ยุคมาร์คไม่มี

หลังจากที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1 เข้ามาบริหารประเทศเต็มตัว เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นทันที 2 เรื่อง

อาจบอกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงในแง่บวก

เรื่องแรกปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชามีแนวโน้มดีขึ้นทันที

นายกฯฮุนเซน ส่งสารแสดงความยินดีกับนายกฯยิ่งลักษณ์ทันทีที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ

ระบุว่าความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศจะดีขึ้น และกัมพูชามั่นใจว่ารัฐบาลเพื่อไทยจะแก้ปัญหาข้อขัดแย้งตามแนวชายแดนได้ โดยยืนยันว่าทั้ง 2 ประเทศจะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดต่อไป

พล.อ.เตีย บัน รองนายกฯและรมว.กลาโหมกัมพูชา ติดต่อกลาโหมไทยขอให้รีบจัดประชุมร่วม “จีบีซี” เพื่อแก้ปัญหาชายแดน

ท่าทีของกัมพูชาในเวลานี้ อาจจะมองเป็นเรื่องน่าประหลาดใจก็ได้

เพราะไม่เคยเกิดขึ้นเลยในช่วง 2 ปีที่ไทยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี มีนายกษิต ภิรมย์ เป็นรมว.ต่างประเทศ

อีกเรื่องที่เกิดความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

เมื่อคณะกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ หรือคอป. โดยนายสมชาย หอมละออ ทำรายงานถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์

ระบุว่ามีการเหวี่ยงแหจับคนเสื้อแดงขังเป็นจำนวนมาก

มีคนเสื้อแดงที่ยังถูกจองจำอยู่ถึง 53 คนถูกตั้งข้อหา “เกินเลยจากความเป็นจริง” ทั้งก่อการร้ายและวางเพลิง ซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิต

นายสมชายยังระบุว่าจากการตรวจสอบพนักงานสอบสวนดีเอสไอและอัยการ พบว่าการตั้งข้อหารุนแรงดังกล่าวส่วนหนึ่งเกิดจาก “แรงกดดันของผู้บริหารระดับนโยบาย”

อีกส่วนมาจากแรงกดดันทางการเมือง !?

ความจริงคอป.เคยเสนอแผนเยียวยาคนเสื้อแดงต่อรัฐบาลนายอภิสิทธิ์มาแล้ว

เสนอให้ปล่อยตัวชั่วคราว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของครอบครัว

แต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากนายอภิสิทธิ์เลย !?

คอป.จึงจำเป็นต้องนำเสนอแผนเยียวยานี้ต่อรัฐบาลใหม่

ถึงตรงนี้ก็คงรู้ชัดเจนแล้วว่าทำไมคดี 91 ศพถึงอืดอาดล่าช้ามานับปี

ทำไมคนเสื้อแดงจึงรู้สึกว่าเป็นแค่พลเมืองชั้น 2 ในยุครัฐบาลที่แล้ว

แต่จากนี้ไปเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นแล้ว

และมีแนวโน้มจะออกมาในทางที่ดีขึ้น

ความหวังที่จะทวงความยุติธรรม 91 ศพคงจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้

คนสั่งการจนเกิดความรุนแรงต่อประชาชนต้องได้รับโทษทัณฑ์

ที่มา : ข่าวสดออนไลน์ 15 สิงหาคม 2554
คอลัมน์ : เหล็กใน


เปิดรายชื่อ 35 รัฐมนตรี “ครม.ยิ่งลักษณ์1” ยงยุทธ มท.1 ยุทธศักดิ์ กลาโหม “กิตติรัตน์-ธีระชัย” คุมศก.

แล้วรายชื่อคณะรัฐมนตรีจากมือของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ถูกส่งให้สำนักราชเลขาธิการ  เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวแล้ว

นี่คือ คำยืนยันของ นายอำพน กิตติอำพล เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ในช่วงเที่ยงวันที่ 9 สิงหาคม 2554

ก่อนหน้านี้ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย  ได้แสดงเจตนา ขอถอนตัวไม่รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี  โดยบอกว่าได้โทรศัพท์แจ้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ช่วงเช้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นั่นแสดงว่า โผครม. ยิ่งลักษณ์ เวอร์ชั่น 100 % คลอดแล้ว

โผครม. 35 ตำแหน่ง มีการเปลี่ยนแปลงไปจากโผก่อนหน้านี้หลายตำแหน่ง ไม่มีชื่อ ดร. วิชิต สุรพงษ์ชัย  ไม่มีชื่อ ดร.โอฬาร ไชยประวัติ ไม่มีชื่อ  ดร.สุชาติ ธาดาธํารงเวช ไม่มีนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ และไม่มีชื่อแกนนำเสื้อแดง

ล่าสุด เว็บไซต์สำนักนายกรัฐมนตรีได้เผยแพร่ ประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี ดังนี้

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี

ประกาศ
แต่งตั้งรัฐมนตรี

————————–
(พระปรมาภิไธย) ภูมิพลอดุลยเดช ปร.

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 5 สิงหาคม พุทธศักราช 2554 แล้ว นั้น

บัดนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เลือกสรรผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินสืบไปแล้ว

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 171 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้

นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง เป็นรองนายกรัฐมนตรี

พลตำรวจเอก โกวิท วัฒนะ เป็นรองนายกรัฐมนตรี

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

นายชุมพล ศิลปอาชา เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

นางสาวกฤษณา สีหลักษณ์ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

นายธีระชัย ภูวนาทนรานุบาล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

นายสันติ พร้อมพัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

นายธีระ วงศ์สมุทร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

พลอากาศเอก สุกำพล สุวรรณทัต เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

พลตำรวจโท ชัชจ์ กุลดิลก เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

นายกิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

นายภูมิ สาระผล เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายฐานิสร์ เทียนทอง เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

พลตำรวจเอก ประชา พรหมนอก เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

นางสุกุมล คุณปลื้ม เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

นายปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

นางบุญรื่น ศรีธเรศ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

นายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

นายวิทยา บุรณศิริ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 9 สิงหาคม พุทธศักราช 2554 เป็นปีที่ 66 ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

นายกรัฐมนตรี

 ที่มา : มติชนออนไลน์ 9 สิงหาคม 2554


รัฐบาลต้องกล้า..ปลด ‘ผบ.ทบ.’

“นักวิชาการหลายคนรู้ทุกเรื่อง รู้เรื่องรบ เรื่องชายแดน เรื่องทหาร นี่ ฮ. ตกยังรู้อีก เป็นคนเดิมที่ออกมาพูด ผมถามกลับไปว่ารับผิดชอบอะไรหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ใครจะรับผิดชอบ กองทัพบกเสียหาย ประชาชนและสังคมเข้าใจผิด กำลังพลกองทัพบกเสียขวัญใครจะรับผิดชอบ ถามว่าคนที่ออกมาพูดรับผิดชอบหรือไม่ หนังสือพิมพ์บางฉบับ ทีวี. บางช่อง นักวิชาการบางคน ผมไม่อยากพูด แต่ทำให้ผมกดดัน แล้วเราและประเทศชาติจะอยู่อย่างไรถ้าท่านไม่มีเหตุผลเลย อยากพูดอะไรก็พูด อยากทำอะไรก็ทำ เว็บไซต์เฟซบุ๊คของวาสนา นาน่วม เขียนเสียหายมาก ผมเรียนตรงนี้เลย หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และหนังสือพิมพ์บางฉบับอีกหลายเรื่อง ทีวี.เอเอสทีวี. ทีวี.แดง บ้านเมืองเสียหาย ผมจำเป็นต้องออกมาพูด ถ้าประเทศไทยหรือคนไทยไม่เรียนรู้ว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างไรก็อย่าอยู่กันเลย เสียเวลาเปล่า ดังนั้น ต้องมีกติกา กฎหมาย ช่วยกันแก้ไขปัญหาบ้านเมืองให้เดินไปข้างหน้าให้ได้ กอง ทัพบกต้องอยู่ ผมจะอยู่หรือไม่ผมไม่สนใจ แต่กองทัพบกต้องอยู่ด้วยชื่อเสียง เกียรติยศ กองทัพบกกำหนดแล้วว่าจะต้องเดินหน้าไปอย่างไร กองทัพ บกมีพันธกิจ 4 ประการที่ต้องดำเนินการ อยากให้ การเสียชีวิตเป็นบทเรียนที่คุ้มค่า แล้วเราพร้อมเรียนรู้ สังคมว่าอย่างไร แต่ขอวิพากษ์วิจารณ์ให้ถูกต้อง มีหลักเกณฑ์ ทำอย่างไรจะทำให้ผู้เสียชีวิตไม่เสียเปล่า คือการรักษาแผ่นดินไทยไว้ให้ลูกหลาน สิ่ง ที่กองทัพบกคิดเสมอคือการรักษาทรัพยากรให้ลูกหลาน ในอนาคต ถ้าไม่ทำวันนี้ วันหน้าก็อยู่ไม่ได้”

