300 บาทชาติไม่ล่มจม!

ก่อนเข้าบทความมีชาวบ้านจากอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ได้เคยเรียกร้องขอความเมตตาจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่จะให้มีการตั้งสาขาธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่ธาตุพนม จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีความก้าวหน้า ทำให้ชาวธาตุพนมขาดโอกาสที่จะกู้เงินซื้อบ้านหลังแรกในอัตราดอกเบี้ย 0% ส่งผลกระทบให้นโยบายของรัฐบาลดังกล่าวช่วยเหลือเฉพาะคนรวยที่อยู่ในเขตเมือง ที่มีสาขา ธอส. เท่านั้น คนจนต่างจังหวัดที่อยู่ในอำเภอหมดสิทธิ เพราะไม่มีเงินพอที่จะเสียค่ารถเดินทางไปในจังหวัดใหญ่ๆที่มีสาขา

อย่างไรก็ตาม อำเภอธาตุพนมเป็นศูนย์กลางระหว่างจังหวัดนครพนมกับจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งถ้ามีการตั้งสาขาธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่ธาตุพนมจะทำให้ชาวบ้านแถวนั้น มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และเป็นการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรมด้วย

ดังนั้น ชาวธาตุพนมจึงฝากความหวังกับว่าที่นายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เคยหาเสียงไว้ที่อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ว่าจะแก้ปัญหาความยากจน ขอให้ท่านรักษาคำพูดด้วย และตอนนี้ชาวบ้านอยากหายจน โดยให้มีการตั้งสาขาธนาคารอาคารสงเคราะห์ขึ้นที่ธาตุพนม ขอให้ว่าที่นายกฯยิ่งลักษณ์ช่วยที ชาวบ้านรอคอย

พรรคเพื่อไทยประกาศนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท ในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้ง หวังจูงใจผู้ใช้แรงงาน ซึ่งปรากฏว่าได้ผล เพราะคะแนนเสียงที่ได้รับอย่างถล่มทลายนั้นส่วนหนึ่งมาจากลูกจ้างผู้ใช้แรงงาน โดยหวังว่าหากพรรคนี้เป็นรัฐบาล ค่าแรงที่ได้รับจะมีการปรับเป็นวันละ 300 บาทอย่างที่หาเสียงไว้จริง

หากเมื่อพรรคเพื่อไทยจะได้เป็นรัฐบาลแล้วกลับมีกระแสที่ออกมาบั่นทอนความมั่นใจของผู้ใช้แรงงานทั้งหลายจากฟากฝั่งของทั้งพรรคการเมืองอื่นๆและผู้ประกอบการเอง ในประเด็นที่ว่าหากมีการขึ้นค่าแรงถึง 300 บาทจริง จะเกิดปัญหาตามมาอย่างมากมาย โดยธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบจะเป็นธุรกิจที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก เช่น กลุ่มเอสเอ็มอีและกลุ่มโอท็อป ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมจะเป็นอุตสาหกรรมอาหาร สิ่งทอ อัญมณี เฟอร์นิเจอร์ และรองเท้า โดยผู้ประกอบการในกลุ่มสมาคมต่างๆถึงกับเปรยว่ามีแผนปรับลดแรงงานลงถึงร้อย ละ 15

ขณะที่นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องแรงงานทั้งหลายต่างออกมาขานรับนโยบายนี้ ว่าสามารถกระทำได้ และเมื่อประสานเสียงกันมากเข้า กิจการขนาดใหญ่หลายกิจการก็เริ่มมีเสียงอ้อมแอ้มตอบรับว่าอาจจะกระทำได้ แต่รัฐบาลจะต้องมีนโยบายรองรับเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยให้ชัดเจน

