐบาลเพราะไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่านี้ ถือว่าไม่ให้เกียรติพรรคร่วมรัฐบาล

“ชุมพล” แฉถูกบีบหนุนประชาธิปัตย์

“ทั้งการให้สัมภาณ์และข้อความที่เขียนในเฟซบุ๊คเป็นเรื่องไม่ควรทำ ไม่ใช่ว่าพรรคชาติไทยพัฒนาอยากไปร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ หากไม่มีการบีบบังคับเราไม่ไปร่วมด้วยแน่นอน แต่นี่เราถูกบีบด้วยพลังที่เราไม่อาจต้านทานได้ ต้องจำใจมาร่วม อยากสะกิดเตือนไว้หน่อยเราต้องการความสงบก่อนการเลือกตั้ง มีปัญหากับฝ่ายค้านแล้ว อย่าทำอะไรให้มีปัญหากับพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง”

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะกระทบต่อความร่วมมือกันวันข้างหน้าหรือไม่ นายชุมพลกล่าวว่า ยังถือเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่อยากเตือนเอาไว้ก่อนพูดอะไรควรคิดก่อน และต้องให้เกียรติกัน

“อภิสิทธิ์” เขียนบันทึกเอาแต่ได้

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า บันทึกทั้ง 2 ตอนของนายอภิสิทธิ์เป็นการพูดเอาแต่ได้ ที่บอกว่าหากได้เป็นนายกฯอีกจะยอมขาดทุนเพื่อให้ประเทศได้กำไรนั้นไม่จริง เพราะนายอภิสิทธิ์กับพรรคประชาธิปัตย์ได้กำไรมามากแล้วจากช่วง 2 ปีกว่าที่ผ่านมา

“พรรคที่แพ้เลือกตั้งแต่ได้เป็นรัฐบาลเพราะมีอำนาจพิเศษมาจัดการให้ยังไม่เรียกว่าได้กำไรอีกหรือ รัฐบาลที่ฆ่าประชาชนจำนวนมากแต่ยังอยู่ต่อมาได้อีกเป็นปีอย่างนี้ ยังไม่กำไรอีกหรือ แต่เป็นกำไรบนความขาดทุนอย่างย่อยยับของประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม”

ผสมไม่เลือกเพราะอยากเป็นรัฐบาล

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ที่นายอภิสิทธิ์อธิบายส่วนผสมการจัดตั้งรัฐบาลที่มีนักการเมืองหลายประเภทรวมตัวกันว่า ตัวผู้เล่นมีเท่านี้ไม่สามารถเปลี่ยนตัวได้ เพราะคนที่มีอำนาจเปลี่ยนตัวคือประชาชน หากนายอภิสิทธิ์เข้าใจ ควรยอมรับว่าประชาชนไม่ได้เลือกนายอภิสิทธิ์มาเป็นรัฐบาล แต่มาเป็นรัฐบาลด้วยวิธีพิเศษ ที่อ้างว่าเลือกผู้เล่นไม่ได้ไม่จริง แต่ไม่คิดจะเลือก เพราะต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เป็นรัฐบาลมากกว่า

“บันทึกที่นายอภิสิทธิ์เขียนถือเป็นใบเสร็จชั้นดีที่มัดตัวเองในหลายเรื่อง เช่น เรื่องบอกว่าเคารพกฎหมาย ทุกคนต้องเสมอภาค แต่ก็ยอมรับว่าไปพบเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ และรู้ผลคดีก่อนว่าจะยุบพรรคพลังประชาชน ก่อนตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ก็พบกัน จึงไม่รู้ว่ารู้ก่อนล่วงหน้าด้วยใช่หรือไม่ว่าจะไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ยิ่งเรื่องทุจริตไม่ต้องพูดถึง รัฐบาลนี้เอกชนโอดโอยมากที่สุดว่ากินหัวคิวกันหนัก เรียกรับ 30-50% ของมูลค่าโครงการ แล้วยังมีหน้ามาอวดว่าต่อต้านทุจริต เรื่องที่รัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์หลายคนลาออกไม่ใช่เรื่องแสดงความรับผิดชอบ แต่มันจวนตัวเลยต้องโดดหนีก่อนมากกว่า”