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) แสดงความไม่พอใจอย่างมากกับการวิพากษ์วิจารณ์กรณีเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบก ประสบอุบัติเหตุตก 3 ลำในเวลาไม่ถึง 10 วัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 17 คน โดยเฉพาะการตั้งข้อสังเกตเรื่องการจัดซื้อจัดหาว่าอาจไม่โปร่งใส

“ไม่ใช่ ผบ.ทบ. ดูแลทุกเรื่อง ตั้งแต่ชิ้นส่วน อะไหล่เฮลิคอปเตอร์ หรือการจัดซื้อจัดหา มันไม่ใช่ เพราะมีองค์กรในการดำเนินการอยู่ ในทางปฏิบัติมีศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1-4 และการจัดซื้อจัดหามีกรมฝ่ายเสนาธิการกำหนดความต้องการ ฝ่ายยุทธการเป็นผู้จัดซื้อจัดหา และมีสำนักงานตรวจ สอบภายในตรวจสอบว่าผิดหรือถูก ถ้าผิดจะถูกร้องเรียนไปที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถือเป็นระบบ จะบอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้มาจาก การทุจริตในการจัดซื้อจัดหาถือเป็นคนละประเด็น อย่าวิจารณ์อย่างนั้น เพราะถ้าวิจารณ์ต้องวิจารณ์ทุกระบบของกองทัพบก แม้แต่ระบบของประเทศไทยก็ต้องผิดทั้งหมด ยืนยันว่าถ้าเป็นอย่างนั้นก็ผิดทั้งหมด”

“ประยุทธ์” วอนอย่าตำหนิทหาร

การให้สัมภาษณ์อย่างดุดันของ พล.อ.ประยุทธ์ยิ่งทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าฝ่ายใดกันแน่ที่ไม่ยอมรับความ จริง หรือเอาข้อมูลหลักฐานมาพูดชี้แจงกับ ประชาชน เพราะประชาชนทุกคนก็เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของทหารหรือประชาชน คนตายย่อมสำคัญกว่าเครื่องบินหรือยุทโธปกรณ์ (เช่นเดียวกับ 91 ศพที่เสียชีวิตครั้งเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” ก็มีค่ามากกว่าตึกที่ถูกเผา) ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ได้แสดงความเสียใจในวันต่อมาว่า

“วันนี้อย่าเพิ่งติติงทหารนักเลย เราพร้อมจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ขอให้กำลังใจทหารมากๆ แม้บางทีเห็นผมในทีวี.หน้าตาจะดุดันไปหน่อยก็เป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องของบทบาทที่เป็นผู้นำองค์กรก็ต้องเป็นอย่างนี้ ผมต้องรักษาชื่อเสียงเกียรติยศของกองทัพบกไว้ยิ่งกว่าชีวิต เป็นสิ่งที่เราปลูกฝังกันมา กองทัพบกใครจะมาแตะต้องไม่ได้ ผมถือว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องปกป้อง จึงต้องขออภัยหากว่าดุเดือดไปนิดหนึ่ง แต่ปรกติแล้วผมเป็นคนใจดี ไม่มีอะไร”

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า การวิจารณ์สามารถทำได้ แต่ต้องเอาหลักข้อเท็จจริงมาพูด ต้องให้ความเป็นธรรมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจเกิดจาก 1.อุบัติเหตุ 2.สุดวิสัย และ 3.เครื่องยนต์ขัดข้อง แต่ทหารท้อแท้ไม่ได้ เราเผชิญสถานการณ์อย่างนี้หลายครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้ส่งผลกระทบมาก “ทุกครั้งที่ ฮ. ตก กองทัพบกเสียใจทุกครั้ง กองทัพบกไม่รู้จะทำอย่าง ไร เพราะเราไม่ได้ผลิตเครื่องบินเอง เราซื้อเข้ามา”

ปัญหาการจัดซื้อจัดหา

เหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ตกไม่มีใครตำหนิทหาร แต่ต้องการให้กองทัพชี้แจงถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นตามข้อมูลและหลักฐาน อย่างตรงไปตรงมา เพื่อนำไปแก้ไขปัญหาไม่ให้เกิดเหตุเศร้าสลดเช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในเรื่องความไม่โปร่งใสในกรรมวิธีการจัดซื้อ ทั้งแบบพิเศษหรือมีคณะกรรมการก็มักมีข่าวทางลบเรื่องนายหน้าและคอมมิชชั่น ตลอดเวลา

โดยเฉพาะหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กระทรวงกลาโหมได้รับงบประมาณมหาศาล อย่างปี 2553 ได้รับงบประมาณ 154,000 ล้านบาท และปี 2554 ได้รับงบประมาณถึง 220,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณที่สูงที่สุด แต่การจัดซื้อจัดหากลับ เต็มไปด้วยข่าวความไม่โปร่งใส ทั้งยังไม่มีการตรวจ สอบใดๆหรือชี้แจงกับประชาชน อย่างกรณีเครื่องบินขับไล่กริพเพนจำนวน 1 ฝูงบิน เครื่องจีที 200 ที่ถูกเปรียบเหมือนไม้ล้างป่าช้า เรือเหาะตรวจการณ์ ที่ใช้การไม่ได้ และรถถัง Oplot จากยูเครน เพื่อทดแทนรถถัง M-41 ไม่นับรวมอาวุธประจำการประเภทปืนทราโว่ที่มีการทยอยจัดเข้าประจำการอย่างต่อ เนื่อง เสื้อเกราะและงบลับที่ไม่เปิดเผย เป็นต้น

ดังนั้น การวิพากษ์วิจารณ์ของนักวิชาการหรือประชาชนกรณีการจัดซื้อจัดหาของกองทัพจึง ไม่ใช่เรื่อง ความไม่เป็นธรรมหรือคิดร้ายกับกองทัพ แต่กองทัพทุกเหล่าทัพต้องตระหนักว่างบประมาณที่จัดซื้อจัดหามาจากเงินภาษี ของประชาชน และกองทัพก็เป็นของ ประชาชน ประชาชนทุกคนจึงต้องการเห็นกองทัพมีความแข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ แต่ยอมรับไม่ได้ที่จะให้มีการจัดซื้อจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ไม่คุ้มค่ามา ใช้ หรือมีการทุจริตคอร์รัปชัน แถมยังไม่สามารถ เข้าไปตรวจสอบได้อีก กองทัพต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา มีหลายโครงการที่เป็น “โบนัส” ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนปลดเกษียณให้ “บิ๊กทหาร” หลายคนเกษียณไปพร้อมกับทรัพย์สินร้อยล้านพันล้าน ไม่ต่างกับข้าราชการระดับสูงจำนวนมากที่ร่ำรวยมหาศาล ทั้งที่หากนำเงินเดือนตลอดชีวิตการทำงานโดยไม่ใช้เลยมารวมกันก็มีเพียงไม่ กี่ล้านบาทเท่านั้น

