นักเลงเขาไม่ทำกัน!

“พอเธอ (ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) ตัดสินใจมาเล่นการเมืองแบบ นี้ มันมีความเสี่ยงติดหลังอยู่เยอะ และเป็นปัญหาใน อนาคตได้ เมื่อตัดสินใจแล้วต้องพร้อมรับผิดชอบ ในซีกของผู้มีอำนาจ คุณมีเวลาที่จะดำเนินคดีตั้งเป็นปี คุณก็ไม่ทำอะไร ถ้าคุณขืนมาทำตอนนี้ ผมขอเตือน คุณอย่าทำ มันจะเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง มันอธิบายไม่ได้ มันเฉยมาเป็นปี พอลงสมัครแล้วก็มากล่าวโทษเขาอะไรต่ออะไรพวกนี้ มาใช้อำนาจ อย่างนี้มันไม่ได้ พูดตรงๆ นักเลงเขาไม่ทำกัน”

นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ให้สัมภาษณ์ทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2554 โดยให้ความเห็นเรื่องคุณสมบัติของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย เพื่อชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งยังเน้นคำว่า “เป็นไปไม่ได้” ที่จะนำเรื่องนี้มาเล่นงานกันทางการเมือง

กกต. ฟันธง “ยิ่งลักษณ์” ไม่ผิด

ขณะที่นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยืนยันว่า คดียึดทรัพย์ไม่กระทบคุณสมบัติของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะเรื่องยึดทรัพย์ไม่ใช่คดีอาญา แต่ถ้าถูกจำคุกมีผลแน่ ส่วนการให้การเท็จแล้วมีการดำเนินการเป็นคดีอาญาขึ้นมา ถ้าศาลพิพากษาให้จำคุกก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวถึงคุณสมบัติของตนว่า ทำตามกฎกติกาทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย “ก็อยากขอโอกาสดิฉันกับทีมพรรคเพื่อไทยได้เข้ามาแก้ปัญหาให้พี่น้อง ซึ่งเป็นปัญหาปากท้องที่เราอยากจะเห็น รวมถึงการสร้างรายได้ให้พี่น้องในระยะยาว”

ยอมรับเป็น “ขาประจำ”?

แต่เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน นายแก้วสรร อติโพธิ และ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน (กลุ่มคนเสื้อหลากสี) กลับออกมาเคลื่อนไหวในนามของ “เครือข่ายพลเมืองคัดค้านนิรโทษกรรมคอรัปชั่นทักษิณ (คนท.)” ได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ขอให้ติดตามการทำงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อัยการสูงสุด (อสส.) และคณะกรรมการกำกับหลัก ทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รวมทั้งจะเข้าร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อให้สอบสวนคุณสมบัติ น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่าแจ้งเท็จต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้การเท็จต่อ คตส. และเบิกความเท็จต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

นายแก้วสรรอ้างถึงเหตุผลที่ออกมาเคลื่อน ไหวในขณะนี้ว่าไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้ง แต่ผู้สมัครถูกพาดพิงในช่วงการเลือกตั้งถือเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่การใส่ร้ายป้ายสี ไม่ใช่การรังแก น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยอ้างว่าที่ก่อนหน้านี้ไม่ยื่นเรื่องเพราะยังไม่ทราบว่าพรรคเพื่อไทยจะเสนอใครเป็น นายกรัฐมนตรี ทั้งยังมองไปถึงจุดการเลือกตั้งว่าเป็นขั้นหนึ่งของประชามติที่จะกลายมาเป็น กฎหมู่ของตระกูลชินวัตร หากได้เสียงข้างมากก็จะผลักดันร่างกฎหมายนิรโทษกรรมเข้าสู่สภา เมื่อ มีความชัดเจนว่าเดินหน้าแผนหนึ่ง เราก็กล่าวโทษทันที เพื่อสกัดไม่ให้ใครมาออกกฎหมายนิรโทษกรรม เรื่องแบบนี้ไม่ต้องรอให้เลือกตั้งเสร็จ