เพื่อไทยชนะไม่ได้เป็นรัฐบาล

รศ.อัษฎางค์ ปาณิกบุตร นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาสตร์ กล่าวว่า ยิ่งใกล้เลือกตั้งกลุ่มที่ต่อต้านพรรคเพื่อไทยจะเคลื่อนไหวหนักขึ้น ต้องทำทุกรูปแบบเพื่อไม่ให้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง หรือชนะแต่ไม่ให้ตั้งรัฐบาล

“แม้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งก็ยากที่จะตั้งรัฐบาล เพราะเชื่อว่าจะมีกลไกอำนาจรัฐเชื่อโยงกับองค์กรอิสระต่างๆ เพื่อสกัดกั้นพรรคเพื่อไทย ถ้าเล่นกับตามกติกา ปล่อยการเมืองตามธรรมชาติ พรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาลได้แน่นอน”

“เสนาะ” ได้พรรคร่วมงานแล้ว

นายเสนาะ เทียนทอง ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย มั่นใจว่าหลังเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแน่นอน หากไม่ได้เสียงเกินครึ่งก็มีพรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่จับมือเป็นพันธมิตรกันไว้แล้ว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ที่ยังมีคนเสื้อแดงมาต่อต้านเวลาลงพื้นที่หาเสียงเพราะต้องการแย่งพื้นที่ข่าว การมาคุยมาสอบถามเป็นเรื่องที่ทำได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็พยายามเข้าไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่การมาขัดขวางการหาเสียงเป็นเรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ ส่วนตัวเห็นว่ากระบวนการที่มาขัดขวางเป็นเรื่องของการแบ่งงานกันทำ

“อภิสิทธิ์” อ้อนเลือก ปชป. ก้าวข้ามขัดแย้ง

“จะพยายามอดทนหากมากันเองตามธรรมชาติพร้อมชี้แจง แต่หากจัดตั้งมาก็ต้องหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา อยากให้ประชาชนช่วยกันพิจารณาว่ากลุ่มเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยเป็นพวกเดียวกันหรือไม่ และทำการเมืองแบบไหน การเอามวลชนมาต่อต้านขัดขวางไม่ใช่ประชาธิปไตย” นายอภิสิทธิ์กล่าวและว่า หากประชาชนต้องการก้าวข้ามความขัดแย้ง เพราะต้องการสร้างความปรองดองภายใต้กรอบกฎหมาย ต้องเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ทุกเสียงที่ลงให้พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นเสียงที่ยืนยันว่าสังคมต้องการก้าวพ้นความขัดแย้งเกี่ยวกับเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เรื่องเกี่ยวกับคนเสื้อแดง

ยันข้อความในเฟซบุ๊คเป็นความจริง

นายอภิสิทธิ์ระบุว่า ไม่ขอตอบโต้คนที่วิจารณ์บันทึกที่เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ค แต่ขอยืนยันว่าทุกข้อความเป็นความจริงทั้งหมด หวังว่าประชาชนจะใช้ดุลยพินิจในการพิจารณา

นายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 9 กรุงเทพมหานคร (กทม.) พรรคเพื่อไทย แถลงตอบโต้ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ที่กล่าวหาว่าพกอาวุธปืนข่มขู่เจ้าหน้าที่ทหารชุดเฉพาะกิจปราบปรามยาเสพติด 315 (ฉก.315) โดยนำภาพถ่ายในวันเกิดเหตุมายืนยันว่าไม่ได้พกอาวุธปืนอย่างที่ถูกกล่าวหา