ความจริงคือภูมิคุ้มกันกองทัพ

พล.อ.ประยุทธ์จึงต้องพร้อมให้สังคมตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดหาของกอง ทัพอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่ใช่แค่การยอมรับการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพเท่านั้น แต่ยังต้องทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในกองทัพ โดยเฉพาะความเข้าใจและความรัก ความสามัคคี อย่างที่ให้สัมภาษณ์ว่า

“ประเทศไทยต้องก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่เฉพาะทหาร พลเรือน แต่เราต้องไปด้วยกันทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาสังคม และประชาชน ต้องไปด้วยกันทั้งหมดในการที่จะขับเคลื่อนประเทศชาติไปข้างหน้า ผมอยากให้สิ่งเหล่านี้ทำเป็นกิจกรรมประจำปี โดยการจัดหางบประมาณขึ้นมา เพราะเป็นการเริ่มต้นสร้างเซลล์หรือภูมิคุ้มกันให้กับสถาบันได้ในอนาคต”

กองทัพกับการเมือง

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับความจริงว่าปัจจุบันกองทัพ โดยเฉพาะตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกยังมีบทบาทและอำนาจที่จะเป็นตัวแปรทางการ เมืองอย่างมาก ซึ่งทุกฝ่ายยอมรับว่าไม่เป็นผลดีกับการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยเลย เพราะตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นต้นมา ทหารทำการรัฐประหารถึง 12 ครั้ง ฉีกรัฐธรรมนูญและทำลายประชาธิปไตยครั้งแล้วครั้งเล่า

โดยเฉพาะการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ยิ่งทำให้กองทัพมีบทบาทและอำนาจในทางการเมือง อย่างมาก เพราะวันนี้รัฐบาลแทบไม่มีบทบาทเข้า ไปเกี่ยวข้องหรือโยกย้ายภายในกองทัพได้เลย ขณะที่ในอดีตรัฐบาลสามารถแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารได้ทุกระดับ แต่ก็ถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงกองทัพ ทั้งที่รัฐบาลในอดีตส่วนใหญ่มาจากทหารหรือมีกอง ทัพหนุนหลังทั้งสิ้น อย่างรัฐบาลสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ปลด พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก จากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งหนังสือพิมพ์หัวเขียวให้ความสำคัญด้วยการพาดหัวข่าวใหญ่ถึงครึ่งหน้า ถือเป็นข่าวฮือฮาเทียบเท่าการรัฐประหารมาแล้ว

จับยักษ์กลับที่เดิมยาก

ปัจจุบันทั้งรัฐบาลและนักการเมืองกลัวทหาร จะทำการปฏิวัติรัฐประหาร หรือกลัว “อำนาจพิเศษ ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” อย่างที่ ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า บทบาทของกองทัพภายใต้การนำของ พล.อ. ประยุทธ์ยังเป็นปัจจัยและตัวแปรสำคัญต่อการเมืองไทยขณะนี้ ต้องยอมรับว่าหลังรัฐประหาร 2549 กองทัพมีบทบาทในการฟื้นฟูและขยายอำนาจเข้าไปในการเมืองอย่างมาก

“เรียกว่าทุกวันแทบจะทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ สื่อมวลชนจะต้องไปถามผู้นำกองทัพว่าคิดเห็น อย่างไร รวมถึงผลประโยชน์ของกองทัพที่เพิ่มขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณทางทหารที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล การใช้งบประมาณซื้ออาวุธ แม้จะมีปัญหามากมาย แต่ไม่มีการตรวจสอบ เพราะอำนาจที่ล้นฟ้าของกองทัพ”

ดร.พวงทองยังชี้ถึงจุดยืนของกองทัพกับพรรคเพื่อไทยที่จะเป็นรัฐบาลว่า ดูได้จากคำพูดของ พล.อ. ประยุทธ์ก็รู้ว่าชอบหรือไม่ชอบ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์เป็นตัวแปรสำคัญที่รัฐบาลใหม่ต้องระวัง เพราะแม้แต่การจะแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรัฐบาลชุดใหม่ยังไม่มีความเป็นอิสระเลย ต้องฟังเสียงของกองทัพว่าพอใจหรือไม่ ขณะเดียวกันต้องจับตาความขัดแย้งในกองทัพด้วย ซึ่งจะเป็นอีกตัวแปรที่ทำ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือความรุนแรงที่คาดไม่ถึงได้

“กองทัพเปรียบเหมือนยักษ์ที่ถูกกักกันให้อยู่ในพื้นที่ของตัวเองมาเป็น ระยะเวลานานนับแต่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 แต่วันหนึ่งพอเกิดรัฐประหาร 2549 เราก็ปล่อยให้ยักษ์ตัวนี้ออกมาโลดแล่นในเวทีการเมืองอย่างมีอิสระและมีผล ประโยชน์ รวมทั้งมีอำนาจเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย การจะทำให้ยักษ์ ตัวนี้กลับไปอยู่ในที่เดิมอีกครั้งจึงเป็นสิ่งที่ยากมาก”

อำนาจแค่หัวโขน

ดร.สุดสงวน สุธีสร อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นถึงบทบาทของกองทัพและการแสดงออกของ พล.อ.ประยุทธ์ที่ดุดันว่า ส่วนหนึ่งมาจากการกดดันของสังคมที่ต่างชี้ว่าผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบ กรณีเฮลิคอปเตอร์ตก จึงไม่แปลกใจที่ พล.อ.ประยุทธ์จะพูดจนดูน่ากลัวเหมือนไม่มีมนุษยสัมพันธ์เลย แต่ต้องยอมรับว่ากองทัพเป็นสถาบันที่อยู่คู่กับสังคมไทย จึงมองตัวเองว่ามีความสำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุด จนอาจทำให้ผู้ใหญ่ในกองทัพบางคนลืมตัวและมองว่าอยู่สูงกว่าคนอื่นๆ ซึ่งเป็นจุดที่อันตรายมาก วันนี้จึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้กองทัพเปลี่ยนมุมมอง รวมถึงการเลือกผู้นำ

ขณะที่นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ หนึ่งในบ้านเลขที่ 111 ชี้ว่า การแสดงออกของ พล.อ.ประยุทธ์เป็นภาพ ที่ขัดกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างยิ่ง เพราะ ผบ.ทบ. เป็นข้าราชการประจำ และต้อง อยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน คือทำงานให้กับประเทศชาติ และประชาชน ไม่มีหน้าที่ให้สัมภาษณ์ใดๆที่จะทำ ให้เกิดการบิดเบือนในหลักการประชาธิปไตยทั้งสิ้น ยกเว้นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางทหารเท่านั้น

“แม้ ผบ.ทบ. จะนั่งในตำแหน่งสูงสุดของกองทัพ มีอำนาจมากที่สุดในประเทศ เพราะมีทั้งกำลังพลและอาวุธ แต่ต้องไม่ลืมว่าอำนาจที่นั่งอยู่นั้นก็คือหัวโขนเท่านั้น การใช้อำนาจที่ดีจึงต้องใช้อย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่ใช้อำนาจเพื่อออกมาปกป้องตัวเอง”