แน่นอนว่าผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนการปรับขึ้นค่าแรงให้กับผู้ใช้ แรงงาน เพราะในการรับรู้ของคนทั่วไป ผู้ใช้แรงงานมีเพียงกลุ่มเดียว คือคนที่ทำงานในบริษัทนั้น ในโรงงานนั้น แล้วรับเงินจากโรงงานหรือบริษัทนั้น แต่ในความเป็นจริงแต่ละโรงงาน แต่ละบริษัท ยังมีการจ้างงานย่อยลงไปอีก เพราะงานหลายอย่างโรงงานไม่สามารถดำเนินการเองได้ จึงมีการจ้างงานแบบ Sub Contract หรือรับเหมาช่วง ที่รับงานไปทำเป็นงวดๆ ค่าแรงจะคิดเป็นรายวัน และการใช้บริษัท Outsource ที่ภาษากฎหมายเรียกว่า นายจ้างรับถือ คือให้มาดำเนินการให้ อย่างเช่น แม่บ้าน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และผู้ดูแลสวน คนกลุ่มหลังนี้ต้องรับเงินจากบริษัทของตนเอง คือบริษัท Outsource จึงไม่มีสิทธิได้รับสวัสดิการจากบริษัทหรือโรงงานผู้จ้าง

จากการได้มีโอกาสพูดคุยกับทั้งพนักงานและอดีตพนักงานของโรงงานหลายแห่ง จึงขอยกตัวอย่างสภาพการจ้างงานของพนักงาน Sub Contract และพนักงาน Outsource ในโรงงานแถวภาคตะวันออกมาแลกเปลี่ยนเล่าสู่กันฟังบ้าง

“ถ้าอยู่ทำงานเพิ่ม ที่โรงงานให้ค่าจ้างเป็นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำบวกกับค่าเบี้ยขยัน คิดเป็นรายชั่วโมงๆละ 14 บาท อย่าง 196+14 = 210 บาท ส่วนสวัสดิการอื่นๆก็เหมือนกับพนักงานประจำ ประกันสังคม เงินชดเชย ค่าล่วงเวลาโอที”

“ค่าจ้างตอนแรกได้ 6,000 บาท ค่ารถ 500 บาท เบี้ยขยัน 500 บาท ค่าโทรศัพท์ 500 บาท พอทำไปได้สัก 10 วัน เขาก็บอกว่าไม่ผ่านทดลองงาน ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม เขาก็เลยเปลี่ยนไปให้วันละ 200 บาท เปลี่ยนจากจ้างรายเดือนเป็นรายวันแทน วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ก็หักออก แต่ถ้าเป็นรายเดือนจะนับเสาร์-อาทิตย์ด้วย”

“พวก Outsource บอกว่าไม่พอใช้ ต้องทำโอทีได้ชั่วโมงละ 37 บาท จาก 5 โมงเย็น คูณ 1.5 ก็จะได้ 37 บาท ถ้าไม่มีโอทีก็อยู่ได้แต่จะลำบากหน่อย คือถ้าเราคนเดียวยังพอได้ แต่ยังมีพ่อแม่พี่น้องอีก คนที่มีครอบครัวจะลำบาก”

“เงินเดือนเดือนแรกยังพอมีให้ทางบ้าน 1,000-2,000 บาท ถือว่าเป็นเคล็ดอย่างที่เขาบอก ให้ได้แค่นั้น จากนั้นก็ไม่ได้ให้ เพราะแทบไม่พอใช้แล้ว อนาคตอยากได้เพิ่มมากกว่านี้ พวกสวัสดิการ การคุ้มครองแรงงานอะไรด้วย ก็รู้สึกท้อนะ เพราะมาทำงานเหมือนกัน เหมือนกับพี่ทั่วไป (หมายถึงพนักงานประจำ) แต่ได้เงินน้อย เหมือนแค่ทำงานไปวันๆ”

“ที่บริษัทจ่ายค่าแรงพนักงาน Outsource เป็นรายเดือน แต่ไม่มาก็โดนตัดเงิน คือตั้งเป็นเพดานเงินเดือนไว้เลยว่าเดือนหนึ่งได้กี่บาท ถ้าขาดงานก็จะลดไปเป็นวัน จะไปหักลบในเงินเดือน อย่างเช่น เดือนหนึ่งได้ 7,000 บาท มี 21 วัน ถ้าขาดหนึ่งวันก็จะลดเหลือ 20 วัน 7,000 บาทก็จะถูกลดไป เอา 7,000 หารด้วย 30 วัน คือค่าแรงในหนึ่งวัน”