นายแก้วสรรยอมรับว่าเป็น “ขาประจำ” ที่จะต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณประกาศ มาตลอดว่าจะพาตัวเองกลับบ้านภายใน 6 เดือน แต่หากจะนิรโทษกรรมให้คนเสื้อเหลืองและเสื้อแดงเพื่อให้เกิดความสมานฉันท์นั้น สามารถทำได้ เพื่อให้บ้านเมืองสงบและมีความปรองดอง

เช่นเดียวกับ นพ.ตุลย์ที่ยอมรับว่าเป็น “ขาประจำ” เพราะถือว่ากำลังล้างส้วมให้สะอาด จึงต้องมีคนลงมือทำ หากกลัวว่าจะโดนด่าแล้วไม่ทำก็ต้องเข้าห้องน้ำที่สกปรกต่อไป จึงยินดีจะทำ ใครจะด่าก็ด่าไป

“สนธิ” ชี้ผลงาน ปชป.

อย่างไรก็ตาม คำพูดของนายแก้วสรรกลับเป็นการประจานตัวเองว่าสับปลับ ปลิ้นปล้อน หรือ “เขียนด้วยมือลบด้วยเท้า” เพราะวันที่ 20 พฤษภาคม พูดอย่างหนึ่งว่านักเลงเขาไม่ทำกัน แต่วันที่ 7 มิถุนายนกลับพูดอีกอย่างหนึ่งว่าต้องทำเพื่อบ้านเมือง จนมีการตั้งคำถามว่ามีเบื้องหลังหรือทำเพื่อฝ่ายใดพรรคใดหรือไม่

ขนาดที่ว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ยังกล่าวว่า ไม่แปลกใจที่นายแก้วสรร นพ.ตุลย์ รวมถึงนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านพรรคเพื่อไทยและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยอ้างเรื่องการนิรโทษกรรม เพราะล้วนเป็นผลงานของพรรคประชาธิปัตย์

แต่นายแก้วสรรตอบโต้ว่า เป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลโดยสิ้นเชิง ไม่ได้เป็นการเคลื่อนไหวให้กับพรรคประชาธิปัตย์ แต่ทำในฐานะประชาชนของแผ่นดิน ในฐานะที่ทำคดีมากับมือจึงรู้ว่าจริงหรือเท็จ มีความจริงมากมายที่พูดไม่ได้ “บอกได้เพียงว่าหากเขากลับมาฉิบหายแน่” ทั้งย้อนถาม นายสนธิว่าเหตุใดจึงผูกขาดว่าต้องเป็นพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นจึงจะไม่เห็น ด้วยกับพรรคเพื่อไทย ส่วนที่ออกมาเคลื่อนไหวเพราะไม่เชื่อว่าพรรค ประชาธิปัตย์สามารถทำได้ หากพรรคประชาธิปัตย์กล้าทำจริงเรื่องคงไม่บานปลายมาถึงวันนี้

ปชป. ไล่บี้ “สนธิ”?

ด้านนายอภิสิทธิ์ออกมาปฏิเสธคำกล่าวหาของนายสนธิว่า ไม่ได้อยู่เบื้องหลังการเคลื่อน ไหวของนายแก้วสรรและ นพ.ตุลย์ พร้อมถามกลับนายสนธิว่า “คิดแบบนี้เดี๋ยวคนก็ถามคุณสนธิบ้างว่ากลับไปอยู่กับคุณทักษิณแล้วหรือเปล่า ถึงพยายามให้คนที่ไม่เอาคุณทักษิณแล้วโหวตโน ถ้าเกิดถามก็วุ่นวายไปกันใหญ่ อย่าจินตนาการมากไปเลยครับ”

แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กลับสนับสนุนนายแก้วสรรและ นพ.ตุลย์ว่าเป็นสิทธิของประชาชน ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้นายสนธิชี้แจงประชาชนด้วยว่าอยู่ดีๆทำไมจึงกลับลำ ไปสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะเมื่อก่อนชวนคนมาต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณและระบอบทักษิณ แต่วันนี้มาพูดเข้าข้าง น.ส.ยิ่งลักษณ์เพราะมีอะไรหรือไม่ คนที่เดินตามหลังนายสนธิก็ต้องสงสัย แต่ตนไม่สงสัยอะไรและไม่อยากยุ่งกับนายสนธิ

การเรียงหน้าออกมาตอบโต้นายสนธิของนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพไม่ใช่เรื่อง แปลก แต่จะทำให้คนทั่วไปเชื่อหรือไม่ว่าการออกมาเคลื่อนไหวของ นายแก้วสรรและ นพ.ตุลย์ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ก็ยอมรับว่ารู้จักทั้ง 2 คนดี

ขณะที่โพลต่างๆก็ระบุว่ากระแสของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ยังนำหน้านายอภิสิทธิ์ และกระแสตอบ รับยังแรงไม่ตก ไม่ว่าจะเป็นด้านนโยบายของพรรค หรือภาพลักษณ์ที่หาเสียงกับประชาชน ส่วนนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรข่าวช่อง 3 ได้นำภาพที่ตีพิมพ์ในสื่อแต่ละฉบับมาเปรียบเทียบกันและสรุปความเห็นว่าภาพ ลักษณ์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ดูดีหรือดีกว่านายอภิสิทธิ์ แม้นายอภิสิทธิ์จะลงทุนดำนา แต่ภาพลูกชาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ป้อนอาหารให้แม่ก็ให้ความรู้สึกประทับใจมากกว่า

สื่อนอกชี้บทบาทกองทัพ?

ขณะที่มุมมองและการวิเคราะห์ของสื่อต่างประเทศอย่างสำนักข่าวบีบีซีก็ ตั้งคำถามว่าทหารจะยอมรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่ พร้อมสรุปว่าอาจคาดเดายากว่าทหารคิดอะไรอยู่ แต่ที่แน่ๆผลงานที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเดิมพันของกองทัพขึ้นอยู่กับ อะไร ซึ่งตั้งแต่การรัฐประหารกองทัพได้งบประมาณเพิ่มขึ้น 50% นอกจากนี้ยังนำกฎหมายความมั่นคงภายในกลับมาใช้อย่างสม่ำเสมอ กองทัพจึงได้กลับมาอยู่ในศูนย์กลางอำนาจการเมืองไทยอีกครั้ง และคงจะไม่ออกไปในระยะเวลาอันใกล้

ด้านนิตยสารอีโคโนมิสต์ลงบทความวิเคราะห์ว่า การเลือกตั้ง 3 กรกฎาคมถือเป็น “ศึกสุดท้ายของทักษิณ” โดยระบุว่ากองทัพย่อมไม่สบายใจแน่ หาก พ.ต.ท.ทักษิณชนะการเลือกตั้ง เพราะแกนนำเสื้อแดงหลายคนต้องการให้เอาผิดกับบุคคลที่สั่งและดำเนินการปราบ ปรามคนเสื้อแดง ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณแม้จะอยู่ในต่างประเทศอย่างสุขสบาย แต่ก็ต้องการกลับประเทศมากที่สุด

ส่วนสำนักข่าวรอยเตอร์ทำรายงานพิเศษในพื้นที่อีสาน ซึ่งถือเป็น 1 ใน 3 ของทั้งประเทศ ปรากฏว่ากว่า 300 หมู่บ้านติดธงแดงที่ “นิยมทักษิณ” ซึ่งวันนี้เป็นฐานที่มั่นสำคัญของพรรคเพื่อไทย และส่วนใหญ่เป็นคนรายได้ต่ำ การเลือกตั้ง 3 กรกฎาคมจึงถือว่าเป็นการต่อสู้ของคนเสื้อแดงเพื่อให้ได้ความยุติธรรมและ ประชาธิปไตย อย่างกลุ่มเสื้อแดงมหาสารคามจะปล่อยโคมแดงจากทุกหมู่บ้านในวันที่ 2 กรกฎาคม เพื่อประกาศให้รู้ว่าถึงเวลาแล้วที่ปิศาจแดงจะออกอาละวาด พร้อมใจกันออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. อย่างพร้อมเพรียง