ด้านนายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำแกนนอน มองว่า ทหารไม่อดทนต่อการถูกวิจารณ์และไม่ต้องการให้ใครมาตรวจสอบ ทั้งที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นคนส่วนใหญ่เห็นใจทหาร แต่ ผบ.ทบ. กลับออกมาพูดในทำนองว่าคนทั่วไปหรือนักวิชาการบังอาจมาวิพากษ์วิจารณ์กองทัพ ทั้งๆที่ทุกคนอยากได้ความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น ผบ.ทบ. ต้องไม่ลืมว่าในระบอบประชาธิปไตยนั้นทุกคนมีสิทธิในการคิด การพูด และการแสดงความคิดเห็น ส่วน ผบ.ทบ. ต้องพูดความจริงและมีความอดทน ไม่ใช่คิดว่าเป็น ผบ.ทบ. แล้วใครก็แตะต้องไม่ได้

ทหารต้องอยู่ภายใต้รัฐบาล

ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงบทบาทของกองทัพไทยตั้งแต่รัฐประหาร 2549 ว่ามีบทบาทในสังคม อย่างกว้างขวางมาก จนกระทั่งพูดว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหากไม่ได้รับการสนับสนุนจากกอง ทัพก็อยู่ไม่ได้ ทั้งที่ควรตั้งคำถามว่ากองทัพเข้ามามีบทบาทสูงเช่นนี้ดีหรือไม่ดี จะเกิดผลพวงต่อพัฒนาการของสังคมและแนวโน้มในอนาคตอย่างไร โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายที่ก่อนปี 2549 นายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นผู้พิจารณาและเสนอให้ทรงลงพระปรมาภิไธย แต่นับตั้งแต่ปี 2551 กลับต้องผ่าน พ.ร.บ. กระทรวงกลาโหม ทำให้โผทหารประจำปีอยู่ในกำกับ ของคณะกรรมการที่มีผู้นำกองทัพเป็นเสียงข้างมาก

ดร.ผาสุกยังชี้ว่า ไม่มีประชาธิปไตยที่ไหนในโลกที่ตำแหน่งสำคัญในกองทัพรัฐบาลแทบจะไม่มีบทบาท เข้าไปเกี่ยวข้อง และในระบอบประชาธิปไตยทั่วไปบทบาทของผู้นำฝ่ายทหารมีจำกัด แต่ผู้นำกองทัพไทยกลับมีบทบาทหลายสถานะ ใส่หมวกหลายใบ ทั้งยังออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อบ่อยครั้ง ทั้งเรื่องนโยบายต่างประเทศและการเมือง โดยอ้างว่าเพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์และประชาธิปไตย ซึ่งเหมือนดูดีแต่ต้องยอมรับว่าเป็นไปอย่างมีนัย

กล้าปลด ผบ.ทบ.?

รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย จึงไม่สามารถมองข้ามบทบาทและอำนาจของกองทัพในปัจจุบันได้เลย โดยเฉพาะตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก หากไม่มีการ “ปฏิรูปกองทัพ” เพื่อดึงกองทัพกลับเข้าไปอยู่ในระบบเพื่อทำหน้าที่ด้านความมั่นคงอย่างนานา ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยก็ไม่มีใครเชื่อว่าประเทศไทยจะไม่เกิด การปฏิวัติรัฐประหารอีก แม้เป็นเรื่องยากที่ จะทำให้ทหารเป็นฝ่ายปฏิรูปภายในเอง เพราะกองทัพไทยอยู่ในลักษณะรวมศูนย์ที่อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่ผู้บัญชาการ ทหารบก ไม่ใช่ 5 เสือกองทัพอย่างที่พูดกัน

การปฏิรูปการเมืองจึงมีความสำคัญเช่นเดียวกับการปฏิรูปกองทัพที่ฝ่ายการ เมืองและกองทัพจะต้องก้าวไปด้วยกัน แต่กองทัพยังคิดว่าตัวเองใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุด แม้แต่คำว่าประชาธิปไตยก็ต้องอยู่ภายใต้กองทัพ

เพราะฉะนั้นหากต้องการให้ประชาธิปไตยมีความมั่นคงอย่างแท้จริง ฝ่ายการเมืองคือรัฐบาลต้อง กล้าปฏิรูปกองทัพไปพร้อมกับการปฏิรูปการเมือง เพราะบ้านเมืองจะไปได้นั้นไม่ใช่แค่ได้ข้าราชการดีเท่านั้น แต่ต้องมีกองทัพที่ดีและ “ทหารดี” ด้วย

จึงเป็นเรื่องปรกติในระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนมีสิทธิที่จะเลือกตัวแทน ของเขามาเป็นรัฐบาล เพื่อมีอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศ และสามารถตรวจสอบการใช้เงินภาษีของประชาชนได้

กองทัพที่ดีและทหารดีต้องเคารพเสียงของประชาชน และเป็นสถาบันที่โปร่งใส พร้อมจะให้ตรวจสอบได้ เช่นเดียวกับข้าราชการและนักการเมือง

ไม่แน่…นอกเหนือจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยจะบันทึกว่า “เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิง” แล้ว

บางที…อาจ “เป็นครั้งแรกที่ ผบ.ทบ. ถูกปลดออกจากตำแหน่งในช่วงที่ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิง” ก็ได้

เพราะประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลที่มีอำนาจตามกฎหมาย โดยมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ถ้าเห็นว่า ผบ.ทบ. ไม่เคารพเสียงของประชาชน รัฐบาลต้องกล้าที่จะเปลื่ยน โยกย้าย หรือปลด ผบ.ทบ.

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 7 ฉบับที่ 321 วันที่ 30 กรกฎาคม – 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554 หน้า 16 – 17
คอลัมน์ : เรื่องจากปก
โดย : ทีมข่าวรายวัน


300 บาทชาติไม่ล่มจม!

ก่อนเข้าบทความมีชาวบ้านจากอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ได้เคยเรียกร้องขอความเมตตาจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่จะให้มีการตั้งสาขาธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่ธาตุพนม จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีความก้าวหน้า ทำให้ชาวธาตุพนมขาดโอกาสที่จะกู้เงินซื้อบ้านหลังแรกในอัตราดอกเบี้ย 0% ส่งผลกระทบให้นโยบายของรัฐบาลดังกล่าวช่วยเหลือเฉพาะคนรวยที่อยู่ในเขตเมือง ที่มีสาขา ธอส. เท่านั้น คนจนต่างจังหวัดที่อยู่ในอำเภอหมดสิทธิ เพราะไม่มีเงินพอที่จะเสียค่ารถเดินทางไปในจังหวัดใหญ่ๆที่มีสาขา

อย่างไรก็ตาม อำเภอธาตุพนมเป็นศูนย์กลางระหว่างจังหวัดนครพนมกับจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งถ้ามีการตั้งสาขาธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่ธาตุพนมจะทำให้ชาวบ้านแถวนั้น มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และเป็นการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรมด้วย

ดังนั้น ชาวธาตุพนมจึงฝากความหวังกับว่าที่นายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เคยหาเสียงไว้ที่อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ว่าจะแก้ปัญหาความยากจน ขอให้ท่านรักษาคำพูดด้วย และตอนนี้ชาวบ้านอยากหายจน โดยให้มีการตั้งสาขาธนาคารอาคารสงเคราะห์ขึ้นที่ธาตุพนม ขอให้ว่าที่นายกฯยิ่งลักษณ์ช่วยที ชาวบ้านรอคอย