จะเห็นว่าพนักงาน Outsource อยู่ในสถานะต่ำสุด รองจากพนักงานประจำและพนักงาน Sub Contract เพราะพนักงาน Outsource ได้รับเงินเดือนจากบริษัทของตนเองที่ไปรับงานบริษัทผู้จ้างมาจ่ายให้ตาม อัตราค่าแรงขั้นต่ำที่รัฐบาลกำหนดเท่านั้น บางบริษัทยังมีการหักหัวคิวด้วย นอกจากนั้นยังไม่มีสิทธิในการจัดตั้งสหภาพแรงงานเพื่อเรียกร้องสิทธิของตน เพราะกฎหมายไม่เปิดโอกาส

ถ้ารัฐบาลจะประกาศเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทจริง พนักงาน Outsource จะได้มีโอกาสลืมตาอ้าปากบ้าง มีกำลังใจในการทำงาน ไม่เวียนเข้าเวียนออกกันคนละหลายบริษัทเพียงเพื่อขอให้ได้เงินพอเลี้ยงครอบครัวเท่านั้น ขณะที่เจ้าของและผู้ประกอบการทั้งหลายเปลี่ยนรถขับราคาคันละเจ็ดหลักขึ้นเป็นว่าเล่น

ดังนั้น การที่ผู้ประกอบการทั้งหลายรีบออกมาตีฆ้องตั้งแต่แรกว่าหากขึ้นเงินเดือนให้ กับผู้ใช้แรงงานถึง 300 บาท แล้วจะมีผลกระทบกับธุรกิจและอุตสาหกรรมของไทยนั้น เป็นเพียงทำให้ผลประกอบการมีกำไรน้อยลง ที่เรียกว่าขาดทุนกำไรเท่านั้น ยังไม่นับว่าเป็นการขาดทุนที่แท้จริงแต่อย่างใด

หากรัฐบาลต้องการช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานจริง มิใช่เพียงการหาเสียงเพื่อให้ได้รับเลือกตั้ง ควรพิจารณาปรับขึ้นค่าแรงและดูแลสวัสดิการผู้ใช้แรงงานให้ดีด้วย เพราะคนกลุ่มนี้ถือเป็นฐานกำลังสำคัญในกิจการต่างๆของประเทศที่ไม่สามารถมอง ข้ามไปได้ บริษัททั้งหลายอาจมีผู้บริหารใช้สมองคิดในการวางแผนต่างๆ แต่จำเป็นต้องอาศัยกลุ่มผู้ใช้แรงงานในการขับเคลื่อนให้นโยบายและการดำเนิน งานเป็นจริงได้ ดังนั้น ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จึงให้ความสำคัญกับผู้ใช้แรงงานอย่างมาก

เราใช้นโยบายเน้นการส่งออกมานานแล้ว ทำให้รัฐบาลหลายสมัยมุ่งเน้นการให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการต่างชาติจนละเลย คนในชาติด้วยกัน ถึงเวลาหันกลับมาใช้นโยบายชาตินิยมทางเศรษฐกิจที่ไม่ปิดกั้นประเทศกันได้ แล้ว เรื่องนี้นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายน่าจะให้คำตอบได้

หากประเทศไทยต้องการเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วจริงๆ ผู้บริหารควรเสียสละผลประโยชน์ของตนลงบ้างเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม

เงิน 300 บาท ไม่ได้ทำให้คุณจนลงหรอกครับ

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 7 ฉบับ 321 วันที่ 30 กรกฏาคม – 5 สิงหาคม 2554  พ.ศ. 2554 หน้า 12
คอลัมน์ : หอคอยความคิด
โดย : วิษณุ บุญมารัตน์



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s