ขณะที่นายอันโนนิโอ แอล รัปปา หัวหน้าฝ่ายศึกษาด้านความมั่นคงและการจัดการแห่ง UniSim Business School ของสิงคโปร์ วิเคราะห์การเลือกตั้งครั้งนี้ว่าอาจจะเกิดการเปลี่ยน “ดุลอำนาจ” และโครงสร้างทางการเมืองใหม่ เพราะไม่ว่าพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์ชนะก็จะมีผลต่อปัจจัยหลายด้าน เช่น การประท้วง เศรษฐกิจ และช่องว่างระหว่างกลุ่มคนร่ำรวยและยากจน ซึ่งอาจจบลงด้วยการประท้วงบนท้องถนนและความรุนแรงในอนาคต ขณะที่กองทัพก็ยังจับตามองอย่างใกล้ชิด

วาทกรรมถนัดของ ปชป.

ดังนั้น ยิ่งการหาเสียงเข้าใกล้โค้งสุดท้าย พรรคประชาธิปัตย์ก็ยิ่งต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้คะแนนนิยมกลับมา หรือทำลายความนิยมหรือความน่าเชื่อถือของพรรคเพื่อไทยให้ได้มากที่สุด ซึ่งมีอยู่จุดเดียวในขณะนี้คือการทำลายความน่าเชื่อถือของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยพุ่งไปที่การนิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ แม้จะเป็นการสร้างข่าวขึ้นมาเองก็ตาม เพราะการขุดคุ้ยเรื่องครอบครัวก็ล้มเหลวตั้งแต่ยกแรกแล้ว ทั้งยังทำให้คะแนน น.ส.ยิ่งลักษณ์พุ่งกระฉูดอีก ขณะเดียวกันกลับส่งผลกระทบถึงแกนนำพรรคประชาธิปัตย์หลายคน โดยเฉพาะนายชวน หลีกภัย ที่เจอโพสต์ในโลกไซเบอร์จนกระหน่ำกรณีคุณแม่ของสุรบถ

ด้านนโยบายหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ก็ถูกวิจารณ์ว่าสู้พรรคเพื่อไทยไม่ ได้ ไม่มีอะไรใหม่และไม่โดนใจเท่าพรรคเพื่อไทย การโจมตี น.ส.ยิ่งลักษณ์โดยดึง พ.ต.ท.ทักษิณให้อยู่ในเกมจึงเป็นยุทธวิธีที่ได้ผลมากที่สุด รวมถึงการตอกย้ำกล่าวหาคนเสื้อแดงว่าเป็นพวกป่วนเมืองและเผาบ้านเผาเมือง

การออกมาเคลื่อนไหวของนายแก้วสรรและ นพ.ตุลย์จึงสอดรับอย่างดีกับกระแสของพรรคประชาธิปัตย์ที่กำลังลดลง โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ที่ส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลางและถูกปั่นหัวจนเกลียดทักษิณเข้ากระดูกดำจะออก มาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์มากขึ้นและไม่ “โหวตโน” ซึ่งหากพรรคประชาธิปัตย์ได้ ส.ส. ในกรุงเทพฯอย่างน้อย 25 คนขึ้นไป หรือชนะอย่างถล่มทลาย โอกาสที่จะจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคเพื่อไทยก็มีสูง แม้โพลต่างๆยังระบุว่าพรรคเพื่อไทยจะได้ ส.ส. มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ก็ตาม แต่จะขาดลอยหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่กรุงเทพฯด้วย