พรรคเพื่อไทยประกาศนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท ในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้ง หวังจูงใจผู้ใช้แรงงาน ซึ่งปรากฏว่าได้ผล เพราะคะแนนเสียงที่ได้รับอย่างถล่มทลายนั้นส่วนหนึ่งมาจากลูกจ้างผู้ใช้แรงงาน โดยหวังว่าหากพรรคนี้เป็นรัฐบาล ค่าแรงที่ได้รับจะมีการปรับเป็นวันละ 300 บาทอย่างที่หาเสียงไว้จริง

หากเมื่อพรรคเพื่อไทยจะได้เป็นรัฐบาลแล้วกลับมีกระแสที่ออกมาบั่นทอนความมั่นใจของผู้ใช้แรงงานทั้งหลายจากฟากฝั่งของทั้งพรรคการเมืองอื่นๆและผู้ประกอบการเอง ในประเด็นที่ว่าหากมีการขึ้นค่าแรงถึง 300 บาทจริง จะเกิดปัญหาตามมาอย่างมากมาย โดยธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบจะเป็นธุรกิจที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก เช่น กลุ่มเอสเอ็มอีและกลุ่มโอท็อป ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมจะเป็นอุตสาหกรรมอาหาร สิ่งทอ อัญมณี เฟอร์นิเจอร์ และรองเท้า โดยผู้ประกอบการในกลุ่มสมาคมต่างๆถึงกับเปรยว่ามีแผนปรับลดแรงงานลงถึงร้อย ละ 15

ขณะที่นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องแรงงานทั้งหลายต่างออกมาขานรับนโยบายนี้ ว่าสามารถกระทำได้ และเมื่อประสานเสียงกันมากเข้า กิจการขนาดใหญ่หลายกิจการก็เริ่มมีเสียงอ้อมแอ้มตอบรับว่าอาจจะกระทำได้ แต่รัฐบาลจะต้องมีนโยบายรองรับเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยให้ชัดเจน

แน่นอนว่าผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนการปรับขึ้นค่าแรงให้กับผู้ใช้ แรงงาน เพราะในการรับรู้ของคนทั่วไป ผู้ใช้แรงงานมีเพียงกลุ่มเดียว คือคนที่ทำงานในบริษัทนั้น ในโรงงานนั้น แล้วรับเงินจากโรงงานหรือบริษัทนั้น แต่ในความเป็นจริงแต่ละโรงงาน แต่ละบริษัท ยังมีการจ้างงานย่อยลงไปอีก เพราะงานหลายอย่างโรงงานไม่สามารถดำเนินการเองได้ จึงมีการจ้างงานแบบ Sub Contract หรือรับเหมาช่วง ที่รับงานไปทำเป็นงวดๆ ค่าแรงจะคิดเป็นรายวัน และการใช้บริษัท Outsource ที่ภาษากฎหมายเรียกว่า นายจ้างรับถือ คือให้มาดำเนินการให้ อย่างเช่น แม่บ้าน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และผู้ดูแลสวน คนกลุ่มหลังนี้ต้องรับเงินจากบริษัทของตนเอง คือบริษัท Outsource จึงไม่มีสิทธิได้รับสวัสดิการจากบริษัทหรือโรงงานผู้จ้าง

จากการได้มีโอกาสพูดคุยกับทั้งพนักงานและอดีตพนักงานของโรงงานหลายแห่ง จึงขอยกตัวอย่างสภาพการจ้างงานของพนักงาน Sub Contract และพนักงาน Outsource ในโรงงานแถวภาคตะวันออกมาแลกเปลี่ยนเล่าสู่กันฟังบ้าง

“ถ้าอยู่ทำงานเพิ่ม ที่โรงงานให้ค่าจ้างเป็นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำบวกกับค่าเบี้ยขยัน คิดเป็นรายชั่วโมงๆละ 14 บาท อย่าง 196+14 = 210 บาท ส่วนสวัสดิการอื่นๆก็เหมือนกับพนักงานประจำ ประกันสังคม เงินชดเชย ค่าล่วงเวลาโอที”

“ค่าจ้างตอนแรกได้ 6,000 บาท ค่ารถ 500 บาท เบี้ยขยัน 500 บาท ค่าโทรศัพท์ 500 บาท พอทำไปได้สัก 10 วัน เขาก็บอกว่าไม่ผ่านทดลองงาน ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม เขาก็เลยเปลี่ยนไปให้วันละ 200 บาท เปลี่ยนจากจ้างรายเดือนเป็นรายวันแทน วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ก็หักออก แต่ถ้าเป็นรายเดือนจะนับเสาร์-อาทิตย์ด้วย”

“พวก Outsource บอกว่าไม่พอใช้ ต้องทำโอทีได้ชั่วโมงละ 37 บาท จาก 5 โมงเย็น คูณ 1.5 ก็จะได้ 37 บาท ถ้าไม่มีโอทีก็อยู่ได้แต่จะลำบากหน่อย คือถ้าเราคนเดียวยังพอได้ แต่ยังมีพ่อแม่พี่น้องอีก คนที่มีครอบครัวจะลำบาก”

“เงินเดือนเดือนแรกยังพอมีให้ทางบ้าน 1,000-2,000 บาท ถือว่าเป็นเคล็ดอย่างที่เขาบอก ให้ได้แค่นั้น จากนั้นก็ไม่ได้ให้ เพราะแทบไม่พอใช้แล้ว อนาคตอยากได้เพิ่มมากกว่านี้ พวกสวัสดิการ การคุ้มครองแรงงานอะไรด้วย ก็รู้สึกท้อนะ เพราะมาทำงานเหมือนกัน เหมือนกับพี่ทั่วไป (หมายถึงพนักงานประจำ) แต่ได้เงินน้อย เหมือนแค่ทำงานไปวันๆ”

“ที่บริษัทจ่ายค่าแรงพนักงาน Outsource เป็นรายเดือน แต่ไม่มาก็โดนตัดเงิน คือตั้งเป็นเพดานเงินเดือนไว้เลยว่าเดือนหนึ่งได้กี่บาท ถ้าขาดงานก็จะลดไปเป็นวัน จะไปหักลบในเงินเดือน อย่างเช่น เดือนหนึ่งได้ 7,000 บาท มี 21 วัน ถ้าขาดหนึ่งวันก็จะลดเหลือ 20 วัน 7,000 บาทก็จะถูกลดไป เอา 7,000 หารด้วย 30 วัน คือค่าแรงในหนึ่งวัน”

จะเห็นว่าพนักงาน Outsource อยู่ในสถานะต่ำสุด รองจากพนักงานประจำและพนักงาน Sub Contract เพราะพนักงาน Outsource ได้รับเงินเดือนจากบริษัทของตนเองที่ไปรับงานบริษัทผู้จ้างมาจ่ายให้ตาม อัตราค่าแรงขั้นต่ำที่รัฐบาลกำหนดเท่านั้น บางบริษัทยังมีการหักหัวคิวด้วย นอกจากนั้นยังไม่มีสิทธิในการจัดตั้งสหภาพแรงงานเพื่อเรียกร้องสิทธิของตน เพราะกฎหมายไม่เปิดโอกาส

ถ้ารัฐบาลจะประกาศเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทจริง พนักงาน Outsource จะได้มีโอกาสลืมตาอ้าปากบ้าง มีกำลังใจในการทำงาน ไม่เวียนเข้าเวียนออกกันคนละหลายบริษัทเพียงเพื่อขอให้ได้เงินพอเลี้ยงครอบครัวเท่านั้น ขณะที่เจ้าของและผู้ประกอบการทั้งหลายเปลี่ยนรถขับราคาคันละเจ็ดหลักขึ้นเป็นว่าเล่น