ผู้สมัคร ส.ส.เพื่อไทยยันไม่ถูกแจ้งความ

“วันเกิดเหตุผมได้รับร้องเรียนจากชาวบ้านในพื้นที่ว่ามีทหารขับรถฮัมวีเข้ามา จึงเข้าไปสอบถามว่ามาทำอะไร และขอดูเอกสารที่เอามาแจกประชาชน พร้อมถ่ายภาพเอาไว้เป็นหลักฐาน เพื่อร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สอบว่าการกระทำดังกล่าวผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่ ไม่มีการยื้อแย่งเอกสาร พูดจาข่มขู่อย่างที่ถูกกล่าวหา และที่ว่าทหารไปแจ้งความเอาไว้นั้น ผมสอบถามตำรวจแล้วไม่มีการแจ้งความ แค่ให้ลงบันทึกประจำวันไว้เท่านั้น” นายไพโรจน์กล่าวและว่า หลังจากนี้จะไปแจ้งความดำเนินคดี พ.อ.สรรเสริญ เพราะเป็นการกล่าวหาเท็จ ทำให้ได้รับความเสียหาย

ติงทหารลงพื้นที่ช่วงเลือกตั้งไม่เหมาะ

นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า อยากให้ประชาชนพิจารณาดูว่าขณะที่กำลังมีการเลือกตั้ง มีการหาเสียง มีทหารลงไปในพื้นที่ปะทะคารมกับผู้สมัคร ส.ส. เป็นเรื่องสมควรหรือไม่

“ผมอยากรู้ว่ารัฐบาลและกองทัพคิดอย่างไร เพราะในช่วงเลือกตั้งควรให้นักการเมืองหาเสียงได้อย่างเต็มที่ ไม่ควรทำอะไรที่ทำให้เกิดปัญหา หรือให้คิดไปได้ว่าพยายามจะแทรกแซง”

“ยิ่งลักษณ์” เชื่อคุย ผบ.ทบ. หลังเลือกตั้ง

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย เชื่อว่าผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคจะชี้แจงข้อเท็จจริงกับประชาชนได้ และคงไม่มีผลกระทบอะไรกับคะแนนเสียงของพรรค มั่นใจว่าเรื่องนี้ไม่ทำให้พรรคกับกองทัพขัดแย้งกันมากขึ้น

ส่วนเรื่องที่ขอคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) นั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ไม่ได้เข้าไปคุยอะไรเป็นพิเศษ แค่อยากขอคำแนะนำ ส่วนที่ ผบ.ทบ. เกรงว่าให้พบพรรคเดียวจะไม่เป็นกลาง และต้องรอหลังเลือกตั้งนั้น ก็สุดแล้วแต่จะให้เข้าพบทุกพรรคก็เป็นเรื่องดี เชื่อว่าหลังเลือกตั้งคงได้คุยกัน

โฆษก ทบ. ไม่หนักใจถูกแจ้งความ

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ไม่กังวลที่นายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ จะแจ้งความดำเนินคดี เพราะการแถลงข่าวของตนชัดเจนว่าไม่ได้กล่าวหาว่านายไพโรจน์พกปืน แต่บอกว่าลูกน้องนายไพโรจน์เปิดชายเสื้อให้ดูว่ามีปืนเพื่อข่มขู่เจ้าหน้าที่ และกระชากเอกสารในมือเจ้าหน้าที่ไปอ่าน ถือเป็นการไม่ให้เกียรติ และขัดขวางการทำหน้าที่ จึงได้แจ้งความไว้แล้วที่สถานีตำรวจนครบาลหนองจอก ในข้อหาขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

โฆษกกองทัพบกยืนยันว่า ไม่มีความจำเป็นต้องแจ้งให้ กกต. รับทราบก่อนการลงพื้นที่ เพราะไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับการเลือกตั้ง แต่ไปทำเรื่องยาเสพติด และทำมาตั้งแต่ก่อนยุบสภา

ที่มา : โลกวันนี้รายวัน 10 มิถุนายน 2554



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s