อย่างที่นายคณวัฒน์ วศินสังวร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย รองหัวหน้าพรรค เพื่อไทย เปิดเผยหลังผู้ช่วยทูตฝ่ายการเมืองสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐเข้าพบเพื่อหารือ ถึงสถานการณ์การเลือกตั้งและประเมินว่าพรรคเพื่อไทยมีโอกาสชนะเลือกตั้งแบบ แลนด์สไลด์มากน้อยแค่ไหนก็อยู่ที่พื้นที่กรุงเทพฯ หากได้ 15-22 ที่นั่ง โอกาสที่จะชนะแบบถล่มทลายก็มีมาก

กลับไปนุ่งกระโปรง

การออกมาเคลื่อนไหวของนายแก้วสรรในช่วงใกล้วันเลือกตั้ง 3 กรกฎาคมอาจเป็นจุดสำคัญทางการเมืองได้หากมีการขานรับจากกลุ่มผู้มีอำนาจรัฐ เป็นลูกโซ่ อย่างกรณีตุลาการภิวัฒน์ ที่ทำให้พรรคไทยรักไทยถูกยุบ ขณะที่นายแก้วสรรก็ยอมรับว่าต้องการดักทางไม่ให้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ แม้ผลการเลือก ตั้งประชาชนจะเลือกพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลก็ตาม โดยวันที่ 18 มิถุนายนจะล่ารายชื่อประชาชนเพื่อกล่าวโทษ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก่อนจะยื่นให้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษในวันที่ 21 มิถุนายน

ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณโพสต์ข้อความทางวอยซ์ทีวีว่า ไม่แปลกใจที่นายแก้วสรร นพ.ตุลย์ และนายเจิมศักดิ์ ตั้ง คนท. โดยบอกว่า “เขาเรียก กันว่าขาประจำครับ พวกนี้ไม่ต้องการให้บ้านเมืองปรองดอง เพราะได้รับประโยชน์และมีความสำคัญจากการขัดแย้ง โดยไม่คำนึงถึงส่วนรวม”

ดังนั้น พฤติกรรมและคำพูดของนายแก้วสรร จึงบ่งบอกตัวตนที่แท้จริงได้ดีว่าเป็นคนประเภทใด และมีแรงจูงใจหรือเบื้องหลังอย่างไร โดยเฉพาะฉวยโอกาส “กล่าวหาใส่ร้ายผู้หญิง” ซึ่งมีความกล้าเดินเข้าสู่การเมืองตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้ประชาชนตัดสินว่าควรจะเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยมาแก้ ปัญหาบ้านเมืองหรือไม่

ซึ่ง ร.ต.ท.เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ประณามพวกจ้องทำลาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยยกคำของพระพยอม กัลยาโณ มาเปรียบเทียบว่าเป็นพวก “สมองหมา ปัญญาควาย” สมองหมาคือพวกคนบ้า ไม่มีเหตุผล ปัญญาควายคือพวกคนโง่ เมื่อมีทั้งสมองหมาปัญญาควายรวมกันยิ่งน่ากลัวต่อประเทศไทย

นายแก้วสรรน่าจะตอบตัวเองได้ดีที่สุดว่าวันนี้ยังมีศักดิ์ศรีและจริยธรรมความเป็นนักวิชาการ (ไม่ขายวิญญาณ) อีกหรือไม่?

ไม่รู้ว่านายแก้วสรรเป็นใครกันแน่?

ระหว่าง “สุภาพบุรุษใจนักเลง” กับ “แก้วหน้าม้าใส่ผ้าถุง”

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 7 ฉบับ 314 วันที่ 11-17 มิถุนายน 2554 พ.ศ. 2554 หน้า 18
คอลัมน์ : เรื่องจากปก
โดย : ทีมข่าวรายวัน



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s