ดังนั้น การที่ผู้ประกอบการทั้งหลายรีบออกมาตีฆ้องตั้งแต่แรกว่าหากขึ้นเงินเดือนให้ กับผู้ใช้แรงงานถึง 300 บาท แล้วจะมีผลกระทบกับธุรกิจและอุตสาหกรรมของไทยนั้น เป็นเพียงทำให้ผลประกอบการมีกำไรน้อยลง ที่เรียกว่าขาดทุนกำไรเท่านั้น ยังไม่นับว่าเป็นการขาดทุนที่แท้จริงแต่อย่างใด

หากรัฐบาลต้องการช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานจริง มิใช่เพียงการหาเสียงเพื่อให้ได้รับเลือกตั้ง ควรพิจารณาปรับขึ้นค่าแรงและดูแลสวัสดิการผู้ใช้แรงงานให้ดีด้วย เพราะคนกลุ่มนี้ถือเป็นฐานกำลังสำคัญในกิจการต่างๆของประเทศที่ไม่สามารถมอง ข้ามไปได้ บริษัททั้งหลายอาจมีผู้บริหารใช้สมองคิดในการวางแผนต่างๆ แต่จำเป็นต้องอาศัยกลุ่มผู้ใช้แรงงานในการขับเคลื่อนให้นโยบายและการดำเนิน งานเป็นจริงได้ ดังนั้น ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จึงให้ความสำคัญกับผู้ใช้แรงงานอย่างมาก

เราใช้นโยบายเน้นการส่งออกมานานแล้ว ทำให้รัฐบาลหลายสมัยมุ่งเน้นการให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการต่างชาติจนละเลย คนในชาติด้วยกัน ถึงเวลาหันกลับมาใช้นโยบายชาตินิยมทางเศรษฐกิจที่ไม่ปิดกั้นประเทศกันได้ แล้ว เรื่องนี้นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายน่าจะให้คำตอบได้

หากประเทศไทยต้องการเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วจริงๆ ผู้บริหารควรเสียสละผลประโยชน์ของตนลงบ้างเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม

เงิน 300 บาท ไม่ได้ทำให้คุณจนลงหรอกครับ

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 7 ฉบับ 321 วันที่ 30 กรกฏาคม – 5 สิงหาคม 2554  พ.ศ. 2554 หน้า 12
คอลัมน์ : หอคอยความคิด
โดย : วิษณุ บุญมารัตน์


ครม.‘ปู1’เขย่าลงตัว‘ณัฐวุฒิ’โผล่นั่งรัฐมนตรีสำนักนายกฯ

ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเลือกประธานและรองประธาน สภาผ่านฉลุย คาดไม่เกินวันที่ 5 ส.ค. ประชุมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ส่วนคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเริ่มต้นทำงานได้ภายในวันที่ 8 ส.ค. รายชื่อผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆลงตัวหมดแล้ว “วิชิต” นั่งควบรองนายกฯ รมว.คลัง “ชัจช์” รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง “สุรพงษ์” คุมไอซีที “ยุทธศักดิ์” นั่งว่าการกลาโหม “เฉลิม” กระทรวงยุติธรรม “วรวัจน์” รมว.ศึกษาธิการ “บุญทรง” ดูแลกระทรวงทรัพยากรฯ “วิกรม” ว่าการต่างประเทศ “อนุดิษฐ์” พัฒนาสังคมฯ “วิชาญ-อุดมเดช” ชิงคุมสาธารณสุข “อุไรวรรณ” รัฐมนตรีวัฒนธรรม “จารุพงศ์” ดูแรงงาน “ณัฐวุฒิ” ชื่อโผล่รัฐมนตรีสำนักนายกฯ เพื่อไทยตั้ง “วิทยา” ประธานวิปประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล “หมอชลน่าน” เป็นกระบอกเสียงในทำเนียบ

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรกเมื่อวันที่ 2 ส.ค. ที่ผ่านมาเพื่อเลือกประธานและรองประธานสภาใช้เวลาเพียงแค่ประมาณ 10 นาทีทุกอย่างก็เสร็จสิ้น เนื่องจากแต่ละตำแหน่งมีผู้เสนอชื่อให้เข้าดำรงตำแหน่งเพียงคนเดียวจึงไม่ ต้องมีการลงคะแนนเลือก แค่ใช้จำนวน ส.ส. 20 คนขึ้นไปรับรองรายชื่อที่ถูกเสนอเท่านั้น

คาดวันที่ 5 ส.ค. โหวตเลือกนายกฯ

สำหรับรายชื่อที่ถูกเสนอเป็นไปตามมติพรรคเพื่อไทยคือ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ส.ส.ขอนแก่น ถูกเสนอให้เป็นประธานสภา นายเจริญ จรรย์โกมล ส.ส.ชัยภูมิ เป็นรองประธานสภาคนที่ 1 และนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.พะเยา เป็นรองประธานสภาคนที่ 2 ขั้นตอนหลังจากนี้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะทำเรื่องกราบบังคมทูล เพื่อโปรดเกล้าฯแต่งตั้งต่อไป เมื่อโปรดเกล้าฯแต่งตั้งประธานและรองประธานสภาแล้วจะมีการประชุมสภาเพื่อ เลือกนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าน่าจะภายในวันที่ 4 หรือ 5 ส.ค. นี้

นายสมศักดิ์เปิดเผยหลังการประชุมสภาว่า ตั้งใจแก้ปัญหาสภาล่ม (องค์ประชุมไม่ครบ) ที่เกิดขึ้นบ่อยในสภาชุดที่แล้ว เชื่อว่าจะได้รับความร่วมมือจาก ส.ส. ด้วยดี เพราะการที่ไม่มีการเสนอชื่อแข่งชิงตำแหน่งถือเป็นการส่งสัญญาณว่าทุกคนต้อง การให้เกิดความปรองดอง

“ปู” อยากสรุปรายชื่อ ครม. ให้เร็วที่สุด

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ว่าที่นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่านายวิสุทธิ์จะไม่มีปัญหาในการทำหน้าที่รองประธานสภา แม้จะมีส่วนพัวพันกับคดีระเบิดแมนชั่นที่บางบัวทอง ซึ่งเป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคง เพราะถือเป็นคนละส่วน

ว่าที่นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการจัดทำรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าเสร็จสิ้นแล้วประมาณ 50% แต่ยังไม่นิ่ง ส่วนตัวอยากเข้าทำหน้าที่ให้เร็วที่สุดเพื่อทำงานให้ประชาชน

“เรื่องคณะรัฐมนตรีเมื่อเข้ารับตำแหน่งนายกฯอย่างเป็นทางการแล้วจะสรุปให้เร็วที่สุด”
ตั้ง “วิทยา” ประธานวิปรัฐบาล

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า พรรคได้เลือกผู้ที่จะทำหน้าที่ในคณะกรรมการประสานงาน (วิป) สภาผู้แทนราษฎรพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว โดยเลือกนายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา เป็นประธานวิปรัฐบาล

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ยังไม่ได้รับการทาบทามจากผู้ใหญ่ในพรรคเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรี เข้าใจว่าต้องรอการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการก่อน

“ผมอาจไม่ได้เลยสักตำแหน่งก็ได้ พูดอย่างนี้ไม่ได้น้อยใจเพราะผมเป็นแค่ตัวเล็กๆในพรรค คนข้างนอกอาจจะมองว่าผมมีบทบาทช่วยเหลือพรรคมากในการปราศรัยหาเสียงเลือก ตั้ง แต่คนในพรรคเขามองว่าเป็นแค่สีสันของการหาเสียงเท่านั้น”

เพื่อไทยจอง 30 ตำแหน่ง

สำหรับความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการจัดทำรายชื่อคณะรัฐมนตรี มีรายงานว่า พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลจะได้โควตาทั้งหมด 30 ตำแหน่ง พรรคร่วมรัฐบาลได้ 5 ตำแหน่ง

ทั้งนี้ ผู้ที่ถูกวางตัวไว้ที่ค่อนข้างลงตัวแล้วในส่วนของพรรคเพื่อไทยประกอบด้วย นายวิชิต สุรพงษ์ชัย เป็นรองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรีด้านสังคม, พล.ต.ท.ชัจช์ กุลดิลก รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง

ส่ง “เฉลิม” คุมกระทรวงยุติธรรม

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอทีซี, พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นางบุญรื่น ศรีธเรศ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายวิกรม คุ้มไพโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, นายต่อพงษ์ ไชยสานต์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศ

“ณัฐวุฒิ” โผล่นั่งรมต.สำนักนายกฯ

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, นายวิชาญ มีนชัยนันท์ หรือนายอุดมเดช รัตนเสถียร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นางอุไรวรรณ เทียนทอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน, นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ หรือนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำเสื้อแดง เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

“ชลน่าน” ได้เก้าอี้โฆษกรัฐบาล

ส่วนผู้ที่จะได้รับตำแหน่งค่อนข้างแน่นอนแต่ยังไม่ลงตัวว่าจะอยู่ที่ กระทรวงใด ประกอบด้วย นายศักดา กงเพชร ส.ส.ร้อยเอ็ด นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ประธานภาคอีสาน นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ คนสนิท ร.ต.อ.เฉลิม และนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ขณะที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว จะได้เป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล พรรคชาติไทยพัฒนาจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และรองนายกรัฐมนตรี พรรคพลังชลได้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ส่วนพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินได้ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง

สำหรับรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะมีการนำขึ้นทูลเกล้าฯหลังมีพระบรมราช โองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีแล้ว คาดว่าภายในวันที่ 8 ส.ค. นี้

ที่มา : โลกวันนี้ 3 สิงหาคม 2554


“ไว้ใจ-สั่งได้-สายตรง(กว่า)” เหตุล็อก”ขุนค้อน” สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ขึ้นบัลลังก์

สําหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีแล้ว การเลือกตั้ง “3 กรกฎาคม 2554” มีความหมายถึง “ชีวิต”

เพราะ “ผลลัพธ์” ที่ออกมา สามารถเป็นตัวชี้วัด-ตัดสินได้เลยว่า “โอกาส” ที่ “เขา” จะได้กลับประเทศไทยมีมากน้อยแค่ไหน

เมื่อ “พรรคเพื่อไทย” ชนะการเลือกตั้ง และสามารถขึ้นเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ดูเหมือน “โอกาส” หวนคืน “แผ่นดินแม่” จะถูกเปิดกว้างขึ้นทันที

แต่ลำพัง “โอกาส” ที่เปิดกว้าง คงไม่สามารถการันตีได้ว่า “พ.ต.ท.ทักษิณ” จะได้กลับประเทศไทยสมใจอยากหรือไม่

เพราะที่สำคัญกว่าคือการวางเกม “บนกระดานการเมือง” และบรรจงจัด “ขุนพล” ฝ่ายเพื่อไทยลง “ตำแหน่งสำคัญ” ในสารบบการต่อสู้ เพื่อเอื้อต่อการ “ควบคุม” เกมการต่อสู้ และ “สกัด” ช่องทางที่ “ฝ่ายตรงข้าม” จะพลิกเกมขึ้นมาต่อกร

ดังนั้น “ก้าวแรก” ของการวางหมากกระดานการเมืองใน “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ผู้บงการหลักจึงต้องวาง “ตัวหลัก” ที่จะมารับตำแหน่ง “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” อันเป็นตำแหน่งสำคัญในการ “ควบคุม” เกมการต่อสู้ในสภา ซึ่งมี “พรรคประชาธิปัตย์” เป็นคู่ต่อสู้ตัวฉกาจ

ที่สำคัญคือตำแหน่ง “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” ยังเป็น “ตัวละครสำคัญ” ที่ “ฝ่ายตรงข้าม” เคยใช้โค่น “รัฐบาลพลังประชาชน”

โดยเปิดทางให้ “ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน” หักประกาศิต “นายใหญ่” พลิกขั้วมาร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับ “พรรคประชาธิปัตย์” ปล่อยให้ “พรรคเพื่อไทย” ตกเป็น “ฝ่ายค้าน” มานานกว่า 2 ปี

ถือเป็น “บาดแผลคาใจ” ที่ทำให้ “พ.ต.ท. ทักษิณ” เจ็บปวดแสนสาหัส จึงไม่มี “แกนนำเพื่อไทย” คนไหน ต้องการให้เกิดเหตุ “ประวัติ ศาสตร์ซ้ำรอย” ขึ้นอีก

ในยุทธศาสตร์การต่อสู้ของ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” จึงจำเป็นยิ่งที่ “พ.ต.ท.ทักษิณ” จะให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับ “ขุนพลฝ่ายนิติบัญญัติ”

จึงไม่แปลกหาก “โผประธานสภา” ที่ออกมาตลอดเวลาหลังเสร็จศึกเลือกตั้ง จะปรากฏแต่รายชื่อ ส.ส. ในกลุ่มที่ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ไว้เนื้อเชื่อใจ

ทั้ง สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ส.ส.ขอนแก่น อดีตรองประธานสภา ที่ไม่เคยมีพฤติกรรมเอนเอียงเอาใจออกห่างจาก “พรรคเพื่อไทย”

พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ แกนนำคนเสื้อแดง ที่เคยแลกอิสรภาพของตัวเองกับการต่อสู้ของ “คนเสื้อแดง”

หรือแม้แต่ ยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ยอมเอา “อนาคตการเมือง” ของตัวเองมาผูกไว้กับชะตาของ “พรรคเพื่อไทย”

แต่ละคนล้วนมีระดับดีกรี “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” ขั้นสูงสุดในหมู่ “พลพรรคเพื่อไทย” แต่ “ปิดดีล” ที่ชื่อ “สมศักดิ์” ด้วยหลายปัจจัย

“สมศักดิ์” เจ้าของฉายา “ขุนค้อนประกาศิต” ถือว่ามีเหลี่ยมคูทางการเมืองแพรวพราว เคยโชว์ลีลา “รองประธานสภา” ที่ได้รับการยอมรับมาแล้วถึง 2 รอบ

ที่สำคัญคือทันเกม “พรรคประชาธิปัตย์” ที่เชี่ยวชาญกลเกมในสภา

นอกจากนี้ “สมศักดิ์” ยังมีคุณสมบัติเด่นที่สามารถ “สายตรง” ถึง “พ.ต.ท.ทักษิณ” ได้ตลอดเวลาแม้ในยามวิกฤต การันตีได้จาก 2 เหตุการณ์สำคัญคือ

หนึ่งคือ เหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองในเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2553 ที่ “สมศักดิ์” เป็น “แกนนำพรรคเพื่อไทย” ไม่กี่คนที่ปรากฏตัวที่ “ดูไบ” พร้อมข้อเสนอ “ชนะโดยไม่ต้องรบ” แต่ไม่ถูกนำไปปฏิบัติ

สองคือ หลังการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 “สมศักดิ์” เป็น ส.ส.คนแรกๆ ที่ไปปรากฏกายเคียงข้าง “พ.ต.ท.ทักษิณ”

ทว่าจุดสำคัญที่ทำให้ชื่อ “สมศักดิ์” เหนือกว่า “พ.อ.อภิวันท์” หรือ “ยงยุทธ” อย่างชัดเจนก็คือ “กลุ่มผู้สนับสนุน”

แม้ “พ.อ.อภิวันท์” จะได้รับการสนับสนุนจาก “คนเสื้อแดง” และ “ส.ส.เพื่อไทย” หลายคนในพรรค

หรือ “ยงยุทธ” จะได้แรงผลักจาก “เจ๊ใหญ่วัง กทม.”

แต่ไม่สามารถเทียบกับ “สมศักดิ์” ที่ได้รับการสนับสนุนจาก “แกนนำพรรคเพื่อไทย” ใกล้ชิด “พ.ต.ท.ทักษิณ” อย่าง “กลุ่มพิจิตร” ของ เฮียเพ้ง-พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล

ซึ่งเป็น “กลุ่มการเมืองสำคัญ” ที่ “พ.ต.ท. ทักษิณ” ไว้เนื้อเชื่อใจ ถึงขั้นเคยประกาศยกให้เป็น “เพื่อนตาย-เพื่อนแท้” ลำดับต้นๆ มาแล้ว

เฉพาะเมื่อโพรไฟล์เบื้องลึกของ “สมศักดิ์” มีสายสัมพันธ์อันดีกับ “กลุ่มพิจิตร” ภายใต้เครือข่าย “วิศวะจุฬาฯ คอนเนกชั่น” มาช้านาน จึงสามารถรับประกัน “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” และ “สายตรง” ได้อีกระดับ

เป็นข้อได้เปรียบสำหรับ “ว่าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร” คนใหม่อย่างยิ่ง!!!

ที่มา : มติชนออนไลน์ 2 สิงหาคม 2554


วิสัยทัศน์ประเทศไทย 2020

พี่น้องชาวไทยที่เคารพรักทุกท่าน

วันเลือกตั้งกำลังจะมาถึง พี่น้องคงอยากจะทราบว่า พรรคการเมืองแต่ละพรรคที่อาสาเข้ามาบริหารประเทศจะนำพี่น้องและประเทศของเรา ไปในทิศทางใด เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจลงคะแนน  ดิฉันจึงขอกราบเรียนเสนอวิสัยทัศน์ปี ค.ศ. 2020 ซึ่ง เป็นปีที่นานาประเทศที่เจริญเขาจะใช้เป็นปีเป้าหมายที่จะพัฒนาประเทศของเขาให้สามารถแข่งขันได้ นั่นคือ ภายใต้การบริหารของพรรคเพื่อไทย ด้วยนโยบายที่นำเสนอในการเลือกตั้งครั้งนี้ หากดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ณ สิ้นปี ค.ศ. 2020  หรือ พ.ศ.  2563 สิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นดังนี้

อนาคตของคนไทย 

1. รายได้ประชาชาติของไทย จะอยู่ที่ไม่น้อยกว่า 800,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยคนไทยทั้งหมดจะมีรายได้เหนือเส้นความยากจน คนไทยทุกครอบครัวจะมีบ้านของตนเอง เกษตรกรทุกคนจะมีที่ทำกินเป็นของตนเอง

2. คนไทยจะมีค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 1,000 บาท และเงินเดือนผู้จบปริญญาตรีขั้นเริ่มต้นที่ 30,000 บาท/เดือน

3. คนไทยจะมีสุขภาพดีถ้วนหน้าและปลอดยาเสพติด รับประทานอาหารปลอดภัย มีสถานพยาบาลที่ทันสมัย และที่ออกกำลังกายทั่วประเทศ

4.  เยาวชนไทยจะมีการศึกษาทั่วถึงทันโลก พรั่งพร้อมด้วยคุณธรรม และจริยธรรม

5. ไทยจะมีจำนวนผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันเป็น 2 เท่า

เป้าหมายการพัฒนาสู่ความสำเร็จ 

6. การคมนาคมขนส่งในกรุงเทพฯ จะสะดวกยิ่งขึ้น เพราะรถไฟฟ้าจะเสร็จทั้ง 10 สาย มีการสร้างเมืองใหม่ และที่อยู่อาศัยออกไปตามเส้นทางรถไฟฟ้า

7. การคมนาคมขนส่งระบบราง จะครอบคลุมทั้งประเทศ มีทั้งรถไฟความเร็วสูงเชื่อมเมืองสำคัญ รถไฟรางคู่ และระบบขนส่งเชื่อมโยงทุกพื้นที่ทั่วประเทศ จะทำให้ค่าขนส่งสินค้า (Logistic Cost) ของไทยลดลงจากปัจจุบัน 25%

8. จะมีการปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน โดยการเพิ่มสัดส่วนของพลังงานสีเขียวเพิ่มขึ้นเป็น 25% ของพลังงานจากฟอสซิล

9. ประเทศไทยจะเป็นประเทศอันดับต้นๆ ของเอเชีย ในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) จะทำให้เด็กไทยเข้าถึงข้อมูลทั่วโลกได้ พร้อมทั้งระบบการเรียนการสอนจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ  ทุกตำบลจะเป็นตำบลดิจิตอล

10. ไทยจะมีเมืองใหม่ ที่มีการวางผังเมืองมาตรฐานโลก พร้อมเขื่อนกั้นน้ำทะเลและระบบป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ

11. จะเกิดเมืองหลวงภูมิภาคขึ้นหลายแห่ง เนื่องมาจากการกระจายความเจริญ กระจายงบประมาณ กระจายรายได้ กระจายความมั่งคั่งสู่ภูมิภาค

12. ไทยต้องมีบทบาทนำในเวทีโลก คนไทยไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ฐานะใด อาชีพใด ต้องอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ มีความภูมิใจในความเป็นไทย

13. ดัชนีการคอรัปชั่นที่ประเมินโดยต่างประเทศจะดีขึ้นกว่าปัจจุบัน ไม่น้อยกว่า 75 %

14. กระบวนการใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม (Rule of Law) จะเป็นมาตรฐานสากล อันจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ และไว้วางใจจากนานาประเทศ ซึ่งจะมีผลดีต่อการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ

อนาคตประเทศไทย

15. ไทยจะเป็นศูนย์กลางการบินของเอเชีย จะมีนักท่องเที่ยวเป็น 30 ล้านคนต่อปี สนามบินทั้งดอนเมือง และอู่ตะเภา จะถูกนำมาใช้เป็นสนามบินสากล

16. ไทยจะเป็นศูนย์กลางการเงิน และการพลังงานของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

17. ไทยจะเป็นศูนย์กลางทางด้านสุขภาพของเอเชีย

18. ไทยจะเป็นศูนย์ผลิตอาหารเลี้ยงโลก “ครัวไทย สู่ครัวโลก” ด้วยอาหารคุณภาพ (From Farm to Table)

19. สินค้าไทยจะเป็นสินค้าที่ทำรายได้จากการสร้างมูลค่า (Value Creation) มากกว่าการขายเพียงวัตถุดิบหรือรับจ้างทำของ

20. ไทยจะเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาโลก แต่เคารพเสรีภาพในการนับถือศาสนาของคนไทย

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเป้าหมายที่ต้องบรรลุ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดเพียงเท่านี้ ซึ่งดิฉันและทีมงานพรรคเพื่อไทยจะอธิบายในวันปราศรัยโค้งสุดท้าย วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม นี้ ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก ค่ะ

เป้าหมายเหล่านี้จะสำเร็จได้ หากคนไทยต้องมีความสามัคคีปรองดองกัน  ดิฉันจะไม่ทะเลาะกับใคร จะมุ่งมั่นให้วิสัยทัศน์ 2020 เป็นจริงให้ได้ และไม่ใช่จะขอเป็นนายกฯ ถึงปี 2563 เป็นเพียงต้องวางยุทธศาสตร์และลงมือตั้งแต่บัดนี้อย่างต่อเนื่อง

ด้วยความเคารพรัก

ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร
29 มิถุนายน 2554